ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริม สมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมํยมศึกษาปีที่ 1

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (4) ปรับปรุงและขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ที่พัฒนาแล้วให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย กลุ่มตัวอย่างปีการศึกษา 2567 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งแก้ว โรงเรียนโคกกลางหนองแวงใหญ่ โรงเรียนบ้านกุดขนวน และโรงเรียนชุมชนทมป่าข่า รวมจำนวน 46 คน ครูผู้สอนจำนวน 3 คน ปีการศึกษา 2568 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งแก้ว โรงเรียนบ้านกุดขนวน โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์และโรงเรียนสีออศิลปศาสตร์ รวมจำนวน 146 คน ครูผู้สอนจำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบบันทึกการศึกษาเอกสาร (2) แบบสัมภาษณ์นักเรียน (3) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอน (4) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (5) คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (6) แผนการจัดการเรียนรู้ (7) แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (8) แบบประเมินคู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (9) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ (10) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (11) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย (12) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ (13) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน และ (14) แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน เครื่องมือในการวิจัยทั้ง 14 รายการมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่นตามสูตร KR-20 เท่ากับ 0.91 และแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายใน (ICC) เท่ากับ 0.724 และเมื่อใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนจากกรรมการทั้ง 2 คน มีค่า ICC เท่ากับ 0.840

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าที (t-test)

ผลการวิจัยพบว่า

1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา นักเรียนส่วนใหญ่มีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ ขาดความสามารถในการคิดเชิงระบบ นักเรียนต้องการกิจกรรมที่สนุกสนานและหลากหลาย ครูผู้สอนต้องการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้จากสถานการณ์ (Focus on Situations) ขั้นที่ 2 การบูรณาการความรู้ (Integrate Knowledge) ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรมเชิงรุก (Training through Active Practice) ขั้นที่ 4 การคิดเชิงระบบและสะท้อนผล (Systems Thinking and Reflection) และขั้นที่ 5 การถ่ายโอนความรู้สู่สถานการณ์ใหม่ (Situation Transfer) และ (4) การวัดและประเมินผล ซึ่งผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL พบว่า มีความถูกต้องในระดับมากที่สุด X̅= 4.59, SD= 0.04 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด X̅= 4.69, SD= 0.07 มีความสอดคล้องในระดับมากที่สุด X̅= 4.68, SD= 0.10 และมีความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด X̅= 4.71, SD= 0.07

3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL มีประสิทธิผล คือ นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.90/83.64 และมีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับร้อยละ 67.32

4. การขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ปีการศึกษา 2568 ปรากฎผลดังนี้

4.1 นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพลศึกษา สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด X̅= 4.66 ขณะที่นักเรียนกลุ่มทดลองในโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพลศึกษา สมรรถภาพทางกาและความสามารถในการคิดเชิงระบบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด X̅= 4.73

4.2 ข้อค้นพบสำคัญจากการวิจัยและกลไกความสำเร็จของ FITS-S MODEL คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FITS-S MODEL สามารถส่งเสริมนักเรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพลศึกษา สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบไปพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงสถานการณ์จริง การบูรณาการความรู้ การปฏิบัติกิจกรรมทางกาย กระบวนการคิดเชิงระบบ และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยที่สถานการณ์ช่วยกระตุ้นความสนใจ การบูรณาการความรู้ช่วยสร้างความเข้าใจ การปฏิบัติจริงช่วยสร้างประสบการณ์ และการคิดเชิงระบบร่วมกับการสะท้อนผลช่วยให้นักเรียนวิเคราะห์ความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเชิงลึก ก่อนนำความรู้ไปถ่ายโอนและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ส่งผลให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ตลอดจนสามารถถ่ายโอนความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง

4.3 ผลการขยายผลการวิจัยแล้วเผยแพร่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงวิชาชีพและเป็นแบบอย่างที่ดีได้เนื่องจากเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในวงวิชาชีพ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกาย การคิดเชิงระบบ ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาให้สูงขึ้น และเกิดประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ

5. การคิดค้น พัฒนาผลงานวิจัย และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในครั้งนี้สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนานักเรียนได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลจากการเผยแพร่ผลงานดังกล่าว ในวงกว้างสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา สังคม และประเทศอย่างยั่งยืน

คำสำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา, FITS-S MODEL, สมรรถภาพทางกาย, การคิดเชิงระบบ, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

โพสต์โดย piyarat.reung : [3 ต.ค. 2569 (12:32 น.)]
อ่าน [48] ไอพี : 118.172.136.7
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 14,414 ครั้ง
6 วิธี กินซูชิให้อร่อย
6 วิธี กินซูชิให้อร่อย

