ชื่อวิจัย รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน
ผู้วิจัย นางสาวโสภา โสดาภักณ์
ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
ชื่อหน่วยงานโรงเรียนบ้านหนองนางเลิง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2567
บทคัดย่อ
รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหา และแนวทางการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน 2) เพื่อสร้างและตรวจคุณภาพรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประชากร ได้แก่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์การเลือก รวมทั้งสิ้นจำนวน 195 คน การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด และกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 จำนวน 153 คน กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต่อรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองนางเลิง จำนวน 42 คน ดังนี้ กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือในสถานศึกษา จำนวน 15 คน และกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือนอกสถานศึกษา จำนวน 27 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ ฉบับที่ 7-12 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย ข้อที่ 1 พบว่า 1) ผลศึกษาสาเหตุของปัญหาการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน พบว่า สาเหตุของปัญหาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน จากผู้ที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาในสถานศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา (1) การขาดเครือข่ายความร่วมมือจากภายนอกในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ (2) ครูขาดทักษะการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง และ (3) ครูต้องการพัฒนาการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ แนวทางแก้ปัญหา (1) สถานศึกษาควรมีรูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยเครือข่ายให้ความร่วมมือ (2) ส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงจากเครือข่ายอาชีพ และ (3) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ 2) ผลการศึกษาดูงานจากสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จ ด้านการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ พบว่า แนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนร่วมกัน 2) การสร้างเครือข่าย 3) การดำเนินงาน 4) การประสานงาน 5) การนิเทศติดตาม และ 6) การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และแนวทางการพัฒนาครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน ได้แก่ 1) การอบรมเชิงปฏิบัติการ 2) การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 3) กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และ 4) การนิเทศติดตาม
ผลการวิจัย ข้อที่ 2 พบว่า ผลการสังเคราะห์เอกสารที่เป็นแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้องค์ประกอบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ องค์ประกอบการพัฒนาครู องค์ประกอบการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และองค์ประกอบทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน ก่อนผู้วิจัยยกร่างรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ จำนวน 3 เล่ม ผ่านการพิจารณารับรองร่างรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ และมีคุณภาพด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และประโยชน์ และมีผลการทดลองใช้ (Try Out) กับโรงเรียนบ้านโพนสวรรค์ พบว่า มีคุณภาพผ่านเกณฑ์การผ่านทุกรายการ
ผลการวิจัย ข้อที่ 3 พบว่า 1) ผลการใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบกับโรงเรียนบ้านหนองนางเลิง พบว่า (1) ผลการใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ โดยรวม พบว่า มีคุณภาพระดับมาก (x̄ = 4.49, SD = 0.72) คุณภาพครูด้านพฤติกรรมการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน พบว่า มีคุณภาพระดับมาก (µ = 4.48, σ = 0.75) คุณภาพผู้เรียนด้านทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ พบว่า มีคุณภาพระดับมากที่สุด (µ = 4.62, σ = 0.58) คุณภาพของรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ พบว่า โดยรวมมีคุณภาพระดับมากที่สุด (x̄ = 4.60, SD = 0.59) 2) ผลความพึงพอใจของเครือข่ายความร่วมมือต่อรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียน และเอกสารประกอบ พบว่า โดยรวมมีคุณภาพระดับมาก (x̄ = 4.49, SD = 0.67) 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรมของครู เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพเกษตรของผู้เรียน พบว่า โดยรวมมีคุณภาพระดับมาก (µ = 4.48, σ = 0.69) 2) ผลการเผยแพร่การใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพของผู้เรียนและเอกสารประกอบกับโรงเรียนบ้านพะทายขอความอนุเคราะห์ขอใช้รูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือฯ พบว่า มีคุณภาพผ่านเกณฑ์การผ่านทุกรายการ
คำสำคัญ รูปแบบ การบริหารเครือข่ายความร่วมมือ การพัฒนาครู การจัดกิจกรรม ทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพ