บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนร่มฉัตรวิทยา (เทศบาล 2) จำนวน 6 คน
ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ และวัดความสามารถของนักเรียนก่อนและหลังการพัฒนา จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ ผลต่างของคะแนน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) โดยกำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม
5.1 สรุปผลการวิจัย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
5.1.1 ผลการพัฒนาทักษะการอ่าน
ก่อนการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเฉลี่ย 19.17 คะแนน จากคะแนนเต็ม 22 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.12 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.79
หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 21.83 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 99.24 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.41
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านเพิ่มขึ้น 2.67 คะแนน และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100.00
เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วย Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.530 และ p-value เท่ากับ .0525 ซึ่งมากกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ .05 ดังนั้น คะแนนทักษะการอ่านก่อนและหลังการพัฒนาจึง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
5.1.2 ผลการพัฒนาทักษะการเขียน
ก่อนการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนทักษะการเขียนเฉลี่ย 27.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.88
หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 32.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 96.97 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.55
เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนเพิ่มขึ้น 4.50 คะแนน และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100.00
เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วย Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.800 และ p-value เท่ากับ .0380 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ .05 ดังนั้น คะแนนทักษะการเขียนก่อนและหลังการพัฒนา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
5.1.3 ผลการผ่านเกณฑ์
เมื่อกำหนดเกณฑ์ความสำเร็จไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม พบว่า หลังการพัฒนานักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ด้านการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 100.00 และผ่านเกณฑ์ด้านการเขียน คิดเป็นร้อยละ 100.00
จึงกล่าวได้ว่า นักเรียนทุกคนมีผลการประเมินหลังการพัฒนาอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด
________________________________________
5.2 อภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้
5.2.1 การพัฒนาทักษะการอ่าน
ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านของนักเรียนหลังการพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 19.17 คะแนน เป็น 21.83 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 2.67 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 99.24 ของคะแนนเต็ม นอกจากนี้ นักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะมีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิดการฝึกฝนทักษะการอ่านอย่างต่อเนื่อง นักเรียนมีโอกาสทบทวนและฝึกปฏิบัติซ้ำ ทำให้สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาค่อนข้างต่ำ เมื่อได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่องจึงมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลการทดสอบทางสถิติพบว่า ค่า p-value เท่ากับ .0525 ซึ่งสูงกว่า .05 แม้ว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาจะสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคะแนนทักษะการอ่านก่อนและหลังการพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากคะแนนก่อนการพัฒนาของนักเรียนหลายคนอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ทำให้มีพื้นที่ในการเพิ่มคะแนนไม่มากนัก โดยเฉพาะนักเรียนที่ได้คะแนนเต็มก่อนการพัฒนา นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนเพียง 6 คน จึงอาจทำให้การทดสอบทางสถิติมีความไวต่อความแตกต่างค่อนข้างจำกัด
ดังนั้น ผลด้านการอ่านจึงควรตีความว่า นักเรียนมีคะแนนและผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านสูงขึ้นหลังได้รับการพัฒนา และนักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่หลักฐานทางสถิติยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
5.2.2 การพัฒนาทักษะการเขียน
ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนเพิ่มขึ้นจาก 27.50 คะแนน เป็น 32.00 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 4.50 คะแนน โดยคะแนนหลังการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 96.97 ของคะแนนเต็ม และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ผลการทดสอบ Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.800 และ p-value เท่ากับ .0380 ซึ่งน้อยกว่า .05 แสดงว่าคะแนนทักษะการเขียนก่อนและหลังการพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่า แบบฝึกทักษะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกการเขียนอย่างเป็นลำดับ จากการฝึกคำ การสะกดคำ การเลือกใช้คำ และการเขียนประโยค ทำให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและได้รับการตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง การฝึกซ้ำในลักษณะดังกล่าวช่วยให้นักเรียนเกิดความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการเขียนมากขึ้น
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนการเขียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาค่อนข้างต่ำ สามารถเพิ่มคะแนนได้หลายคะแนน แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะอาจมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคล
อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนที่ 6 มีคะแนนการเขียนลดลงจาก 33 คะแนนก่อนการพัฒนา เหลือ 30 คะแนนหลังการพัฒนา ผู้วิจัยจึงไม่ควรสรุปว่าแบบฝึกทักษะส่งผลดีต่อนักเรียนทุกคนในทุกกรณี แต่ควรพิจารณาความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมด้วย
5.2.3 ผลการผ่านเกณฑ์ของนักเรียน
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งด้านการอ่านและการเขียน คิดเป็นร้อยละ 100.00
ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนทุกคนมีคะแนนอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด การที่นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์อาจสะท้อนถึงความเหมาะสมของกิจกรรมและแบบฝึกทักษะกับระดับความสามารถของผู้เรียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การที่นักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมดไม่ควรนำไปตีความเพียงอย่างเดียวว่าแบบฝึกทักษะเป็นสาเหตุโดยตรงของผลที่เกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและเป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการพัฒนา จึงไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในบริบทของกลุ่มนักเรียนที่ศึกษา มากกว่าการสรุปอ้างอิงไปยังนักเรียนทุกกลุ่ม
________________________________________
5.3 ข้อค้นพบที่สำคัญจากการวิจัย
จากผลการวิจัยสามารถสรุปข้อค้นพบที่สำคัญได้ดังนี้
5. คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา โดยเพิ่มขึ้นจาก 19.17 คะแนน เป็น 21.83 คะแนน
6. คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา โดยเพิ่มขึ้นจาก 27.50 คะแนน เป็น 32.00 คะแนน
7. นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งด้านการอ่านและการเขียน
8. ทักษะการเขียนมีความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
9. ทักษะการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ผลการทดสอบทางสถิติยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
10. นักเรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้น การจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะควรคำนึงถึงระดับความสามารถพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน
________________________________________
5.4 ข้อเสนอแนะ
5.4.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
11. ครูผู้สอนควรนำแบบฝึกทักษะมาใช้เป็นกิจกรรมเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการเขียน ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าคะแนนหลังการพัฒนาสูงขึ้นและแตกต่างจากก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
12. ควรจัดแบบฝึกทักษะให้มีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน
13. ควรให้นักเรียนได้ฝึกอ่านและเขียนอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากทักษะทั้งสองด้านเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและการทบทวนอย่างต่อเนื่อง
14. ครูควรตรวจผลงานและให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนทันที เพื่อให้นักเรียนทราบข้อผิดพลาดและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
15. ควรใช้กิจกรรมที่หลากหลายประกอบกับแบบฝึกทักษะ เช่น การอ่านออกเสียง การอ่านเป็นคู่ การเขียนจากภาพ การเติมคำ การเรียงคำ และการแต่งประโยค เพื่อสร้างแรงจูงใจและลดความจำเจในการฝึก
16. สำหรับนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับสูง ควรจัดกิจกรรมเพิ่มเติมที่มีความท้าทายมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ
5.4.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้น เพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปอ้างอิงกับกลุ่มนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้มากขึ้น
2. ควรพิจารณาใช้กลุ่มควบคุมหรือออกแบบการวิจัยที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลของการใช้แบบฝึกทักษะกับวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบอื่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
3. ควรดำเนินการวิจัยเป็นระยะเวลานานขึ้น เพื่อศึกษาว่าทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและคงอยู่หลังสิ้นสุดการทดลองหรือไม่
4. ควรพัฒนาแบบฝึกทักษะให้ครอบคลุมทักษะย่อยของการอ่านและการเขียน เช่น การอ่านคำ การอ่านประโยค การอ่านจับใจความ การสะกดคำ การเลือกใช้คำ และการเขียนประโยค
5. ควรมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพิ่มเติม เช่น การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การสัมภาษณ์นักเรียน หรือการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการอ่านและการเขียน เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการและปัญหาของนักเรียนในแต่ละบุคคลมากขึ้น
6. ควรตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมืออย่างเป็นระบบก่อนนำไปใช้จริง ทั้งด้านความตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่าย อำนาจจำแนก และความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย
________________________________________
5.5 สรุปท้ายบท
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาทั้งด้านการอ่านและการเขียนสูงกว่าก่อนการพัฒนา และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งสองด้าน
เมื่อพิจารณาผลการทดสอบทางสถิติ พบว่า ด้านการเขียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ ด้านการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ดังนั้น ผลการวิจัยจึงสนับสนุนว่า การใช้แบบฝึกทักษะในบริบทของกลุ่มเป้าหมายครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคะแนนด้านการอ่านและ
การเขียน โดยเห็นผลเด่นชัดทางสถิติในด้านการเขียน และนักเรียนทุกคนสามารถผ่านเกณฑ์ความสำเร็จที่กำหนดไว้
ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง มีการตรวจสอบข้อผิดพลาด และได้รับข้อมูลย้อนกลับที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาไทยของผู้เรียนต่อไป