ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model เพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์สู่ชีวิตประจำวัน ร่วมกับการใช้สื่อประสม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยเม็กราษฎร์นุกูล
ผู้วิจัย นางรุ่งนภา บุญแก้ว ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนห้วยเม็กราษฎร์นุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
ปีการศึกษา 2568
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์สู่ชีวิตประจำวันร่วมกับการใช้สื่อประสม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยเม็กราษฎร์นุกูล 2) ศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารเศษส่วน ตามเกณฑ์ 80/80
3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสม 4) ศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์สู่ชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสม 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสม การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยเม็กราษฎร์นุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการการเรียนรู้ ASTISEA Model เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารเศษส่วน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การคิดวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย มาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดประสบการณ์ สาระความรู้และทักษะกระบวนการ สิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม สิ่งสนับสนุน และหลักการตอบสนอง โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ดึงดูดความสนใจ (Attract Attention: A) ขั้นที่ 2 ค้นหาความรู้ (Search for Knowledge: S) ขั้นที่ 3 การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิด (Think-Pair-Share: T) ขั้นที่ 4 นำเสนอข้อมูล (Informative Presentation: I) ขั้นที่ 5 การเรียนรู้แบบทบทวนโดยผู้เรียน (Student-led Review Sessions: S) ขั้นที่ 6 ประเมินผล (Evaluation: E) และขั้นที่ 7 นำไปประยุกต์ใช้กับสังคม (Apply to Social Creativity: A)
2. ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 90.16/89.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ แสดงว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสมสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.06 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 42.66 และหลังเรียนเท่ากับ 35.88 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 89.69 มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18.81 คะแนน ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 20.90, df = 15, p < .001)
4. ทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาและทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์สู่ชีวิตประจำวัน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 18.00 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.00 และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 28.71, df = 15, p < .001)
5. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ASTISEA Model ร่วมกับการใช้สื่อประสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75
คำสำคัญ: รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ASTISEA Model, ทักษะการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา, ทักษะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์, สื่อประสม, การแก้โจทย์ปัญหาการคูณและการหารเศษส่วน