บทคัดย่อ (Abstract)
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา และหา
ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก (CARE-5E Model) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวทาง PISA ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดของ Polya ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์เชิงบวกตามกรอบ CARE Framework และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนครนนท์วิทยา ๔ วัดบางแพรกเหนือ สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครนนทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน (20 ชั่วโมง) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบสมรรถนะ PISA แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา แบบสังเกตพฤติกรรม CARE และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent Samples t-test
ผลการวิจัยพบว่า:
1.รูปแบบ CARE-5E Model มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.50/82.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.สมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวทาง PISA หลังเรียน (X̅ = 19.60, S.D. = 1.72) สูงกว่าก่อนเรียน (X̅ = 10.40, S.D. = 1.96) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 14.85, p = .000)
3.ทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียน (X̅ = 13.47, S.D. = 1.19) สูงกว่าก่อนเรียน (X̅ = 6.53, S.D. = 1.36) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 16.42, p = .000)
4. พฤติกรรมปฏิสัมพันธ์เชิงบวกตามกรอบ CARE Framework ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (X̅ = 4.57, S.D. = 0.41)
5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.67, S.D. = 0.42)
คำสำคัญ: CARE-5E Model, การเรียนรู้เชิงรุก, ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก, สมรรถนะวิทยาศาสตร์ PISA, ทักษะการแก้ปัญหา Polya