เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในประเด็นเกี่ยวกับ โครงการการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (Digital Skill/Credit Portfolio) ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าติดตาม ตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ในส่วนของเนื้อหาโครงการจะมีการประเมินรูปแบบความจำเป็น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าหากจะมีการดำเนินการในอนาคตจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องความซ้ำซ้อนของแพลตฟอร์ม NDLP (National Digital Learning Platform) กับ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio นั้น ขอยืนยันว่าไม่มีความซ้ำซ้อนกัน แต่เป็นการทำงานแบบเสริมรับกัน เนื่องจากมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดย NDLP เป็นแพลตฟอร์มสื่อการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แผนขยายการใช้งานให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด โดยมีครูและนักเรียนใช้งานไม่ น้อยกว่า 5 ล้านคน ขณะที่ Digital Skill/Credit Portfolio เป็นสื่อด้านการวางแผนเส้นทางอาชีพ 447 เรื่อง ใน 4 ด้าน ตั้งแต่การสำรวจศักยภาพตนเอง การเตรียมความพร้อมสู่อาชีพ จนถึงการเป็นพลเมืองโลกในอนาคต
ส่วนกรณีข้อสังเกตการตั้งงบประมาณโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio สูงถึงกว่า 3,158 ล้านบาท นั้น รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงกรอบวงเงินงบผูกพันระยะยาวในช่วงปีงบประมาณ 2569–2573 โดยในปีงบประมาณ 2569–2570 ได้รับงบประมาณรวม 640 ล้านบาท และภายหลังมีการนำเข้าพ.ร.บ.โอนงบประมาณ 174 ล้านบาท จึงเหลืองบดำเนินการจริงเพียง 465 ล้านบาท ส่วนวงเงินในปี 2571–2573 เป็นเพียงการประมาณการยังไม่มีการผูกพันงบประมาณแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่าจะรายงานความคืบหน้าในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ว่า ทุกโครงการจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแม้จริงหากผลการประเมินพบว่าโครงการใดไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายกระทรวงศึกษาธิการพร้อมจะทบทวน ยกเลิก หรือ ปรับปรุง TOR หรือโครงการทันที
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับความเชื่อมโยง Credit Portfolio ในระดับอุดมศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตนเห็นด้วยว่าเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงการเป็นจุดที่ต้องระมัดระวัง หากหน่วยงานต่างคนต่างพัฒนา ไม่มีแกนกลางเชื่อมโยง ย้อมเสี่ยงที่จะทำงบฯซ้ำซ้อน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้ 3 เรื่อง คือ การร่วมมือทุกแพลตฟอร์มพัฒนาระบบสื่อการสอน ไม่ผูกขาดเทคโนโลยี เพื่อให้ครูและนักเรียนทำงานได้ง่ายขึ้น โดยเป้าหมายที่สำคัญคือลดภาระงานครู , การทำ Digital ID และ AI Framework เพื่อแก้ไขการพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีความซ้ำซ้อน นำไปสู่การเป็นซิงเกิลแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง , การพัฒนาทุนมนุษย์ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน จะไม่ทำงานแบบแยกส่วน (Silo) อีกต่อไป แต่จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องผ่านกลไก Human Capital Board และ National Credit Bank เพื่อเชื่อมโยงการสะสมทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยเกิดขึ้นอย่างไร้รอยต่อ โดยทั้ง 3 แนวทางนี้จะทำให้ Credit Portfolio เกิดได้อย่างแท้จริง นักเรียน นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ตอบโจทย์การเรียนแบบไร้รอยต่อและการใช้งบประมาณได้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย จำนวน 6 คณะ เพื่อดูแลเรื่อง การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ , การลดภาระงานครู , การยกระดับคุณภาพครู , ความปลอดภัยในสถานศึกษา , การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เรียนฟรีเกิดขึ้นจริง และ การพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ซึ่งคณะกรรมการได้มีการรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายประเสริฐ กล่าวถึงการปรับสูตรเงินอุดหนุนรายหัวเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ว่า กระทรวงรับทราบข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สะท้อนปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้รับงบประมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการอย่างแท้จริง จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อออกแบบสูตรการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่ โดยนำตัวแปรการคำนวณที่สะท้อนถึงบริบทของแต่ละโรงเรียนให้มากขึ้นก่อยเสอนเป็นมติ ครม.ต่อไป โดยตั้งเป้าให้สามารถนำร่องได้ในปีการศึกษา 2571 เพื่อให้เด็กทุกพื้นที่ได้รับโอกาสเข้าถึงทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม
