ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูใน
ศตวรรษที่ 21 โรงเรียนบ้านหนองดุมหนองแคนน้อย
ชื่อผู้วิจัย นายชิตณรงค์ โรจนทวีทองดี ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา
วิทยฐานะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
สถานที่วิจัย โรงเรียนบ้านหนองดุมหนองแคนน้อย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2566 - 2569
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งสร้าง ตรวจสอบคุณภาพ ทดลองใช้ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการนิเทศภายใน (POCIES Model) คู่มือรูปแบบการนิเทศ และชุดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู (L2C2E Model) โดยพิจารณาจากสมรรถนะครู ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการทดสอบระดับชาติ (RT, NT, O-NET) และความพึงพอใจของครู การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (R1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง และสภาพที่ควรจะเป็น จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 28 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง เครื่องมือคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ) และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ระยะที่ 2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ (D1) เป็นการยกร่างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการนิเทศภายใน ชุดสมรรถนะครู และคู่มือรูปแบบการนิเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้น 2.1 การยกร่างรูปแบบ ขั้น 2.2 การตรวจสอบความเหมาะสมของร่างรูปแบบและคู่มือรูปแบบการนิเทศ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ) และขั้น 2.3 การประเมินรูปแบบการนิเทศภายในครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน และครูผู้สอนที่สุ่มแบบเจาะจงอีก 9 คน รวมทั้งสิ้น 21 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ) เช่นเดียวกัน ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน (R2) นำรูปแบบไปทดลองใช้ผ่านวงจรปฏิบัติการนิเทศเชิงระบบ (P-P-D-E-R Process) กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่สอน โรงเรียนบ้านหนองดุมหนองแคนน้อย ปีการศึกษา 2567 จำนวน 9 คน ซึ่งสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ) และระยะที่ 4 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการนิเทศภายใน (D2) ประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน สมรรถนะของครู และความพึงพอใจของครู กลุ่มเป้าหมายจำนวน 9 คน เครื่องมือคือแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยของประชากร (μ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร (σ)
ผลการวิจัย พบว่า
1. การศึกษา พบว่า สภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวม พบว่า สภาพที่เป็นจริงอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด และมีดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ในภาพรวมเท่ากับ 0.24 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา (PNImodified = 0.32) ด้านการสื่อสารและสารสนเทศ (PNImodified = 0.24) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (PNImodified = 0.22) ส่วนด้านการออกแบบการเรียนรู้ และด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำสุดเท่ากัน (PNImodified = 0.21) โดยทุกรายการมีความต้องการจำเป็นเร่งด่วน
2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการนิเทศภายใน ขั้นที่ 2.1 ผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า รูปแบบการนิเทศภายใน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการของรูปแบบ (P) 2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (O) 3. องค์ประกอบของรูปแบบ (C) 4. วิธีดำเนินการของรูปแบบ (I) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน (P-P-D-E-R Process) คือ 1) การศึกษาความต้องการจำเป็น (P1) 2) การวางแผน (P2) 3) การปฏิบัติการ (D) 4) การประเมินผล (E) และ5) การรายงานและปรับปรุง (R) 5. การประเมินรูปแบบของรูปแบบ (E) และ6. เงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ (S) โดยเชื่อมโยงกับชุดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู 5 ด้าน ได้แก่ 1. การออกแบบการเรียนรู้ (L) 2. นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา (E1) 3. การสื่อสารและสารสนเทศ (C1) 4. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (C2) และ5.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (E2) ขั้นที่ 2.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ พบว่า ร่างรูปแบบการนิเทศภายใน ชุดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู และคู่มือรูปแบบการนิเทศภายใน มีความเหมาะสม ในภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และขั้นที่ 2.3 ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบการนิเทศภายในมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์ ในภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายในเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เช่นเดียวกัน
4. ผลการประเมินประสิทธิผล พบว่า ประสิทธิผลของรูปแบบการนิเทศภายใน ภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาการของผู้เรียนในปีการศึกษา 2567 พบว่า ดัชนีภาพรวมเฉลี่ยทุกด้านของสถานศึกษา เท่ากับร้อยละ 78.73 สูงกว่าก่อนปีที่ใช้รูปแบบการนิเทศภายใน ที่เท่ากับร้อยละ 60.50 โดยมีผลต่างพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.23 ซึ่งผู้เรียนมีพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะผลการทดสอบระดับชาติ (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวม รายวิชาคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวม รายวิชาคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษ และด้านความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบการนิเทศภายใน ในภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