คณิตศาสตร์เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะทักษะการแก้โจทย์ปัญหาซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดูแลเครือข่ายสถานศึกษาทุ่งหัวช้าง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 และจึงเริ่มจากการวิเคราะห์ผลการประเมินความสามารถพื้นฐานระดับชาติ (NT) ปีการศึกษา 2567 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าด้านการแก้โจทย์ปัญหาแสดงวิธีหาคำตอบโดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปรับปรุง (รายงานผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) สพป.ลำพูน เขต 2, 2567) ประกอบกับผลการสัมภาษณ์ครูที่สะท้อนว่านักเรียนประสบปัญหาในการตีความโจทย์และแปลงสถานการณ์ปัญหาให้อยู่ในรูปประโยคสัญลักษณ์ อันมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยังขาดเทคนิค สื่อ และกระบวนการที่ช่วยให้นักเรียนมองเห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดความต้องการจำเป็นในการช่วยเหลือ ชี้แนะ และพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้อย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ
ผู้รายงานได้ใช้การนิเทศการศึกษาในการพัฒนาครูผู้สอน โดยสังเคราะห์และพัฒนา กระบวนการนิเทศตามแนวคิดความสัมพันธ์แบบร่วมมือ SPIRE ขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างผู้นิเทศและครูผู้สอนบนฐานของความไว้วางใจและความเป็นกัลยาณมิตร และสอดคล้องกับวงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ S: Surveying การสำรวจสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ P: Planning การวางแผนร่วมกัน I: Implementing การปฏิบัติการและสังเกตการสอน R: Reflecting การสะท้อนผลร่วมกันด้วยเทคนิค PMI (PlusMinusInteresting) และ E: Evaluating การประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเปิดพื้นที่ให้ครูได้ออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 17 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 117 คน
การดำเนินงานมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อกระบวนการนิเทศ SPIRE โดยได้ออกแบบเพื่อพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการนิเทศการศึกษา 6 ขั้นตอน เริ่มจากการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสังเคราะห์กระบวนการนิเทศจากแหล่งข้อมูล จำนวน 9 แหล่ง การตรวจสอบยืนยันความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ซึ่งให้การยืนยันครบทุกกระบวนการคิดเป็นร้อยละ 100 การปรับปรุงกระบวนการตามข้อเสนอแนะ ตลอดจนการสร้างเครื่องมือนิเทศ จำนวน 7 ฉบับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน โดยมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปครบทุกข้อ จึงสรุปได้ว่าเครื่องมือมีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ และนำไปใช้นิเทศ ติดตาม วัดและประเมินผลกับกลุ่มเป้าหมายในปีการศึกษา 2568
ผลการนำกระบวนการนิเทศตามแนวคิดความสัมพันธ์แบบร่วมมือ SPIRE ไปใช้พัฒนาครู พบว่าครูมีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 94.12 อยู่ในระดับดีมาก และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.74, σ = 0.35) โดยครูทั้ง 17 คน
คิดเป็นร้อยละ 100 อยู่ในระดับมากที่สุด ในด้านความพึงพอใจ ครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศ SPIRE โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.92, σ = 0.28) โดยมีครู จำนวน 16 คน
คิดเป็นร้อยละ 94.12 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งผลการพัฒนาครูทั้งด้านความสามารถและความพึงพอใจสูงกว่าเป้าหมายเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้ทุกประการ
ในส่วนของผู้เรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (คะแนนเฉลี่ยรวม 13.73 จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน) และมีนักเรียน จำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ 81.20 ที่มีทักษะการแก้โจทย์ปัญหาอยู่ในระดับดีขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 นอกจากนี้ ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ปีการศึกษา 2568 ด้านคณิตศาสตร์ของเครือข่ายสถานศึกษาทุ่งหัวช้าง มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 42.37 ในปีการศึกษา 2567 เป็น 49.15 ในปีการศึกษา 2568 คิดเป็นผลต่าง +6.78 อีกทั้งจากรายงานผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) สพป.ลำพูน เขต 2 ปีการศึกษา 2568 พบว่าด้านการแก้โจทย์ปัญหา แสดงวิธีหาคำตอบ ของนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 3 เครือข่ายสถานศึกษาทุ่งหัวช้าง โดยภาพรวมอยู่ในระดับ พอใช้ (รายงานผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) สพป.ลำพูน เขต 2, 2568) นอกจากนี้ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) สพป.ลำพูน เขต 2 ปีการศึกษา 2568 ภาพรวมของ สพท.สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงพัฒนาการเชิงบวกของทั้งเครือข่ายอย่างชัดเจน ทั้งนี้อาจสามารถสรุปได้ว่าการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ส่งผลต่อการยกระดับทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน
ความสำเร็จดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านการประชุมกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา การประชุมประธานเครือข่ายสถานศึกษา และการเผยแพร่แนวทางการจัดการเรียนรู้แก่สถานศึกษาทุกแห่งในสังกัด ตลอดจนขยายผลต่อยอดสู่เครือข่ายสถานศึกษาอื่น โดยมีครูสมัครเข้าร่วมเพิ่มเติม จำนวน 9 คน จาก 4 เครือข่ายสถานศึกษา ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่
การสนับสนุนทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ การให้ความสำคัญเชิงนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การยอมรับและสนับสนุนของผู้บริหารสถานศึกษาและครู การดำเนินงานร่วมกันด้วยการนิเทศ ติดตาม การโค้ช และการเป็นพี่เลี้ยงอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตลอดจนการสื่อสารและประสานงานที่ชัดเจนระหว่างทุกฝ่าย กล่าวโดยสรุป กระบวนการนิเทศตามแนวคิดความสัมพันธ์แบบร่วมมือ SPIRE เป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศที่สามารถพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้และยกระดับทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน