ชื่อวิจัย : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริม
สมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้วิจัย : นางปิยรัตน์ เรืองวงศ์วิทยา
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ : 2569
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิด เชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัด การเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายและการคิดเชิงระบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4) ปรับปรุงและขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ที่พัฒนาแล้วให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น การวิจัยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาแบ่งเป็น 4 ระยะ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย กลุ่มตัวอย่างปีการศึกษา 2567 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งแก้ว โรงเรียนโคกกลางหนองแวงใหญ่ โรงเรียนบ้านกุดขนวน และโรงเรียนชุมชนทมป่าข่า รวมจำนวน 46 คน ครูผู้สอนจำนวน 3 คน ปีการศึกษา 2568 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งแก้ว โรงเรียนบ้านกุดขนวน โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ และโรงเรียนสีออศิลปศาสตร์ รวมจำนวน 146 คน ครูผู้สอนจำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกการศึกษาเอกสาร 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 3) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอน 4) แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 5) แบบประเมินคู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 6) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 7) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย 9) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ 10) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน และ 11) แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน เครื่องมือในการวิจัยทั้ง 11 รายการมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.801.00 โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่นตามสูตร KR-20 เท่ากับ 0.86 และแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายใน (ICC) เท่ากับ .724 และเมื่อใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนจากกรรมการทั้ง 2 คน มีค่า ICC เท่ากับ .840 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา นักเรียนส่วนใหญ่มีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ ขาดทักษะการคิดวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบนักเรียนต้องการกิจกรรมที่สนุก และหลากหลาย ครูผู้สอนต้องการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ มี 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้จากสถานการณ์ (Focus on Situations) ขั้นที่ 2 การบูรณาการความรู้ (Integrate Knowledge) ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติผ่านกิจกรรมเชิงรุก (Training through Active Practice) ขั้นที่ 4 การคิดเชิงระบบและสะท้อนผล (Systems Thinking and Reflection) ขั้นที่ 5 การถ่ายโอนความรู้สู่สถานการณ์ใหม่ (Situation Transfer) และ 4) การวัดและประเมินผล ซึ่งผลการประมินคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL พบว่า มีความถูกต้องในระดับมากที่สุด "X" ̅= 4.59, SD= 0.04 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด "X" ̅= 4.69, SD= 0.07 มีความสอดคล้องในระดับมากที่สุด "X" ̅= 4.68, SD= 0.10 และมีความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด "X" ̅= 4.71, SD= 0.07
3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL มีประสิทธิผล ดังนี้ คือ นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.90/83.64 และมีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับร้อยละ 67.32
4. การขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา FITS-S MODEL ปีการศึกษา 2568 ปรากฎผลดังนี้
4.1 นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด "X" ̅= 4.66 ขณะที่นักเรียนกลุ่มทดลองในโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด "X" ̅ = 4.73
4.2 ข้อค้นพบสำคัญจากการวิจัยและกลไกความสำเร็จของ FITS-S MODEL คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ FITS-S MODEL สามารถส่งเสริมผู้เรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมรรถภาพทางกาย และความสามารถในการคิดเชิงระบบไปพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงสถานการณ์จริง การบูรณาการความรู้ การปฏิบัติกิจกรรมทางกาย กระบวนการคิดเชิงระบบ และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยที่สถานการณ์ช่วยกระตุ้นความสนใจ การบูรณาการความรู้ช่วยสร้างความเข้าใจ การปฏิบัติจริงช่วยสร้างประสบการณ์ และการคิดเชิงระบบร่วมกับการสะท้อนผลช่วยให้ผู้เรียนวิเคราะห์ความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจเชิงลึก ก่อนนำความรู้ไปถ่ายโอนและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และถ่ายโอนความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง
คำสำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา, FITS-S MODEL, สมรรถภาพทางกาย,
การคิดเชิงระบบ, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1