บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ในการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 5 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 21 คน โรงเรียนบ้านป่าบง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละความก้าวหน้า ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ที่มีปัญหาในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทำให้การเรียนรู้ล่าช้า สาเหตุเกิดจากขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก และไม่มีโอกาสใช้ภาษาในชีวิตประจำวันการเรียนรู้ที่เน้นทฤษฎีมากเกินไปทำให้ขาดการฝึกปฏิบัติ ทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนา คือ การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model และจากการสอบถามความคิดเห็น พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X-bar = 4.66, S.D. = 0.48) 2) ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ที่ได้รับการพัฒนามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( X-bar = 4.68, S.D. = 0.43) 3) ผลการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่่ 5 สูงขึ้นหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model
คำสำคัญ
แผนการจัดการเรียนรู้, การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model , ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ
วิธีการวิจัย
1. กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 21 คน โรงเรียนบ้านป่าบง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569
2. เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้เครื่องมือ 4 ชนิด ดังนี้
2.1 แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา
2.2 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2.3 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน
2.4 แบบทดสอบวัดความสามารถทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการตามลักษณะของกระบวนการวิจัย เริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ถึง กรกฎาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้
3.1 ผู้วิจัยศึกษาทฤษฎี หลักการ แนวคิด และเอกสารที่เกี่ยวข้องในการสร้างแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา โดยดำเนินการสร้างแบบสัมภาษณ์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วปรับปรุงตามคำแนะนำ วิเคราะห์หาค่า IOC จากนั้นพิจารณาเลือกข้อคำถามที่มีคุณภาพ นำแบบสัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์ครู จำนวน 5 คน และนำผลมาวิเคราะห์หาประเด็นปัญหา
3.2 ผู้วิจัยศึกษาเอกสาร ตำรา แนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางและวิธีในการสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยดำเนินการสร้างแบบสอบถาม จำนวน 15 ข้อ โดยแบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ ด้านการจัดกิจกรรม ด้านบรรยากาศในห้องเรียน และด้านประโยชน์ที่ได้รับ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ แล้วปรับปรุงตามคำแนะนำ วิเคราะห์หาค่า IOC และพิจารณาเลือกข้อคำถามที่มีคุณภาพ คัดเลือกข้อคำถามของแบบสอบถามที่มีความเหมาะสมที่สุด จำนวน 10 ข้อ จากนั้นนำไปสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน จำนวน 21 คน และนำผลมาวิเคราะห์หาประเด็นปัญหา
3.3 ผู้วิจัยศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 เอกสาร แนวคิดและเอกสารงานวิจัยที่สอดคล้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน จำนวน 4 แผน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเหมาะสม ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ แล้วนำไปทดลองใช้ ปรับปรุงแก้ไข และจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับจริง และนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
3.4 ผู้วิจัยศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิเคราะห์เนื้อหา วิธีการที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผล และดำเนินการสร้างแบบทดสอบ วิเคราะห์ ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ และสร้างเกณฑ์การประเมิน จากนั้นนำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาตรวจสอบความความสอดคล้อง โดยใช้ดัชนีวัดความสอดคล้อง (IOC) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้ เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของการนำไปใช้ ปรับปรุงแก้ไขและจัดทำแบบทดสอบฉบับจริง และนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป โดยดำเนินการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test)
4.การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้
1. วิเคราะห์คุณภาพแบบสัมภาษณ์ครูภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผลการสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และผลจาการสอบถามโดยการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (X-bar) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
2. วิเคราะห์คุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X-bar) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
3. เปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (X-bar) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละความก้าวหน้า
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X-bar) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
1.1 ค่าร้อยละ (Percentage)
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)
1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน
2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)
2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
2.4 ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรดังนี้
2.5 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ โดยใช้สูตร KR-20 หาค่า r_tt
สรุป
จากการพัฒนาความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ เรื่อง Weather and Clothes โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่าบง สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมในชั้นเรียนเป็นอย่างมาก นักเรียนสามารถเข้าใจ ตีความ แปลความหมายในสิ่งที่ได้ยิน และแสดงออกโดยการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน อีกทั้งมีความกล้าแสดงออกในการพูดโต้ตอบตามความคิดและความรู้สึกด้วยความมั่นใจ มีการเน้นระดับเสียงสูงต่ำของคำและประโยคเพื่อสื่อความหมาย ใช้กิริยาท่าทาง สีหน้า และการเคลื่อนไหวของร่างกายประกอบการสนทนา การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน จึงมีความเหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากนักเรียนเป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 4-12 ปี สมองจะมีความยืดหยุ่นได้มากที่สุด มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับการพูด ชอบในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมแปลกใหม่ สนุกสนาน การไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถส่งผลต่อแรงจูงใจและเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อีกทั้งช่วยเสริมความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นพื้นฐานต่อความสามารถทางภาษาด้านอื่น ๆ ต่อไป ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจาการวิจัยและข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยในครั้งต่อไป
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ควรมีการออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น ลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น
2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ควรคำนึงถึงเวลาในการจัดกิจกรรมเป็นสำคัญ เนื่องจากการจัดกิจกรรมแต่ละหน่วยการเรียนรู้ใช้เวลาจำนวนมาก ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรควบคุมเวลาในแต่ละขั้นตอนให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้
3. ครูผู้สอนควรจะมีผู้ช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเฉพาะหากนักเรียนในห้องมีจำนวนมาก ผู้สอนอาจไม่สามารถควบคุมและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนได้ทั่วถึง
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไป
1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ควรนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถทักษะการอ่านและการเขียน
2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ควรนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้บูรณาการร่วมกับรายวิชาอื่น ๆ
3. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับ WEAR Model ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน อาจเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องแปลกใหม่ที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน