ชื่อผลงาน : LEADERSREAD Model : ระบบบริหารขับเคลื่อนครู สู่การยกระดับสมรรถนะการอ่านของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ประเภท : ผู้บริหารสถานศึกษา
ด้านการบริหารจัดการที่ส่งเสริมการนำผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ระดับสถานศึกษา
ผู้จัดทำ : ดร.ณัฐวดี โพธิ์พรมศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมหาโพธิใต้
ผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินงานตามขั้นตอนและด้วยกระบวนการบริหารคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วย COLOR READ Model : สีสันสร้างคำ ทบทวนซ้ำ สู่ผลสัมฤทธิ์ RT เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่กล่าวมาข้างต้น สถานศึกษาได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนี้
ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test: RT) ปีการศึกษา 2568 สูงขึ้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเพิ่มขึ้น จาก ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 80 ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
กระบวนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้ด้านการอ่าน ที่หลากหลาย เน้นการปฏิบัติจริง และเหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและทักษะการอ่านที่ดีขึ้น
การวินิจฉัยและช่วยเหลือที่ตรงจุด นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการอ่านได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีผ่านกิจกรรมซ่อมเสริมรายบุคคล ส่งผลให้กลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาพัฒนาทักษะการอ่าน
ได้เร็วขึ้น
ศักยภาพครูผู้สอนเพิ่มขึ้น ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความรู้ความเข้าใจในหลักการสอนอ่านและเทคนิคการสอนที่หลากหลายมากขึ้น มีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ และสามารถสร้างสรรค์สื่อ/นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านได้เอง
4.1 ผลที่เกิดกับโรงเรียน คือ โรงเรียนวัดมหาโพธิใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test: RT) 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้
ปีการศึกษา 2566 คะแนนการอ่านออกเสียง 77.47 คะแนน คะแนนการอ่านรู้เรื่อง 72.42 คะแนน รวมความสามารถทั้งสองด้าน 74.94 คะแนน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ร้อยละ 70 และจากการเปรียบเทียบคะแนนผลการประเมินการอ่านของโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมทั้ง 2 ด้านยังต่ำกว่า เขตพื้นที่ จังหวัด ศึกษาธิการภาค สังกัด และประเทศ
ปีการศึกษา 2567 คะแนนการอ่านออกเสียง 88.13 คะแนน คะแนนการอ่านรู้เรื่อง 82.39 คะแนนรวมความสามารถทั้งสองด้าน 85.53 คะแนน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ร้อยละ 70 และจากการเปรียบเทียบคะแนนผลการประเมินการอ่านของโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมทั้ง 2 ด้านสูงกว่า เขตพื้นที่ จังหวัด ศึกษาธิการภาค สังกัด และประเทศ
ปีการศึกษา 2568 คะแนนการอ่านออกเสียง 82.50 คะแนน คะแนนการอ่านรู้เรื่อง 90.66 คะแนน
รวมความสามารถทั้งสองด้าน 86.58 คะแนน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางด้านการอ่านการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ร้อยละ 70 และจากการเปรียบเทียบคะแนนผลการประเมิน การอ่านของโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมทั้ง 2 ด้านสูงกว่า เขตพื้นที่ จังหวัด ศึกษาธิการภาค สังกัด และประเทศ
4.2 ผลที่เกิดกับครู คือ จากการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้วย COLOR READ Model : สีสันสร้างคำ ทบทวนซ้ำ สู่ผลสัมฤทธิ์ RT ส่งผลให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการเรียนรู้ด้านการอ่านมากยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์และจำแนกผู้เรียนตามระดับความสามารถ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ใช้สื่อและเทคนิคการสอนที่หลากหลาย โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ทฤษฎีสีในการพัฒนาทักษะการอ่านแจกลูกสะกดคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอน สามารถสร้างและพัฒนาสื่อนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งใช้ข้อมูลผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการสอนได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4.3 ผลที่เกิดกับนักเรียน คือ ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สามารถจดจำพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ได้แม่นยำ อ่านแจกลูกสะกดคำและอ่านออกเสียงได้ถูกต้องคล่องแคล่วมากขึ้น มีความเข้าใจในการอ่าน สามารถอ่านคำ ประโยค และข้อความสั้น ๆ ได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) สูงขึ้น นอกจากนี้ นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนใจการอ่าน กล้าแสดงออก และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานยังเผยแพร่เอกสารหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดกลุ่มสาระ การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถือเป็นช่วงชั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นระยะเริ่มต้นของการวางรากฐานด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ และการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร