ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

รายงานผลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้ชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์

ชื่อผลงาน การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้ชุดกิจกรรม THAI LADDER :

บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model สำหรับนักเรียนระดับ

ประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์

1. ความเป็นมา และความสำคัญ

1.1 ความเป็นมาและสภาพของปัญหา

วิชาภาษาไทยถือเป็นวิชาที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (Tool Subject) และเป็นทักษะพื้นฐาน

(Skill Subject) ที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระดับ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งเป็นช่วงวัยแห่งการวางรากฐาน "การอ่านออกเขียนได้" หากนักเรียน

ขาดทักษะพื้นฐานในช่วงวัยนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น และลดทอน

ความมั่นใจในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินทางการศึกษาของ

ประเทศไทย พบว่า ยังมีนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นจำนวนหนึ่งที่ยังคงประสบปัญหาอ่านไม่คล่อง เขียนไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางการเรียนและคุณภาพการศึกษาโดยรวม ซึ่งส่งผลให้

ขาดความมั่นใจในการแสดงออก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2565)

จากข้อมูลการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา

ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า แม้จะมีการดำเนินโครงการเร่งรัดพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่บรรลุตามมาตรฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2566) สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการกำหนด “จุดเน้นการอ่านออก เขียนได้ทุกคน” เพื่อสร้างหลักประกันว่า ผู้เรียนทุกคน

ในระดับประถมศึกษาจะต้องมีทักษะการอ่าน การเขียนที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นและ

การดำรงชีวิตในสังคม เพื่อให้การดําเนินการจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

สิ่งสําคัญที่สุด คือ โรงเรียนและคณะครูทุกคน นับเป็นหัวใจสําคัญในการขับเคลื่อนให้นโยบายไปสู่

การปฏิบัติ เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่องและสื่อสารได้ ตามนโยบายของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย

ในศตวรรษที่ 21 การศึกษามีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีทักษะพื้นฐาน

ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นช่วงวัย

แห่งการวางรากฐานที่สำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะทางด้านการอ่าน การเขียน

การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เหตุผลเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ซึ่งทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว หากผู้เรียนยังขาดทักษะการอ่าน การเขียนที่เข้มแข็ง ย่อมไม่สามารถก้าวสู่

การเรียนรู้ที่สูงขึ้นหรือใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพและย่อมส่งผล

ต่อความสามารถในการเรียนรู้โดยรวม รวมถึงทัศนคติที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน เพื่อตอบสนอง

ต่อความต้องการของผู้เรียนในยุคใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

จากการประเมินความสามารถด้านการอ่าน การเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง ในปีการศึกษา 2569 โดยใช้เครื่องมือคัดกรองความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียน พบว่า ความสามารถด้านการอ่านของนักเรียน อยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 76 คน คิดเป็นร้อยละ 74.51 ระดับพอใช้ จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 20.59 และระดับปรับปรุง จำนวน

5 คน คิดเป็นร้อยละ 4.90 ความสามารถด้านการเขียน พบว่า มีนักเรียนที่อยู่ในระดับดีขึ้นไป

จำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 68.63 ระดับพอใช้ จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 22.55 และระดับปรับปรุง จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 8.82 ซึ่งทางโรงเรียนได้กําหนดเป้าหมายด้านการอ่านและ

การเขียนของนักเรียนตามนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. คือ นักเรียนต้องอ่านออก เขียนได้ทุกคน จะเห็นได้ว่า การประเมินความสามารถในด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย

ที่กําหนดไว้ และจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น

ปีการศึกษา 2568 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในระดับ 3 ขึ้นไป

มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.78 โดยในปีการศึกษา 2569 สถานศึกษาได้กำหนดค่าเป้าหมายด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงขึ้นกว่าในปีการศึกษาที่ผ่านมา ร้อยละ 3

จากผลการประเมินดังกล่าว พบว่า มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีที่ส่งผลให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านหนังสือน้อยลง สภาพแวดล้อมทางครอบครัว

ที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่อาจไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนแต่ละคน ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งยังประสบปัญหาด้านการสะกดคำ การจำรูปสระ และการผันวรรณยุกต์ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมที่เน้นการท่องจำ (Passive Learning) ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นเรื่องยากและน่าเบื่อหน่าย บรรยากาศในชั้นเรียนจึงขาดแรงจูงใจที่ดึงดูดใจเด็กวัยประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Learning) และการเคลื่อนไหว (Kinesthetic Learning) โดยสาเหตุที่กล่าวมาในข้างต้น

ทำให้นักเรียนขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยทั้งด้านการอ่านและการเขียน ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ และทำให้นักเรียนมีทัศคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดทำจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐาน โดยใช้ชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโมเดลนี้มุ่งเน้นการเปลี่ยนการเรียนรู้แบบกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นการก้าวเดินที่มั่นคงทีละขั้น (Scaffolding) เพื่อสร้างความสำเร็จในการอ่านออกเขียนได้ให้แก่นักเรียนอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ :

• L (Lead) : ขั้นนำเข้าสู่การเรียนรู้ด้วยความตื่นเต้น เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 1 : ตื่นตาคำ โดยใช้สื่อเร้าความสนใจ เช่น "กล่องวิเศษสะกิดใจ" เพื่อกระตุ้นพลังคิดและความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน

• A (Action) : ขั้นลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อสัมผัส เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 2 : ฝึกทักษะ และบันไดขั้นที่ 3 : สร้างคำ เปลี่ยนนามธรรมของพยัญชนะและสระ ให้เป็นรูปธรรมที่นักเรียนสามารถหยิบจับและประสมคำได้ด้วยตนเอง

• D (Discover) : ขั้นค้นพบองค์ความรู้ ให้นักเรียนได้ลองผิดลองถูกและสรุปหลักเกณฑ์การสะกดคำได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจที่ฝังแน่น (Deep Learning)

• D (Dialogue) : ขั้นสื่อสารเชิงรุก เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 4 : สื่อสารหรรษา ผ่านระบบ “พี่สอนน้อง” และ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อฝึกทักษะการอ่านออกเสียงและการอยู่ร่วมกันในสังคม

• E (Enrich) : ขั้นต่อยอดความรู้สู่ชีวิตจริง เชื่อมโยงกับ บันไดขั้นที่ 5 : นำพาไปใช้ นำคำพื้นฐานไปแต่งประโยคหรือสื่อสารเรื่องราวในบริบทจริงของโรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง

• R (Reflect): ขั้นสะท้อนผลและสร้างแรงบันดาลใจ การประเมินผลเชิงบวกเพื่อให้นักเรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเองในทุกขั้นของบันไดความสำเร็จ

นวัตกรรม LADDER Model ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่กระบวนการสอน แต่เป็นระบบสนับสนุน

การเรียนรู้ที่ประกอบด้วยชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย

ด้วย LADDER Model และระบบการเสริมแรงเชิงบวก (Positive Reinforcement) เช่น "สมุดสะสมดาวคนเก่ง" ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิทยาเด็กประถมศึกษาที่ต้องการการยอมรับและการมองเห็นความสำเร็จเล็กๆ ของตนเอง การดำเนินงานในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเราเปลี่ยนห้องเรียนจากการรับฟังมาเป็น

การ "ปีนบันไดแห่งการเรียนรู้" ด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงมิใช่เพียงแค่คะแนนสอบที่สูงขึ้น แต่คือการสร้าง “ความสุขในการอ่านและความแม่นยำในการเขียน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเอกลักษณ์ความเป็นไทย นวัตกรรมนี้จึงถือเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่พร้อมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้

เพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ในบริบทสถานศึกษาอื่นอย่างยั่งยืน

1.2 แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา

จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาและผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนชุมชนวัดทำเลทอง พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังมีข้อจำกัด

ในการอ่านสะกดคำ การจดจำรูปพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ตลอดจนการนำคำไปใช้ในการสื่อสาร ส่งผลให้ผลการประเมินด้านการอ่านและการเขียนยังไม่บรรลุตามเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนดให้ “นักเรียนทุกคนอ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่อง” อีกทั้งยังส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เนื่องจากภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญ

ในการเรียนรู้ (Tool Subject)

จากการวิเคราะห์เชิงลึก ผู้จัดทำพบว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ความพร้อมทางด้านภาษาและประสบการณ์เดิม สภาพแวดล้อมของครอบครัวที่แตกต่างกัน รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยังเน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูเป็นหลัก (Passive Learning) ทำให้ผู้เรียนขาดโอกาสลงมือปฏิบัติจริง ขาดแรงจูงใจ และไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้การเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน

ไม่เกิดความคงทน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้จัดทำจึงศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษา แนวทางการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) แนวคิดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivism) แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้การค้ำจุนการเรียนรู้ (Scaffolding) แนวคิดพหุปัญญา (Multiple Intelligences) และแนวคิดการเสริมแรงเชิงบวก (Positive Reinforcement) เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นนวัตกรรม “ชุดกิจกรรม THAI LADDER : บันได 5 ขั้น

สู่ความฉลาดรู้ภาษาไทย ด้วย LADDER Model” ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนอย่างเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปหายาก สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กในระดับประถมศึกษาตอนต้นอย่างสร้างสรรค์

แนวคิดสำคัญของนวัตกรรม คือ การเปรียบกระบวนการเรียนรู้เสมือนการก้าวขึ้น “บันได

แห่งความสำเร็จ” ทีละขั้น โดยผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเล่น การค้นพบ การสื่อสาร และการสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง จนสามารถสร้าง

องค์ความรู้ได้อย่างมั่นคงและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

โพสต์โดย นางนภัสนันท์ ทวีพิพัฒนกุล : [19 ก.ค. 2569 (09:54 น.)]
อ่าน [227] ไอพี : 27.130.46.200
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 13,561 ครั้ง
ลูกขี้อาย ... ทำอย่างไรดี?
ลูกขี้อาย ... ทำอย่างไรดี?

