บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้สร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Base Learning : CBL) 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ ของผู้เรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนเรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Base Learning : CBL) และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องการพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Base Learning : CBL) โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนลานทรายพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ ชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ จำนวน 40 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน ดังนี้ (1) การพูดดี มีเสน่ห์ (2) การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ (3) การพูดแสดงทรรศนะ (4) การพูดใน ที่ประชุม (5) สารประเภทโน้มน้าวใจ (6) กลวิธีการโน้มน้าวใจ (7) การโต้แย้งอย่างชาญฉลาด (8) หลักการโต้วาที (9) การเขียนบทพูดโต้วาที (10) การจัดกิจกรรมพูดโต้วาที และ (11) โครงงานการพัฒนาการพูด 3) แบบประเมินความสามารถด้านการพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง และโน้มน้าวใจ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Base Learning : CBL) ตามเกณฑ์คุณภาพของรูบริก 4) แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ จำนวน 40 ข้อ เป็นข้อสอบชุดเดียวกับแบบทดสอบหลังเรียนแต่สลับข้อกัน และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ประจำปี 2569 จำนวน 1 ฉบับ
สถิติที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ ค่าเฉลี่ย (Mean - ) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าความถี่ (Frequency) คส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation - S.D.)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การพูด
แสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ โดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-Base Learning : CBL) มีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่ากว่าก่อนเรียนเท่ากับ 17.77 คะแนน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการประเมินคะแนนทดสอบความรู้หลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอนมีคะแนนโดยรวมเฉลี่ย เท่ากับ 35.83 คิดเป็นร้อยละ 89.58
2. ความสามารถในการพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ หลังเรียนวิชาภาษาไทย
เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity- Base Learning : CBL) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 13 คน พบว่า มีผลการประเมินอยู่ในระดับ ดีมาก จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 90 และมีผลการประเมินอยู่ในระดับ ดี จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10
3. ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
เรื่อง การพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-Base Learning : CBL) มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 4.55 อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด มีจำนวน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 10 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีทักษะในการพูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจมากขึ้น และ ข้อ 11 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีความมั่นใจในการพูดมากขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมา มีจำนวน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนปฏิบัติจริง และข้อ 4 การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานทำให้นักเรียนมีความสุขมากกว่าการสอนแบบปกติ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ข้อ 6 การออกแบบหน่วยการเรียนรู้มีความเหมาะสม โดย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 อยู่ในระดับ มาก
ข้อเสนอแนะ
1. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยควรจัดกิจกรรมให้มีการฝึกทักษะด้านการพูด ทุกชั้นปี เพราะการจัดกิจกรรมให้นักเรียนฝึกพูด เป็นการฝึกให้นักเรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ แล้วนำเรียบเรียงเป็นบทเขียนก่อนพูด ทำให้นักเรียนเข้าใจโครงสร้างของการเขียนและการพูดไปในตัว ครูควรใช้คำถามตามหลักการโค้ชชิ่งเพื่อให้นักเรียนได้เกิดความรู้และความคิดและความเข้าใจบทเรียนที่ถูกต้อง และควรเสริมแรงทางบวกเพียงด้านเดียวก่อนในการฝึกพูด ไม่ตำหนิให้เสียใจ เพื่อสร้างให้นักเรียนเกิดความกล้าและรู้สึกว่ามีคุณค่าเกิดความความภาคภูมิใจในตนเองในเวลาต่อมา ซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองนี้เองเป็นบ่อเกิดความเชื่อมั่นและความเป็นผู้นำในที่สุด
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) เป็นรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมที่สามารถนำมาใช้สอนในรายวิชาภาษาไทยรวมทั้งรายวิชาอื่นๆ ในยุคศตวรรษที่ 21 เพราะสามารถสร้างให้นักเรียนได้ทั้งความรู้ ทักษะ และเกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้มนุษย์เกิด ปัญญา
3. อาจจะนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) บูรณาการกับรูปแบบอื่นๆ ให้เกิดความเหมาะสม