หากนักเรียน ไม่สามารถเชื่อมโยงเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดเข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดปัญหาการอ่านไม่คล่อง เขียนคำผิด ขาดความมั่นใจในการเรียนรู้ และส่งผลต่อการเรียนรู้ในกลุ่มสาระอื่น ๆ ในระยะยาว ความสำคัญของการอ่านระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สะท้อนให้เห็นจากการที่สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. มีแนวทางการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน หรือ RT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นการประเมินระดับชาติอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้มีการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (Reading Test : RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อสะท้อนความสามารถด้าน การอ่านออกเสียง และ การอ่านรู้เรื่อง โดยการอ่านออกเสียงครอบคลุมการอ่านคำและข้อความสั้น ๆ ที่ประกอบด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ คำที่มีตัวสะกดตรงและไม่ตรงมาตรา คำควบกล้ำ และคำที่มีอักษรนำ ส่วนการอ่านรู้เรื่องมุ่งให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจความหมายของคำ ประโยค และข้อความ ตอบคำถาม เล่าเรื่อง และสื่อความหมาย จากสิ่งที่อ่านได้ จะเห็นได้ว่า ทักษะการอ่านออกเสียงคำเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความสามารถ ด้านการอ่านโดยรวม การจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ กับการสร้างพื้นฐานด้านพยัญชนะ สระ การประสมคำ การแจกลูก และการสะกดคำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงระหว่าง รูปตัวอักษร เสียง การประสมคำ ความหมาย จนนำไปสู่การอ่านคำใหม่ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ กรอบการประเมิน RT ยังระบุสาระที่เกี่ยวข้องกับการแจกลูกและการอ่านเป็นคำ ไว้ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยตรงการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของผู้เรียนในทุกระดับชั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ผู้เรียนเริ่มเรียนรู้การอ่านและเขียน อย่างเป็นระบบ หากผู้เรียนมีความสามารถด้านการอ่าน ที่แข็งแกร่ง จะเป็นรากฐานสำคัญในการเรียนรู้ ในรายวิชาอื่น ๆ และการใช้ชีวิตในอนาคต การประเมินความสามารถด้านการอ่าน (Reading Test RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย และติดตามพัฒนาการด้านการอ่านของผู้เรียน เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประเมินสภาพการจัดการเรียน การสอนภาษาไทย ในโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ สมรรถภาพที่มีปัญหาได้แก่ ทักษะการอ่านและการเขียน ปัญหา คือ การออกเสียงพยัญชนะ สระ คำควบกล้ำไม่ชัดเจน การแจกลูกสะกดคำ การใช้หลักภาษาไทยไม่ถูกต้อง การแจกลูกสะกดคำเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียน ในระยะเริ่มเรียน การอ่านของนักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำเมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น ทำให้สับสนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือผิด ซึ่งเป็นปัญหามากของนักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจากการอ่านหนังสือ ไม่ออก เขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในวิชาอื่น ๆ ด้วย เพราะการอ่านและการเขียน เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง กรมวิชาการ (2551 : 134)
จากการศึกษาแนวคิดและงานวิจัยของ Huchendorf and Cary (2007: 1-4) พบว่า โทนสีอบอุ่น (สีแดงและสีเหลือง) และโทนสีเย็น (สีเขียวและสีน้ำเงิน) ช่วยให้สามารถจำคำได้มากขึ้น ดังนั้น การนำสีมากำหนดคำทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านมากขึ้น (ดารณี ศักดิ์ศิริผล, 2564: 8-23) เช่น สีเขียวทําให้สามารถจดจ่อ มีสมาธิ และผ่อนคลาย สีส้มช่วยกระตุ้นอารมณ์ทําให้รู้สึกกระฉับกระเฉง สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกหนักแน่น และมีสมาธิ สีเหลืองเป็นสีแห่งความเบิกบาน เร้าอารมณ์ และเรียกร้องความสนใจ และสีแดงเป็นสีที่สร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นสมอง เป็นต้น การใช้สีเพื่อกระตุ้นการรับรู้ผ่านการมองเห็น ของผู้เรียน ส่งผลต่อความสามารถในการจดจํา นอกจากนี้ การใช้สียังเป็นการเพิ่มสีสันให้คำมีความน่าสนใจ ดึงดูดใจผู้เรียนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับ จิรดา แก้วขาว และ นวลฉวี ประเสริฐสุข (2558: 55-70) กล่าวว่า การสอนอ่านคำโดยใช้สีเป็นตัวกำหนดพยัญชนะส่งผลให้นักเรียนจดจำคำและพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ได้เร็วขึ้น ทำให้นักเรียนอ่านออกเสียงคำได้ชัดเจนและจะจดจำคำได้รวดเร็ว และสอดคล้องกับ Doyle (2002: 227-230) ที่กล่าวว่า การใช้ตัวอักษรที่มีรหัสสีเป็นตัวชี้นำในคำนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการฝึกอ่าน โดยใช้สีเดียวกันทุกตัวอักษร การกำหนดสีน้ำเงินในตัวอักษรตัวแรก ทำให้นักเรียนที่มีปัญหาการอ่านที่ต่ำกว่าระดับชั้นมีความคล่องแคล่วและความสามารถในการถอดรหัสตัวอักษรได้ดีขึ้น มากกว่าการใช้ตัวอักษรสีดำเพียงอย่างเดียว (Kiby, 2018: 1-24) จากงานวิจัยของ Huchendorf and Cary (2007: 1-4) พบว่า โทนสีอบอุ่น (สีแดงและสีเหลือง) และโทนสีเย็น (สีเขียวและสีน้ำเงิน) ช่วยให้สามารถจำคำได้มากขึ้น จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่าการนำสีมากำหนดคำทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านมากขึ้น
งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบพิกเจอร์เวิร์ดร่วมกับบัตรคำศัพท์ พบว่า หลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความสามารถ ด้านการอ่านสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อีกทั้งนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมาก ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้สื่อที่เป็นรูปธรรม ร่วมกับการฝึกอ่านอย่างเป็นระบบและการมีสิ่งช่วยจำ สามารถส่งเสริมทักษะการอ่านสะกดคำของผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นได้
จากการที่ครูผู้สอนได้ดำเนินการคัดกรองและประเมินทักษะพื้นฐานด้านการอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบประเมินการอ่าน การสังเกตพฤติกรรมระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการตรวจสอบความสามารถในการจำพยัญชนะ สระ การประสมคำ และการอ่านคำพื้นฐาน จากนั้น นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรายบุคคล (Individual Student Analysis) พบว่า นักเรียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านความรู้พื้นฐาน ทักษะการอ่าน และความพร้อมในการเรียนรู้ สามารถจำแนกตามระดับความสามารถได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มที่มีพื้นฐานดี นักเรียนสามารถจดจำพยัญชนะและสระได้ค่อนข้างแม่นยำ สามารถเชื่อมโยงรูปกับเสียง และสามารถประสมคำง่าย ๆ โดยเฉพาะคำที่ไม่มีตัวสะกดได้ แต่ยังต้องได้รับการส่งเสริมให้เกิดความคล่องแคล่วและนำทักษะไปใช้กับคำที่มีความซับซ้อนมากขึ้น 2.กลุ่มที่ต้องได้รับการส่งเสริม และกระตุ้น นักเรียนสามารถจำพยัญชนะและสระบางส่วนได้ แต่ยังเกิดความสับสนในพยัญชนะหรือสระที่มีรูปร่างและตำแหน่งใกล้เคียงกัน เช่น ด-ค , ม-น , ภ-ถ , ิ - ี , ู- ุ เป็นต้น รวมทั้งยังประสมเสียงได้ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้การอ่านคำใช้เวลานานและเกิดการอ่านผิดเป็นบางครั้ง นักเรียนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกซ้ำและใช้สื่อที่ช่วยกระตุ้นการจดจำ 3. กลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ นักเรียนยังมีข้อจำกัดในการจดจำรูปและเสียงของพยัญชนะและสระ ไม่สามารถประสมเสียงเพื่ออ่านเป็นคำได้อย่างถูกต้อง เมื่อพบคำที่ไม่คุ้นเคยจะไม่สามารถถอดรหัสคำด้วยตนเอง และบางรายมีสมาธิในการทำกิจกรรมค่อนข้างสั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการจัดกิจกรรมที่เป็นขั้นตอน ใช้สื่อที่มีความหลากหลาย และได้รับการดูแลเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ครูผู้สอนจึงวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา จึงได้ผลสรุปการพิจารณาว่าควรใช้ COLOR READ Model : สีสันสร้างคำ ทบทวนซ้ำ สู่ผลสัมฤทธิ์ RT โดยนำแนวคิดการใช้สีเป็นตัวช่วยในการรับรู้และแยกแยะองค์ประกอบของคำ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับหลักการอ่านแจกลูกสะกดคำ ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนสามารถสังเกตและจำแนก พยัญชนะ สระ ตัวสะกด และองค์ประกอบของคำ ผ่านการกำหนดสีที่มีความหมายและมีรูปแบบการใช้ที่สม่ำเสมอ จากนั้น จึงฝึกการออกเสียง การประสมคำ การอ่านคำ และการอ่านซ้ำอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อสร้างความแม่นยำและความเพื่อการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่องของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 โดยใช้ COLOR READ Model : สีสันสร้างคำ ทบทวนซ้ำ สู่ผลสัมฤทธิ์ RT
2. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนด และมีความพร้อมสำหรับการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน Reading Test (RT)
3. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความสนใจ ใฝ่เรียนรู้ และมีความมั่นใจในการอ่าน สามารถนำทักษะการอ่านไปใช้ในการเรียนรู้และชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
6. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1. ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ผู้บริหารใช้ LEADERSREAD Model : ระบบบริหารขับเคลื่อนครู สู่การยกระดับสมรรถนะการอ่านของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นกลไกในการบริหารและขับเคลื่อน การพัฒนาการอ่าน พร้อมสนับสนุนทรัพยากรและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูอย่างต่อเนื่อง
2. ศักยภาพและความมุ่งมั่นของครู ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการสอนอ่าน มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและออกแบบการเรียนรู้ที่ท้าทาย
3. หลักสูตรและกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ แผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมต้องออกแบบมาเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านในทุกด้าน และมีความน่าสนใจ ดึงดูดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
4. ระบบการนิเทศและติดตามผล มีกลไกการนิเทศ ให้คำปรึกษา และติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
5) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ผู้ปกครองให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการส่งเสริมการอ่านของบุตรหลานที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