เปิดอ่าน 10,853 ครั้ง
เล่นหมากล้อม สามารถพัฒนาผลการเรียนคณิตศาสตร์ได้!
เล่นหมากล้อม สามารถพัฒนาผลการเรียนคณิตศาสตร์ได้!

เปิดอ่าน 13,309 ครั้ง
7 วิธีทำให้หน้าเด็ก
7 วิธีทำให้หน้าเด็ก

เปิดอ่าน 17,931 ครั้ง
ห้ามพลาด!! เช็คดวงปี 59 "หมอช้าง"เผยกันย์ดวงดีสุด ส่วนสิงห์เตรียมรับราหู
ห้ามพลาด!! เช็คดวงปี 59 "หมอช้าง"เผยกันย์ดวงดีสุด ส่วนสิงห์เตรียมรับราหู

เปิดอ่าน 90,201 ครั้ง
วิธีทำ  น้ำพริกอ่อง เมนูสุขภาพ
วิธีทำ น้ำพริกอ่อง เมนูสุขภาพ

เปิดอ่าน 19,877 ครั้ง
การแก้ปัญหาการศึกษาไทย คันที่หลัง อย่าไปเกาที่ขา
การแก้ปัญหาการศึกษาไทย คันที่หลัง อย่าไปเกาที่ขา

เปิดอ่าน 13,073 ครั้ง
7 หลักเลี่ยงไขมันพอกตับ
7 หลักเลี่ยงไขมันพอกตับ

เปิดอ่าน 19,786 ครั้ง
ปี 2558 จะยาวขึ้น 1 วินาที เพราะโลกหมุนช้าลง
ปี 2558 จะยาวขึ้น 1 วินาที เพราะโลกหมุนช้าลง

เปิดอ่าน 15,412 ครั้ง
วิธีล้างคราบน้ำชาที่ติดแก้ว
วิธีล้างคราบน้ำชาที่ติดแก้ว

เปิดอ่าน 5,381 ครั้ง
Toyota Yaris 2022 เพื่อนซี้โฉมใหม่ที่ลงตัวมากกว่าเดิม
Toyota Yaris 2022 เพื่อนซี้โฉมใหม่ที่ลงตัวมากกว่าเดิม

เปิดอ่าน 17,680 ครั้ง
ประวัติความเป็นมาของยางพารา
ประวัติความเป็นมาของยางพารา

เปิดอ่าน 23,936 ครั้ง
"ครูเคยโทษตัวเองบ้างหรือไม่ ?" บทความกระแสคัดค้านการถ่ายโอนสู่ท้องถิ่น โดย วีระ สุดสังข์
"ครูเคยโทษตัวเองบ้างหรือไม่ ?" บทความกระแสคัดค้านการถ่ายโอนสู่ท้องถิ่น โดย วีระ สุดสังข์

เปิดอ่าน 13,312 ครั้ง
กูเกิลเจ๋งทดลอง"รถแห่งอนาคต Google Car "วิ่งได้เองบนท้องถนน
กูเกิลเจ๋งทดลอง"รถแห่งอนาคต Google Car "วิ่งได้เองบนท้องถนน

เปิดอ่าน 53,727 ครั้ง
เทคนิคการทำตลาดบน Social Media
เทคนิคการทำตลาดบน Social Media

เปิดอ่าน 30,136 ครั้ง
พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2)
พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2)

เปิดอ่าน 36,112 ครั้ง
โครงการเพชรในตม โครงการที่ให้ทุนนักเรียนเรียนครูเมื่อจบแล้วบรรจุเป็นครูโดยตรง
โครงการเพชรในตม โครงการที่ให้ทุนนักเรียนเรียนครูเมื่อจบแล้วบรรจุเป็นครูโดยตรง
เปิดอ่าน 2,167 ครั้ง
5 เรื่องควรรู้ก่อนส่งพัสดุไปออสเตรเลีย ถึงที่หมายปลอดภัย
5 เรื่องควรรู้ก่อนส่งพัสดุไปออสเตรเลีย ถึงที่หมายปลอดภัย
เปิดอ่าน 38,771 ครั้ง
กระบี่กระบอง
กระบี่กระบอง
เปิดอ่าน 11,157 ครั้ง
1 ปี "สตีฟ จ็อบส์" จากไป
1 ปี "สตีฟ จ็อบส์" จากไป
เปิดอ่าน 31,184 ครั้ง
ประโยชน์ใกล้ตัว พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน
ประโยชน์ใกล้ตัว พืชผักสวนครัวใกล้บ้าน

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