ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่
เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
ผู้วิจัย นางอัมรินทร์ คำทวี
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านหนองเทา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2568
บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา โดยมีการวิจัย 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 22 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู จำนวน 15 คน ระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 22 คน และนักเรียนเรียน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) แบบทดสอบและ 4) แบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test หรือ Paired Samples t-test) และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุข ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน การศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้สามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563) ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก ควบคู่ไปกับการธำรงรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางสังคมของตน สำหรับประเทศไทย การจัดการศึกษาได้รับการกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยให้มีทักษะ ความรู้ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอก ได้แก่ กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณภาพกำลังคน และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และมีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2565) ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และสามารถขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ในบริบทของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ดิเรก วรรณเศียร (2566) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ว่า ควรเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ และพัฒนานวัตกรรมได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยกระบวนการทางปัญญาและกระบวนการทางสังคมควบคู่กัน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี มีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้สอนควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการจัดการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และศักยภาพของผู้เรียน พร้อมทั้งใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย และบูรณาการองค์ความรู้จากศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน รวมทั้งเน้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง สอดคล้องกับข้อเสนอของสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2566) ที่ระบุการจัดการเรียนรู้ควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถบรรลุผลลัพธ์ตามมาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตร โดยครูต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ใช้คำถามกระตุ้นการคิด และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง จากแนวคิดดังกล่าว ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ได้ลงมือปฏิบัติจริง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในสถานศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มิได้ขึ้นอยู่กับหลักสูตรหรือผู้เรียนเพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยสำคัญคือ ครู ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียนและระดับสถานศึกษา โดยครูจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ครูที่มีภาวะผู้นำดังกล่าวจะสามารถชักจูงและสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนครูเกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สอดคล้องกับ Lieberman and Miller (2004) ที่กล่าวว่า ภาวะผู้นำครูทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ทั้งในด้านวัฒนธรรม การทำงาน และคุณภาพของผู้เรียน การพัฒนาครูให้เป็นครูผู้นำ และใช้ภาวะผู้นำเพื่อปรับปรุง การเรียนการสอนในโรงเรียน และ วิจารณ์ พานิช (2556) ได้กล่าวว่า ในสภาวการณ์ที่เป็นยุคความรู้มีมากและสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ในสภาวการณ์เช่นนี้ ครูจึงมีความสำคัญมากขึ้นในการสร้างการเรียนรู้ วิธีการสร้างความรู้นั้นครูไม่เพียงแต่จะเอาใจใส่ผู้เรียน แต่ต้องมีทักษะในการจุดไฟในใจของผู้เรียนให้รักการเรียนรู้ ให้สนุกกับการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ โดยยึดหลักการสอนให้น้อย แต่เรียนให้มาก ครูต้องตั้งคำถามและตอบได้ว่าผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร และเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ในสิ่งเหล่านั้น ครูจะต้องทำอะไรหรือไม่ทำอะไรบ้าง ดังนั้น ครูจึงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่จะพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดผลดีกับผู้เรียน
การพัฒนาครูเป็นหัวใจของการพัฒนาผู้เรียน ดังพระราชกระแสรับสั่งด้านการศึกษาของรัชกาลที่ 9 (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ความตอนหนึ่งว่า เรื่องครูมีความสำคัญไม่น้อยกว่านักเรียน ปัญหาหนึ่ง คือ การขาดครู เพราะจำนวนไม่พอและครูย้ายบ่อย ดังนั้น ก่อนคัดเลือกเด็กที่จะพัฒนาต้องพัฒนาครูก่อน ให้พร้อมที่จะสอนเด็กให้ได้ผลตามที่ต้องการ จึงจะต้องคัดเลือกครูและพัฒนาครูต้องตั้งฐานะในสังคมของครูให้เหมาะสม และปลูกจิตสำนึกโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการ คือ การให้ทุนและอบรม กล่าวคือ ต้องมีความรู้ทางวิชาการในสาขาที่เหมาะสมที่จะสอน ต้องอบรมวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นครูที่แท้จริง คือ มีความรักความเมตตาต่อเด็ก ควรเป็นครูท้องที่เพื่อจะได้มีความผูกพันและคิดที่จะพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดของตน ไม่คิดย้ายไปย้ายมา
จากพระราชกระแสรับสั่งด้านการศึกษา ของรัชกาลที่ 9 ข้างต้น พบว่า การพัฒนาครูเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนานักเรียน เนื่องจากครูเป็นกลไกสำคัญในการจัดการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ (สำนักงานวิจัยและพัฒนาการศึกษา, 2559)
จากการศึกษาปัญหาการพัฒนาครูของชนิตา รักษ์พลเมือง และคณะ (2560) พบว่า ปัญหาการพัฒนาครูการศึกษาขั้นพื้นฐานมีปัญหาเชิงระบบที่สำคัญ คือ การพัฒนาครูไม่ยึดสมรรถนะ เน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ ขาดนวัตกรรมการพัฒนาที่ส่งผลต่อการพัฒนาสู่มืออาชีพ ไม่มีระบบการพัฒนาครูใหม่โดยเฉพาะ อีกทั้งขาดระบบเชื่อมโยง และจากภาพรวมของสภาพการดำเนินการพัฒนาครูไทยที่ผ่านมาโดยหน่วยงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน ยังคงมีลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการวางแผน ขาดการกำหนดทิศทาง และขาดข้อมูลในการพัฒนาครู ทำให้การพัฒนาครูเกิดความซ้ำซ้อน ขาดประสิทธิภาพ ดังผลการวิเคราะห์ปัญหาการพัฒนาครูของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) พบว่า การพัฒนาครูยังขาดการวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครู ทำให้กระบวนการไม่ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในชั้นเรียน อีกทั้งวิธีการพัฒนาครูที่แต่ละหน่วยงานนำไปใช้พัฒนาอยู่ในขณะนี้ยังคงใช้รูปแบบเดิม ๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2564) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงได้ดำเนินการตามโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนในระบบการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้แนวคิด ครูดี ครูเก่ง ระบบบริหารจัดการการศึกษาดี โรงเรียนไปได้ดี เด็กมีคุณภาพ และในปีงบประมาณ 2565 จึงกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาครูเพื่อรองรับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ การยกระดับคุณภาพครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน คือ มุ่งเน้นการสนับสนุนให้ครูรวมกลุ่มกันวางแผนและพัฒนาเทคนิคกระบวนการเรียนการสอนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสอนของนักเรียน เป็นครูดี ครูเก่ง มีศักยภาพ และพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับธงชัย คำปวง (2561) ที่กล่าวว่า การพัฒนาครูแบบใช้โรงเรียนเป็นฐานมีหลักการ แนวทางที่สำคัญ คือ เป็นการพัฒนาครูที่เป็นการฝึกอบรมหรือพัฒนาครูที่จัดขึ้นในโรงเรียนโดยโรงเรียนเป็นเจ้าของโครงการหรือแผนการฝึกอบรม เป็นกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนตามสภาพปัญหา และความต้องการของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของนักเรียนในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ พบว่ายังใช้วิธีการป้อนความรู้พื้นฐานจากครูสู่ผู้เรียนโดยวิธีการบรรยายความรู้หน้าชั้นเรียน เน้นการท่องจำซึ่งทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ แต่ขาดทักษะในด้านต่าง ๆ การสอนในรูปแบบดังกล่าวไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และทักษะที่สำคัญต่อผู้เรียน การสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางนี้ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ดังที่ทิศนา แขมมณี (2559) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนในลักษณะที่ครูเป็นศูนย์กลางนั้น ยึดครองอำนาจในการเรียนของผู้เรียนมานาน การเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าว ยังคงมีอยู่ในประเทศไทย ซึ่งครูใช้หลักการสอนแบบบรรยายซึ่งทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน และขาดความสนใจในการเรียน สอดคล้องกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2560) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน พบว่าการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนส่วนใหญ่เน้นการบรรยาย และยังใช้สื่อนวัตกรรมการสอนน้อย ครูส่วนใหญ่จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ แต่ไม่ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนไว้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่ได้ฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ทำให้การสอนไม่มีประสิทธิภาพ
โรงเรียนบ้านหนองเทาเป็นสถานศึกษาขนาดกลางที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับพื้นที่ จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ในรอบที่ 1 (พ.ศ. 2547) รอบที่ 2 (พ.ศ. 2550) และรอบที่ 3 (พ.ศ. 2554) พบว่า โรงเรียนยังมีข้อจำกัดสำคัญในมาตรฐานด้านผู้เรียน โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 4 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ความรู้และทักษะตามหลักสูตร และมาตรฐานที่ 6 ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการอ่าน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการประเมินอยู่ในระดับ พอใช้ อย่างต่อเนื่องทั้ง 3 รอบ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่ยังไม่สามารถยกระดับได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงประจักษ์ล่าสุดจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ปีการศึกษา 2567 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน รายละเอียดดังตารางที่ 1 3
ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบกับเกณฑ์
ค่าเฉลี่ยที่โรงเรียนกำหนด ปีการศึกษา 2567
ชั้น สาระการเรียนรู้ เกณฑ์ค่าเฉลี่ย
ที่โรงเรียนกำหนด (คะแนน) ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (คะแนน) ผลต่าง (±)
ม.3 ภาษาไทย 75.00 57.17 -17.83
คณิตศาสตร์ 75.00 43.33 -31.67
วิทยาศาสตร์ 75.00 66.67 -8.33
ภาษาอังกฤษ 75.00 70.00 -5
ตารางที่ 2 ข้อมูลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเทา ปีการศึกษา 2567
ชั้น สาระการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยระดับประเทศ (คะแนน) ค่าเฉลี่ยระดับโรงเรียน (คะแนน) ผลต่าง (±)
ป.6
(O-NET) ภาษาไทย 54.20 50.14 -4.06
คณิตศาสตร์ 29.21 28.17 -1.04
วิทยาศาสตร์ 42.87 42.78 -0.09
ภาษาอังกฤษ 33.49 23.96 -9.53
