2.ระยะเวลาดำเนินการ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 (ต.ค. 2567 - มี.ค.2568)
3.เหตุผลและความจำเป็น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่จะเป็นรากฐานสำคัญประเทศคือความสำคัญของการศึกษา แม้เป็นการลงทุนระยะยาว เพราะตัวชี้วัดความสำเสร็จในการพัฒนาประเทศคือคุณภาพของคน หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘) ให้มีกลไกและ ระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มี ความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับ ความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของ ผู้ประกอบวิชาชีพครู (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย , 2560) จากการรายงานการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับจังหวัดของประเทศไทยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศ ไทยอยู่ในอันดับที่ 56 จากทั้งหมด 63 ประเทศ ลดลง 2 อันดับจากปี 2018 คนไทยต้องตื่นตัวในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นต้องเริ่มปฏิรูปจากล่างคือการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนของครู มีทฤษฎีบลูมแบบใหม่ มี 6 ขั้นตอน การจำ (Remembering): ดึงข้อมูลหรือความรู้เดิมจากความจำ เช่น การท่องจำและการบอกชื่อการเข้าใจ (Understanding): แปลความ สรุป หรือตีความหมายข้อมูลการประยุกต์ใช้ (Applying): นำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่การวิเคราะห์ (Analyzing): แยกแยะข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยและหาความสัมพันธ์การประเมินค่า (Evaluating): ตัดสินใจ ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้เกณฑ์ การสร้างสรรค์ (Creating): รวบรวมองค์ประกอบต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่
โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒ พบว่า นักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยตั้งแต่ 2.50 ขึ้นไปทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา 2567 มีร้อยละ 66.30 ผู้พัฒนาเห็นว่า การนิเทศภายในเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีคุณภาพได้ จำเป็นต้องพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active learning)เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ผู้พัฒนารูปแบบคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้เป็นกระบวนการนิเทศภายในได้ ทั้งนี้ ผู้พัฒนารูปแบบได้ปรับประยุกต์ขั้นตอนการคิดเชิงออกแบบ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา และนำกระบวนการ PLC แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศมาใช้เพื่อให้ได้วิธีการ แนวคิดหรือนวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณภาพต่อผู้เรียน
4. วัตถุประสงค์
๑) เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศภายในสถานสึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒
๒) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒ ให้สูงขึ้น
๓) เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานำรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
กลุ่มเป้าหมาย
๑) นักเรียนโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒ จำนวน ๑๒9 คน
๒) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน ๑๕ คน
5. ขั้นตอนหรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมหรือพัฒนานวัตกรรม
1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2) สรุปแนวคิด ทฤษฎีจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
3) ร่วมออกแบบกระบวนการนิเทศที่เหมาะสมกับบริบทสถานศึกษา
4) ออกแบบเอกสารการนิเทศที่ง่ายต่อการบันทึกผลและนำไปใช้
5) กำหนดผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ
6) กำหนดปฏิทินการนิเทศที่ชัดเจน
7) ตรวจสอบระหว่างการดำเนินการนิเทศเพื่อปรับประยุกต์
8) สรุปและรายงานผล
9)ปรับปรุงหรือพัฒนาต่อไป
ภาพที่ 1 การนิเทศภายในสถานศึกษาด้วยวงจรคุณภาพ
6.การนำนวัตกรรมไปใช้
ขั้นตอนที่ ๑ การวางแผน (PLAN)
ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง ตลอดจนศึกษาข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน ทั้งด้านความรู้เดิม ความสามารถ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคล และบริบทของชั้นเรียน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ วางแผนกิจกรรมการเรียนรู้ เลือกวิธีการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของรายวิชาและผู้เรียน พร้อมทั้งกำหนดสื่อ นวัตกรรม แหล่งเรียนรู้ และวิธีการวัดและประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง การวางแผนที่มีคุณภาพจะช่วยให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1) ผู้บริหาร ประกอบด้วยผู้อำนวยการกับรองผู้อำนวยการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย ข้าราชการครู พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของผู้เรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 (Swot Analysis) โดยใช้ระบบดูและช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคลมาแยกกลุ่มนักเรียนในแต่ละชั้น โดยใช้คำว่า เก่ง ปานกลาง อ่อน โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 เพื่อรับทราบพื้นฐานทางด้าน 3 รายวิชา ดังนี้
1.ภาษาไทย เน้นไปที่การอ่านคิดวิเคราะห์
2.คณิตศาสตร์ เน้นไปที่การรู้จักตัวเลข คิดคำนวณ แก้สมการ
3.ภาษาอังกฤษ เน้นที่การอ่าน คำศัพท์ และการพูดประโยคอย่างง่าย
4.วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เน้นไปที่การรู้จักตนเองในการเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
2)การกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่าปีนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องมีค่าพัฒนา
