การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ
ในการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน 3) เพื่อทดลองใช้
รูปแบบการนิเทศภายใน และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายใน การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยและ
พัฒนา แบ่งวิธีดำเนินการเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหาและ
ความต้องการ ผู้ให้ข้อมูล คือ 1) ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 6 คน สำหรับการ
สนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 2) ผู้ทรงคุณวุฒิในการ
สัมภาษณ์ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบบันทึกการ
สนทนากลุ่ม 3) แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและการตรวจสอบรูปแบบ ผู้ให้
ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ จำนวน 7 คน
ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และ
2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาผลการทดลอง
ใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย คือ 1) ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 6 จำนวน 6 คน 2) นักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 83 คน ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน 2) แบบประเมิน
สมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3) แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบ ผู้ให้ข้อมูล
คือ 1) ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 6 คน ที่ใช้รูปแบบ 2) ผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม
จำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รวมจำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
1) แบบประเมินความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้องของรูปแบบ
และ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ สำหรับครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย
ค่าร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในการพัฒนา
รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ Coaching ร่วมกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อ
ส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโรงเรียนบ้านธาตุ ธาตุศึกษาวิทยา
พบว่า ครูยังมีปัญหาในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการออกแบบกิจกรรม
Active Learning การกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ และการวัดประเมินผลสมรรถนะ อีกทั้งโรงเรียนมี
ข้อจำกัดด้านจำนวนครู ทำให้มีภาระงานสูง สำหรับการนิเทศภายในรูปแบบเดิมยังเน้นตรวจเอกสาร
ขาดการสังเกตการสอนและการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ครูรู้สึกกังวลมากกว่าการได้รับการ
สนับสนุน ครูมีความต้องการรูปแบบการนิเทศที่ยืดหยุ่น เป็นกัลยาณมิตร โดยใช้กระบวนการ
Coaching และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ลดภาระ
งานเอกสาร ใช้เทคโนโลยีสนับสนุน และเน้นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้จากสภาพจริง
2. ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ Coaching ร่วมกับ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนบ้านธาตุ ธาตุศึกษาวิทยา พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ
ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน การวัดและประเมินผล และปัจจัยสนับสนุน
ความสำเร็จ กระบวนการดำเนินการนิเทศแบบ THAT-U Model ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 Team Planning : T (การวางแผนร่วมกัน) ขั้นตอนที่ 2 Human Coaching : H
(การพัฒนาศักยภาพครูผ่านกระบวนการโค้ช) ขั้นตอนที่ 3 Active PLC : A (การเรียนรู้ร่วมกันผ่าน
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) และ ขั้นตอนที่ 4 Transform Teaching : T (การพัฒนาการจัด
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง) โดยมี Unity : U (ความเป็นหนึ่งเดียว/ความร่วมมือ) เป็นหลักการ
สำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานในทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ
บรรลุเป้าหมายของรูปแบบ และผลการตรวจสอบและประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า
รูปแบบการนิเทศภายใน มีความเหมาะสมในระดับมากและมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับ
มากที่สุด
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ Coaching ร่วมกับชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนบ้านธาตุ ธาตุศึกษาวิทยา พบว่า
3.1 ผลการศึกษาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พบว่า
โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการจัด
บรรยากาศชั้นเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการเลือกใช้และพัฒนาสื่อ นวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านการวิเคราะห์ผู้เรียนและออกแบบการเรียนรู้ และ ด้านการวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้ตามสภาพจริง ตามลำดับ
3.2 ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนหลังการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน พบว่า
ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาที่มีผลการเรียนระดับ 3 ขึ้นไป ร้อยละ 92.26 มีสมรรถนะ
สำคัญของผู้เรียนอยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม ร้อยละ 94.70 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์อยู่ในระดับดีขึ้น
ไป ร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครูในระดับมากที่สุด
4. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ Coaching ร่วมกับชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนบ้านธาตุ ธาตุศึกษาวิทยา พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในมีความเป็นประโยชน์
ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง อยู่ในระดับมากที่สุด และครูมีความพึงพอใจต่อ
การดำเนินงานของรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
5. ผลที่เกิดขึ้นหลังการใช้รูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้กระบวนการ Coaching ร่วมกับ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนบ้านธาตุ ธาตุศึกษาวิทยา พบว่า ครูผู้สอนและสถานศึกษาได้รับรางวัลตั้งแต่ระดับเขต
พื้นที่การศึกษาขึ้นไป ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 รายการ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่น้อย
กว่า 21 รายการ