ตารางที่ 3 ข้อมูลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเทา ปีการศึกษา 2567
ชั้น สาระการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยระดับประเทศ (คะแนน) ค่าเฉลี่ยระดับโรงเรียน (คะแนน) ผลต่าง (±)
ม.3
(O-NET) ภาษาไทย 48.97 37.58 -11.39
คณิตศาสตร์ 26.53 26.37 -0.16
วิทยาศาสตร์ 34.22 32.55 -1.67
ภาษาอังกฤษ 30.93 27.50 -3.43
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เรียนยังขาดสมรรถนะสำคัญทั้งด้านความรู้ ทักษะการคิด และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานการศึกษา
เมื่อวิเคราะห์เชิงสาเหตุร่วมกับข้อมูลจากรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ระดับการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนบ้านหนองเทา ปีการศึกษา 2567 บทสรุปของผู้บริหาร พบว่า ครูโรงเรียนบ้านหนองเทา ส่วนใหญ่ใช้การสอนแบบบรรยาย เน้นการบอกความรู้กับผู้เรียนเป็นหลัก เน้นให้ผู้เรียนฟัง และจดจำในสิ่งที่ครูสอน ไม่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไม่ได้จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ครูต่างคนก็ต่างทำงาน ครูไม่มีภาวะผู้นำในด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไม่สามารถชักจูงเพื่อนครูให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ เนื่องจากว่า การพัฒนาครูของโรงเรียนบ้านหนองเทา ในปัจจุบันเน้นการใช้รูปแบบส่งให้ครูไปเข้ารับการอบรมจากหน่วยงานต้นสังกัด และหรือบริษัทเอกชนที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ นอกโรงเรียน
ปัญหาการพัฒนาครูดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากข้อจำกัดเชิงระบบในการพัฒนาครูแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อ ภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครู ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา กล่าวคือ ครูส่วนใหญ่ยังขาดความสามารถในการเป็นผู้นำการเรียนรู้ (Instructional/Teacher Leadership) ที่สามารถออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก สร้างแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับห้องเรียนและระดับโรงเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของ York-Barr and Duke (2004) ที่อธิบายว่า ภาวะผู้นำของครูเป็นกระบวนการที่ครูมีอิทธิพลต่อเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร และผู้เรียน เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้และผลลัพธ์ของผู้เรียน หากครูขาดภาวะผู้นำดังกล่าว จะทำให้การพัฒนาการเรียนการสอนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง นอกจากนี้ Spillane (2006) ยังชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำแบบกระจาย (Distributed Leadership) ซึ่งครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการเรียนรู้ร่วมกับผู้บริหาร หากครูขาดบทบาทดังกล่าว จะส่งผลให้การดำเนินงานในสถานศึกษาขาดพลังในการขับเคลื่อน
เมื่อพิจารณาบริบทของโรงเรียนบ้านหนองเทา พบว่า ครูส่วนใหญ่ยังคงจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย เน้นการถ่ายทอดความรู้ ไม่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ขาดการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ และการลงมือปฏิบัติจริง อีกทั้งครูยังขาดภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ ไม่สามารถชักจูงหรือสร้างแรงจูงใจให้เพื่อนครูร่วมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้ ส่งผลให้การพัฒนาการเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะ ต่างคนต่างทำ ขาดการทำงานเป็นทีมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างชัดเจน โดยพบว่านักเรียนมีผลการประเมินสมรรถนะสำคัญด้านความสามารถในการคิดอยู่ในระดับดีดีมากเพียงร้อยละ 66.67 ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ (ร้อยละ 75.00) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ยังไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะได้อย่างเต็มศักยภาพ
ดังนั้น การพัฒนาครูในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการอบรมแบบเดิมไปสู่การ เสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครู ที่เน้นการพัฒนาครูจากบริบทจริงในสถานศึกษา (School-Based Development) ส่งเสริมให้ครูมีบทบาทเป็นผู้นำในการออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีความสามารถในการทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาทั้งแนวคิด ทฤษฎี และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาพบว่า แม้จะมีการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการพัฒนาครูในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาด รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครู ที่มีลักษณะเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ซึ่งสามารถพัฒนาครูให้มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง นอกจากนี้ การพัฒนาครูที่ผ่านมา ยังมีลักษณะเป็นการดำเนินงานแบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการองค์ประกอบสำคัญ เช่น การพัฒนาศักยภาพครู การนิเทศติดตาม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ส่งผลให้การพัฒนาครูไม่สามารถเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนา รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ ที่มีลักษณะเป็นระบบ สามารถบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ ของการพัฒนาครูเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา
ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการพัฒนา รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองเทา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ สามารถทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
คำถามวิจัย
1. ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 เป็นอย่างไร
2. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และมีลักษณะอย่างไร
