ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนของโรงเรียนธนาคารออมสิน
ชื่อผู้วิจัย นางสาวนนทรัตน์ เกื้อหนุน
หน่วยงาน โรงเรียนธนาคารออมสิน
ปีที่ประเมิน พ.ศ. 2569
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครู
ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนของโรงเรียนธนาคารออมสิน มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น รวมทั้งสังเคราะห์องค์ประกอบ ตัวบ่งชี้ กระบวนการ และเงื่อนไขของการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพ 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม และความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบ 3) ทดลองใช้และศึกษาผลการใช้รูปแบบที่มีต่อสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สมรรถนะผู้เรียนตามจุดเน้น 4S และคุณภาพกับผลงานเชิงประจักษ์ของโรงเรียน และ 4) ประเมินความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจของผู้ใช้ ศึกษาเงื่อนไขความสำเร็จ ปัญหา ข้อจำกัด และแนวทางการประยุกต์ใช้และขยายผล ตลอดจนปรับปรุงรูปแบบและคู่มือให้มีความสมบูรณ์
ผลการวิจัย พบว่า
1) สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการโรงเรียนคุณภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.98 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.07 ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.29 ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุงโดยภาพรวมเท่ากับ 0.517 โดยด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและบริบทสถานศึกษามีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด
2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการ
การวัดและประเมินผล ผลลัพธ์ และเงื่อนไขความสำเร็จ และมีกระบวนการบริหารจัดการ 7 ขั้น ได้แก่
การวิเคราะห์ข้อมูลและบริบทสถานศึกษา การกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทิศทาง การออกแบบระบบและแผนพัฒนาครู การพัฒนาครูผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การชี้แนะและการนิเทศ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผลเชิงสมรรถนะ และการสะท้อนผล ปรับปรุง และขยายผล รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 และ 4.73 ตามลำดับ ส่วนคู่มือมีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 โดยองค์ประกอบของรูปแบบมีความสอดคล้องกันทุกประเด็น
3) ภายหลังการใช้รูปแบบ ครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยภาพรวมเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.98 เป็นระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ ผู้เรียนมีคะแนนสมรรถนะตามจุดเน้น 4S ซึ่งประกอบด้วยด้านดนตรี กีฬา ภาษา และอาชีพ เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 2.18 เป็น 3.59 สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีขนาดอิทธิพลระดับใหญ่ และมีผู้เรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 1,267 คน คิดเป็นร้อยละ 95.12 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 85 นอกจากนี้ โรงเรียนสามารถเชื่อมโยงระบบข้อมูล การพัฒนาครู การนิเทศ การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลได้ชัดเจนขึ้น ครูทุกคนนำแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกไปใช้จริง มีการดำเนินงานชุมชนแห่ง
การเรียนรู้ทางวิชาชีพครบ 20 รอบ เกิดนวัตกรรมหรือแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 12 ชิ้นงาน และแผนการจัดการเรียนรู้ต้นแบบ จำนวน 8 แผน
4) ผู้ใช้รูปแบบประเมินความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 โดยด้านความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 4.65 เงื่อนไขความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร วัฒนธรรมการทำงานแบบกัลยาณมิตร คู่มือและเครื่องมือที่ชัดเจน การบูรณาการจุดเน้น 4S เข้าสู่การจัดการเรียนรู้ และระบบข้อมูลกับการติดตามอย่างต่อเนื่อง