สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เรื่อง การย้ายและการใช้ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อให้การบริหารงานบุคคลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ตามหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ก่อนหน้านี้ สพฐ. ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชะลอการดำเนินการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง การโอน และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) รวมถึงการโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการอื่นมาบรรจุและแต่งตั้ง ตลอดจนการเลื่อนระดับตำแหน่งไว้ก่อน จนกว่า ก.ค.ศ. จะพิจารณามีมติรับทราบคำสั่งกำหนดตำแหน่งและแต่งตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีตำแหน่งว่างที่มีอัตราเงินเดือนคงเหลือจากบัญชีเดิม จำนวน 797 ตำแหน่ง แบ่งเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ จำนวน 498 ตำแหน่ง และตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน จำนวน 299 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวไม่สามารถใช้ในการย้ายได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาพรวมของ สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สพฐ. จึงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ไปดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.5/ว 12 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2566 เฉพาะตำแหน่งว่างคงเหลือที่มีอัตราเงินเดือน โดยกำหนดสัดส่วนการใช้ตำแหน่งว่างที่เหลือเป็น 2 ส่วน คือ 1 ตำแหน่ง ใช้สำหรับการย้าย และอีก 1 ตำแหน่ง ใช้เพื่อการสอบแข่งขัน
ทั้งนี้ หากตำแหน่งว่างมีเพียง 1 ตำแหน่ง ให้ใช้ในการย้ายก่อน ส่วนที่เหลือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะใช้ดำเนินการคัดเลือกและสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อให้การบริหารตำแหน่งว่างเป็นไปอย่างเป็นระบบ และตอบสนองต่อความจำเป็นด้านอัตรากำลังของหน่วยงาน
สพฐ. กำชับว่า หากบุคคลใดได้รับการคัดเลือกเพื่อย้ายแล้ว ต่อมา ก.ค.ศ. มีมติไม่รับทราบการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เนื่องจากดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือมีการแก้ไขคำสั่งอื่นใดที่ทำให้บุคคลนั้นต้องเสียสิทธิในผลการย้าย บุคคลดังกล่าวต้องยอมรับผลของการเสียสิทธินั้น และหากตรวจสอบภายหลังพบว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวข้อง ผู้ดำเนินการและผู้เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดทางวินัยและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ สพฐ. กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการมีคำสั่งแต่งตั้งการย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พร้อมรายงานผลให้ สพฐ. ทราบภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ผ่าน Google Form ที่กำหนด โดยต้องกรอกข้อมูลและจัดส่งหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัญชีรายละเอียดการใช้ตำแหน่งว่างตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) สำเนาคำสั่งการย้าย และรายงานการประชุมหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ตำแหน่งว่าง ซึ่งเอกสารทุกฉบับต้องรับรองความถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สพฐ. ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตรับทราบและดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การย้ายและการใช้ตำแหน่งว่างของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม และสนับสนุนการบริหารอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด



ดาวน์โหลดไฟล์แนบ
ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน