|
การดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาชาติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในปัจจุบัน นอกจากจะยึดแนวทางตาม "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579)" ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 6 ยุทธศาสตร์ อันได้แก่ 1.ความมั่นคง 2.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4.การสร้างโอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันด้านสังคม 5.การสร้าง การเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐแล้ว ยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาอีกด้วย
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีพระราชหัตถเลขาชิ้นสำคัญส่งถึงองคมนตรี ใจความว่า "ปัญหาปัจจุบันคือครูมุ่งเขียนวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี Reward" ซึ่ง ศธ.ได้น้อมนำฯ มาเป็นนโยบายในการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครูและบุคลากรด้านการศึกษาในปัจจุบัน
"ที่ผ่านมา การได้มาซึ่งวิทยฐานะนั้น ครูต้องทำผลงานเอกสารทางวิชาการหรืองานวิจัย และบางกรณีก็มีการจ้างคนอื่นทำเอกสารวิชาการแทน ในขณะที่ครูขยัน ทุ่มเทและมุ่งสอนหนังสือ แต่ไม่มีความชำนาญในการจัดทำผลงานวิชาการ กลับไม่ได้รับอะไรตอบแทน เป็นความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่อจากนี้ไป รูปแบบการประเมินวิทยฐานะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีความยุติธรรม และมีความทันสมัยเป็นสากลมากขึ้น เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ครูทุกคนรอคอยและต้องการให้เปลี่ยนแปลง" นพ.ธีระเกียรติกล่าว
สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในนิยามใหม่นั้น ยึดหลัก 3P ตามระบบสากล ได้แก่ Proficiency (ทักษะการทำงานหรือความเก่ง) Performance (ผลงาน) และ Potential (ศักยภาพ) ซึ่ง ศธ. ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่นั้น ไม่สร้างความยุ่งยากหรือสร้างภาระให้ครูแต่อย่างใด หากแต่เป็นสิ่งที่ครูปฏิบัติในหน้าที่ที่เป็นปกติอยู่แล้วนั่นคือ "การสอนในชั้นเรียน" นั่นเอง โดยวัดจาก 2 เรื่องหลัก คือ
1. เชิงปริมาณ พิจารณาจากชั่วโมงการสอน จากจำนวนชั่วโมงสอนขั้นต่ำที่ส่วนราชการกำหนด ทั้งนี้ ชั่วโมงการทำงานของครู มีกรอบคือ เป็นครูผู้ช่วย2 ปี ชำนาญการ 5 ปี ชำนาญการพิเศษ5 ปี เชี่ยวชาญ 5 ปี และเชี่ยวชาญพิเศษ 5 ปี ซึ่งการประเมินวิทยฐานะในแต่ละขั้น ครูต้องมีชั่วโมงสอน 800 ชั่วโมงต่อปี กล่าวคือเมื่อครูชำนาญการสอนครบ 5 ปี หรือมีชั่วโมงสอนครบ 4,000 ชั่วโมง สามารถขอประเมินวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ อย่างไรก็ตาม ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ยังคงต้องใช้เอกสารวิชาการและผลงานวิจัยอยู่
2. เชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ด้วยการเปิดโอกาสให้ครูแต่ละคน สามารถเลือกเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ ศธ.ให้การรับรองที่แตกต่างกันในแต่ละวิทยฐานะ นอกจากนี้ จะต้องผ่านการอบรม PLC (Professional Learning Community) หรือ "ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ" ซึ่งมีแนวคิดคือ การนำครูในหลายๆ ระดับ ทั้งครูใหม่-ครูเก่ามาอยู่รวมกัน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ และแบ่งปันความรู้กันระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม จนกระทั่งเกิดการสะท้อนความคิดในด้านต่างๆ ที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้กับครู และไม่ให้เกิดการใช้เวลาอบรม PLC มาก จนกระทั่งครูไม่มีเวลาสอนเด็กในชั้นเรียน จึงกำหนดให้ครูสามารถนำชั่วโมงการอบรม PLC ไปรวมกับชั่วโมงการสอนหนังสือที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะประกาศใช้ได้ด้วย
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ จะนำไปใช้กับการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรด้าน การศึกษากลุ่มใหม่ กลุ่มที่ค้างการประเมินที่มีประมาณ 5,000 คน และกลุ่มที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว ซึ่งต้องมีการประเมินเพื่อคงสภาพตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าครูยังคงมีคุณภาพในการปฏิบัติงานและความเชี่ยวชาญเหมาะสมกับวิทยฐานะที่ได้รับ
"เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะรูปแบบใหม่ นอกจากไม่สร้างภาระให้กับครูในการทำเอกสารวิชาการแล้ว ยังสร้างโอกาสให้ครูเข้าถึงวิทยฐานะได้ง่ายขึ้นอีกด้วย พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนาระบบไอที เพื่อให้ครูได้บันทึกข้อมูลได้ด้วยตัวเองในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับรองชั่วโมงการสอนของครู ผ่านระบบ Logbook" นพ.ธีระเกียรติกล่าว
การเปลี่ยนโฉมรูปแบบการประเมิน "วิทยฐานะ" ของครูในครั้งนี้ ถือเป็นการนำครูกลับมาสู่ห้องเรียนและทุ่มเทให้กับการสอนอย่างเต็มที่ เป็นวิธีตอบแทนครูที่สอนทั้งปริมาณและคุณภาพอย่างเป็นธรรมและยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถของครูและเด็กนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น อันนำไปสู่การพัฒนาครูและคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยอย่างแท้จริง
ที่มา มติชน ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2560 (กรอบบ่าย) เผยแพร่โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 27 มีนาคม 2560
บ้านน็อคดาวน์ทรงโมเดิร์น
฿65,000https://s.shopee.co.th/2Vm01N027C?share_channel_code=6
Advertisement
 เปิดอ่าน 3,925 ครั้ง  เปิดอ่าน 8,027 ครั้ง  เปิดอ่าน 7,187 ครั้ง  เปิดอ่าน 16,193 ครั้ง  เปิดอ่าน 12,859 ครั้ง  เปิดอ่าน 5,956 ครั้ง  เปิดอ่าน 9,573 ครั้ง  เปิดอ่าน 3,114 ครั้ง  เปิดอ่าน 3,846 ครั้ง  เปิดอ่าน 21,012 ครั้ง  เปิดอ่าน 12,729 ครั้ง  เปิดอ่าน 5,996 ครั้ง  เปิดอ่าน 37,846 ครั้ง  เปิดอ่าน 3,158 ครั้ง  เปิดอ่าน 18,418 ครั้ง  เปิดอ่าน 10,509 ครั้ง
|

เปิดอ่าน 37,846 ☕ 24 มี.ค. 2569 |

เปิดอ่าน 3,158 ☕ 27 มี.ค. 2569 | 
เปิดอ่าน 12,859 ☕ 24 มี.ค. 2569 | 
เปิดอ่าน 12,729 ☕ 24 มี.ค. 2569 | 
เปิดอ่าน 21,012 ☕ 24 มี.ค. 2569 | 
เปิดอ่าน 37,846 ☕ 24 มี.ค. 2569 | 
เปิดอ่าน 5,996 ☕ 24 มี.ค. 2569 |
|
≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡ 
เปิดอ่าน 33,114 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 28,425 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 19,469 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 12,307 ครั้ง | 
เปิดอ่าน 4,229 ครั้ง |
|
|