เปิดอ่าน 15,922 ครั้ง
คลิป"เล่นน้ำสงกรานต์อย่างปลอดภัย" โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
คลิป"เล่นน้ำสงกรานต์อย่างปลอดภัย" โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เปิดอ่าน 29,763 ครั้ง
ฝึกอ่านภาษาอังกฤษง่ายๆตามแบบเรียนมานี มานะ ปิติ ชูใจ
ฝึกอ่านภาษาอังกฤษง่ายๆตามแบบเรียนมานี มานะ ปิติ ชูใจ

เปิดอ่าน 19,531 ครั้ง
นักวิจัยไทย พบแมลงใหม่ 3 ชนิด "สมเด็จพระเทพฯ" พระราชทานนาม
นักวิจัยไทย พบแมลงใหม่ 3 ชนิด "สมเด็จพระเทพฯ" พระราชทานนาม

เปิดอ่าน 44,226 ครั้ง
การจัดการศึกษาในโรงเรียนแบบเชิญชวน
การจัดการศึกษาในโรงเรียนแบบเชิญชวน

เปิดอ่าน 16,104 ครั้ง
มาตรฐานข้อสอบและการให้เกรดในมหาวิทยาลัย: เกรดเฟ้อและเกรดฝืด
มาตรฐานข้อสอบและการให้เกรดในมหาวิทยาลัย: เกรดเฟ้อและเกรดฝืด

เปิดอ่าน 14,355 ครั้ง
22 จานเด็ด ลดเสี่ยงมะเร็ง
22 จานเด็ด ลดเสี่ยงมะเร็ง

เปิดอ่าน 18,799 ครั้ง
รวมรายชื่อสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ปีการศึกษา 2507 ถึง 2557
รวมรายชื่อสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ปีการศึกษา 2507 ถึง 2557

เปิดอ่าน 163,560 ครั้ง
ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism
ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism

เปิดอ่าน 16,537 ครั้ง
สมูทตี้สมุนไพร อร่อยได้ประโยชน์
สมูทตี้สมุนไพร อร่อยได้ประโยชน์

เปิดอ่าน 13,609 ครั้ง
คู่มือตั้งงบ 58 (ฉบับแก้ไข)
คู่มือตั้งงบ 58 (ฉบับแก้ไข)

เปิดอ่าน 34,093 ครั้ง
วิธีแก้ปัญหาเสื้อผ้าเหม็นอับ
วิธีแก้ปัญหาเสื้อผ้าเหม็นอับ

เปิดอ่าน 21,574 ครั้ง
อภิชาติ หาลำเจียก
อภิชาติ หาลำเจียก

เปิดอ่าน 18,011 ครั้ง
ความเป็นมาของคำ "ธรรมกาย" โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ความเป็นมาของคำ "ธรรมกาย" โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เปิดอ่าน 24,829 ครั้ง
กิน "มะรุม" ยับยั้งมะเร็งแพร่ลำไส้ใหญ่ได้ แต่กินดิบระวังตับพัง แนะนำให้ปรุงสุกก่อนรับประทาน
กิน "มะรุม" ยับยั้งมะเร็งแพร่ลำไส้ใหญ่ได้ แต่กินดิบระวังตับพัง แนะนำให้ปรุงสุกก่อนรับประทาน

เปิดอ่าน 6,879 ครั้ง
วัยทำงาน มีภาวะอ้วน แนะหลัก "3อ 2ส 1ฟ 1น" ลดเสี่ยง
วัยทำงาน มีภาวะอ้วน แนะหลัก "3อ 2ส 1ฟ 1น" ลดเสี่ยง
เปิดอ่าน 59,057 ครั้ง
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 18 การเตะจากมุม
ฟุตซอล(Futsal): กติกาข้อ 18 การเตะจากมุม
เปิดอ่าน 11,465 ครั้ง
สดร.ชี้ข่าวโลกมืดสนิท 6 วันเพราะฝุ่น-ขยะอวกาศบดบังไม่จริง
สดร.ชี้ข่าวโลกมืดสนิท 6 วันเพราะฝุ่น-ขยะอวกาศบดบังไม่จริง
เปิดอ่าน 10,583 ครั้ง
เจาะ..."ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"ครูควรรับมืออย่างไร ?
เจาะ..."ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้"ครูควรรับมืออย่างไร ?
เปิดอ่าน 19,996 ครั้ง
กาฬโรคปอด Pneumonic Plague
กาฬโรคปอด Pneumonic Plague

รายการหลัก

► หน้าแรก
► ข่าว/บทความ
► สมุดเยี่ยม
► กระดานสนทนา
► เว็บลิงค์
► ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
► ข้อมูลบุคคล
► ภาพกิจกรรม
► ผู้สนับสนุน

สมาชิก

• เข้าสู่ระบบ
• คุณครูต้องรู้ไว้
• รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

• เว็บไซต์ สพฐ.
• กระทรวงศึกษาธิการ
• ติวสอบ GED
• ติวสอบ SAT
• เครื่องมือวัด
• เครื่องมืออุตสาหกรรม
• เกมส์
• แหล่งรวมเกมส์

• แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