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 เป็นอย่างไร
4. ผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับใด
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
3. เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
4. เพื่อประเมินรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาคุณภาพอย่างรอบด้านจากการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เกิดจากการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง อันส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพผู้เรียนสูงขึ้น
2. ครูได้รับการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ ทำให้มีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน ทันสมัย สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา เกิดความมั่นใจและแรงจูงใจในการพัฒนาการสอนของตนเองอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม และบุคลากรทางการศึกษา เช่น ผู้บริหารและศึกษานิเทศก์ สามารถใช้รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เป็นแนวทางในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสมรรถนะครูได้อย่างเป็นระบบ ตลอดจนประยุกต์ใช้ในการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
3. โรงเรียนสามารถนำรูปแบบที่พัฒนาแล้วไปใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ทั้งระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม
4. สถานศึกษาสามารถนำรูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่มุ่งพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เสริมสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของสถานศึกษาให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น
5. ผลการวิจัยเรื่อง รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัล อีกทั้งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้อ้างอิง ต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบการบริหารและการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
6. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมเชิงการบริหาร สามารถปรับใช้ได้อย่างยืดหยุ่นตามบริบทของสถานศึกษาอื่น มีแนวทางและคู่มือการดำเนินงานที่ชัดเจน ช่วยส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูอย่างเป็นระบบ สามารถนำไปใช้ในการฝึกอบรม พัฒนาครู ตลอดจนต่อยอดองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
7. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ช่วยสนับสนุนผู้บริหารสถานศึกษา ในการวางแผนและขับเคลื่อนการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับหลักสูตรและนโยบายการศึกษา ทำให้การบริหารจัดการภายในโรงเรียนมีความชัดเจน เป็นระบบ และมุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านคุณภาพผู้เรียน อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินตนเองของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาและยกระดับการจัดการเรียนรู้ของครูได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
8. รูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาการบริหารและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูให้กับสถานศึกษาอื่นได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษา และเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนาองค์กรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ขอบเขตของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ที่เป็นการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ซึ่งกำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้
ขอบเขตด้านเนื้อหา
องค์ประกอบของการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย 1) การวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกของครูยุคใหม่ 3) การเลือกใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ของครูยุคใหม่ และ 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของครูยุคใหม่
ขอบเขตด้านประชากร และกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านหนองเทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (ซึ่งไม่รวมผู้อำนวยการสถานศึกษา ในฐานะกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนครู จำนวน 1 คน) และนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 รวมจำนวน 122 คน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ 24 ตัวชี้วัด ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การใช้สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การนำผลการประเมินไปใช้ การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ การทำงานร่วมกันแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และคุณลักษณะความเป็นครู โดยความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รองลงมาคือ ด้านการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และด้านการวางแผนและออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก
2. ผลการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) การดำเนินการ และ 5) การประเมินผล โดยผลการตรวจสอบยืนยันจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และคู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสู่คุณภาพผู้เรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
4. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า คุณภาพผู้เรียนมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งผลการประเมิน RT, NT, O-NET และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยนักเรียนมีความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 รูปแบบมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบและการจัดการเรียนรู้ภายใต้รูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
คำสำคัญ: รูปแบบ; ภาวะผู้นำทางการเรียนรู้ของครูยุคใหม่; การจัดการเรียนรู้เชิงรุก; คุณภาพผู้เรียน