ส่วนประเด็น “เรียนฟรียังมีจริงหรือไม่” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนไม่ปฏิเสธ และยังได้ยินข่าวอยู่ ซึ่งกระทรวงได้มีมาตรการแก้ไขและจัดการปัญหานี้ โดย สพฐ.ได้ออกมาตรการซักซ้อมเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาที่กำหนดชัดเจนว่า เก็บได้เฉพาะส่วนที่อยู่นอกเหนือหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ทั้งนี้ตนจะกำชับให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามแนวทางแก้ปัญหานี้จะสอดรับการกับการแก้ไขปัญหาระยะยาวของกระทรวงเรื่องการปรับสูตรงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวด้วย
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นโยบาย ลดภาระงานครู คืนเวลาให้ครู และการประเมิน ITA ที่ ส.ส.ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีปรากฏเป็นรายการงบประมาณในปี 2570 นั้น ขอชี้แจงว่า การดำเนินการนี้กระทรวงไม่ได้ของบประมาณเพิ่มจากงบฯที่มีอยู่ เพราะเป็นการใช้งบฯและปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่การสร้างโครงการหรือเพิ่มเติมงบฯ ตัวอย่างเช่น สพฐ.ได้ลดตัวชี้วัดการติดตามงานจาก 151 ตัวชี้วัด เหลือ 43 ตัวชี้วัด ลดลงกว่า 71.52% และมีผลบังคับใช้แล้ว ขณะเดียวกันได้ ยกเลิกการประเมิน ITA ระดับโรงเรียนตั้งแต่ปี 2569 ทำให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนไม่ต้องจัดทำเอกสารรองรับการประเมินอีกต่อไป เหลือเพียงการดำเนินงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งไม่ได้เป็นภาระของครูอีกต่อไป ส่วนโครงการโรงเรียนสีขาว กระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า ยังคงดูแลป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาอยู่ แต่ไม่สนับสนุนให้โรงเรียนหรือผู้อำนวยการโรงเรียนทำโครงการโรงเรียนสีขาวเป็นตัวชี้วัดการประเมิน โดยให้ยกเลิกการใช้เป็นตัวชี้วัดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป แต่เรายังมีระบบดูแลนักเรียนผ่านโครงการอื่นที่ไม่ซ้ำซ้อนและไม่เพิ่มภาระงานครู
“ ส่วนข้อสังเกตกรณีงบประมาณไม่เพียงพอต่อระบบการศึกษา เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนหลายล้านคน เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษาหลายแสนคน และเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับคนและการพัฒนาคน ต้องขอขอบคุณส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการให้มีประสิทธิภาพ และผมก็พยายามปรับวัฒนธรรมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการโดยใช้หลักคิดการใช้เด็กเป็นศูนย์กลางมากกว่าการใช้สถานศึกษาต้องรายงานอะไรต่อส่วนกลาง ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรเพิ่มเลย แต่เราจะมุ่งเน้นผลที่เกิดต่อเด็ก โดยจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ส่วนการลงทุนจะเน้นลงทุนด้านพื้นฐานที่ก่อให้เกิดความปลอดภัยของผู้เรียน เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา โรงอาหาร และอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น และช่วยการพัฒนาทักษะนักเรียนอย่างแท้จริง”นายประเสริฐกล่าวและว่า ในด้านคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะผลการประเมิน PISA 2022 ของไทยยังต่ำอยู่ เป็นการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน แม้งบประมาณด้าน PISA จะลดลง แต่กระทรวงได้จัดทำ Roadmap PISA 2029 เพื่อยกระดับคะแนน 4 ด้าน คือ ยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลร่วม การเรียนรู้และการประเมินสมรรถนะ การใช้ข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า และ การสร้างวัฒนธรรมและการสร้างแรงจูงใจผู้เรียน
ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก วันที่ 1 กรกฎาคม 2569