3)วางแผนโดยกระบวนการมีส่วนร่วม 5 ฝ่าย คือ ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครอง ต้องร่วมด้วยช่วยกัน
4)สร้างรูปแบบและเครื่องมือเอกสารแบบฟอร์มการนิเทศตามสภาพจริง โดยมีความเป็นกัลยาณมิตร
5)กำหนดปฏิทินตามรายวิชาตลอดปีการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลาและชั่วโมงการนิเทศตามความเหมาะสม บางท่านนิเทศเต็มคาบ บางท่านนิเทศครึ่งคาบ บางท่านนิเทศ 20 คาบ บางท่านนิเทศ 25 คาบ เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๒ ปฏิบัติ (DO)
การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้ ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหา สืบค้นข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ โดยเลือกใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ระหว่างการจัดกิจกรรม ครูควรสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด และบันทึกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเต็มศักยภาพ และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
ผู้รับการนิเทศ (ครูผู้สอน) วิเคราะห์ผู้เรียน โดยทำความเข้าใจปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน ได้แก่ นักเรียน ครูผู้สอน สื่อ เทคโนโลยีการสอน บรรยากาศการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมรอบ ๆ เป็นต้น วิธีการทำความเข้าใจปัญหา ผู้รับการนิเทศ(ครูผู้สอน) ใช้วิธีการคัดกรองผู้เรียน ทำความรู้จักผู้เรียนด้วยการศึกษา ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม หรือการสัมภาษณ์ผู้เรียน เพื่อนสนิท รวมถึงครอบครัว (ระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียน) เพื่อให้เข้าใจปัญหาของผู้เรียน ทั้งนี้ในการสัมภาษณ์ หรือสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน ผู้รับการ นิเทศ(ครูผู้สอน) จะได้รับการ Coaching จากผู้นิเทศ ได้แก่ ผู้บริหาร และเพื่อนครู ทั้งนี้ผู้รับการนิเทศ (ครูผู้สอน) ต้องเขียนวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ในคาบเรียนนั้นๆ ด้วยการใช้ทฤษฎีของบลูม 6 ขั้นการเรียนรู้ ดังนี้
1.รู้ จำ
2. เข้าใจ
3. ประยุกต์ใช้
4.วิเคราะห์
5.การประเมิน
6.คิดสร้างสรรค์
ในขั้นที่สูงตามที่ผู้นิเทศได้คิดวางแผนไว้กับผู้รับการนิเทศ นั่นก็คือ ขั้นที่สี่ถึงหก
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบ (CHECK)
ผู้รับการนิเทศ (ครูผู้สอน) นำขั้นตอน จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลมาพูดคุย แลกเปลี่ยนในกลุ่ม PLC ซึ่งมีผู้นิเทศทำหน้าที่เป็น Mentoring และ Coaching ให้แก่ผู้รับการนิเทศ เพื่อค้นหา ปัญหา สาเหตุของปัญหาที่ได้จากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และกำหนดประเด็นปัญหาตรงจุดตามลำดับ ความสำคัญได้ตรงเป้าหมาย ซึ่งการวิเคราะห์จะใช้แนวการจัดการเรียนรู้ที่ตกลงกับผู้สอนไว้
1.การวิเคราะห์ผู้เรียน
2.การวางวัตถุประสงค์ในระดับใด
3.คุณลักษณะอันพึงประสงค์
4.สมรรถนะที่ต้องการให้เกิดเหมาะสม
5.กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
6.การใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้
7.การประเมินผลงานและสรุปผล
กระบวนการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และประเมินผลการจัดการเรียนรู้ เพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด การประเมินผลควรดำเนินการทั้งระหว่างเรียน (Formative Assessment) และหลังเรียน (Summative Assessment) โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น แบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ การประเมินชิ้นงาน แฟ้มสะสมงาน และการประเมินตามสภาพจริง ครูควรวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อตรวจสอบจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ ครูควรสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนและเพื่อนครู เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 4 ปรับปรุง พัฒนา (ACT)
ผู้นิเทศ ผู้รับการนิเทศ (ครูผู้สอน) นำผลจากการประเมินมาวิเคราะห์และใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป ครูอาจปรับเปลี่ยนวิธีการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอน เครื่องมือวัดและประเมินผล หรือออกแบบนวัตกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น หากพบแนวปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จ ก็ควรพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) และเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันทั้งในระดับบุคคลและระดับสถานศึกษา การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามวงจร PDCA จะช่วยให้คุณภาพการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม
7.ผลที่เกิดกับผู้เรียน ครู หรือสถานศึกษา
๑) โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง ๒ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
๒) ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถนำกระบวนการนิเทศไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้จริง
๓) ผู้มีส่วนได้เสียมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการการศึกษา 2567 ได้รับโควตาเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และวิทยาลัยสาธารณะสุขสิรินธรยะลา
8.การได้รับการยอมรับและเป็นแบบอย่างที่ดี
1) นำเสนอผลการปฏิบัติงานด้านการนิเทศ ในกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อให้กับครูโรงเรียนประถมศึกษาในเขตบริการ
2) นำเสนอโดยวาจาในการประชุมการติดตามนิเทศการศึกษา ถึงการพัฒนาของผู้เรียน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายะลา
3) เป็นแบบอย่างที่ดีต่อการจัดการเรียนรู้แก่ครูท่านอื่นภายในสถานศึกษา