ในยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงอย่างพลวัตของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญและดิสรัปชัน ระบบการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งในมิติของหลักสูตร สื่อ นวัตกรรม และบทบาทของครูผู้สอน จาก "ผู้บรรยายเนื้อหา" สู่การเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้"
อย่างไรก็ตาม การที่จะขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เช่น แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) หรือการนำ AI มาใช้ในชั้นเรียนให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ตัวแปรสำคัญที่สุดคือ "ครูผู้สอน" ซึ่งเป็นผู้ส่งต่อความรู้ไปยังผู้เรียน จากการศึกษารายงานผลการดำเนินงานนิเทศในโรงเรียนนำร่องระดับมัธยมศึกษาที่มีศักยภาพ ในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต1 จำนวน 22 โรงเรียน สามารถนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการนิเทศการศึกษาออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้
มิติที่ 1 ความต้องการด้านองค์ความรู้และทักษะเฉพาะทาง ครูผู้สอนมีความต้องการจำเป็นในด้านการยกระดับสมรรถนะดิจิทัล อย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐาน แต่ต้องการการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิธีวิทยาการสอน ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นย่อยได้ดังนี้
1) ครูจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะการป้อนคำสั่งหรือการสื่อสารกับ AI (เช่น ChatGPT, Gemini, Canva AI) เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพของ AI มาช่วยออกแบบสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น
2) ครูมีความต้องการใช้ AI เพื่อลดภาระงานธุรการ การเขียนแผนการสอน และการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล (เช่น Rubrics & Feedback) เพื่อให้ครูมีเวลาไปโฟกัสกับการดูแลและกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนมากขึ้น
3) ครูต้องการความรู้ในการสอดแทรกเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงเบ็ดเสร็จ
มิติที่ 2 ความต้องการด้านกระบวนการนิเทศและจิตวิทยาเชิงบวก จากการถอดบทเรียนการใช้กระบวนการนิเทศแบบดั้งเดิม (เช่น PIDRE Model) พบข้อจำกัดว่า การนิเทศที่มุ่งเน้นความเป็นระบบตามลำดับขั้นแบบตายตัว อาจสร้างความกดดันและไม่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ครูจึงมีความต้องการจำเป็นด้านกระบวนการนิเทศแนวใหม่ ดังนี้
1) ครูมีความต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยในการเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากครูบางส่วนยังคงมีความกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนบทบาทของมนุษย์ การนิเทศจึงต้องเริ่มจากการปรับทัศนคติแบบเปิดรับ และสร้างทัศนคติเชิงบวกก่อนการลงมือปฏิบัติ
2) ครูต้องการผู้นิเทศที่มีลักษณะเป็น "กัลยาณมิตร" หรือ "เพื่อนคู่คิด" ที่พร้อมลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ในชั้นเรียนจริง ช่วยสะท้อนคิด เพื่อชี้จุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ตัดสินหรือสั่งการ
มิติที่ 3 ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มสนับสนุน ในเชิงวิชาการ ปัจจัยแวดล้อมและสภาพปัญหาในสถานศึกษา เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ จากการวิเคราะห์บริบทโรงเรียนในเมืองพบความต้องการจำเป็นดังนี้
1) ครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาต้องการเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม (เช่น NDLP) ที่มีความน่าสนใจในรูปแบบ Interactive และวิดีโอคุณภาพสูง รวมถึงคลังข้อสอบที่ได้มาตรฐานสำหรับการสอบแข่งขัน และระบบ AI แนะนำบทเรียนตามจุดอ่อนรายบุคคล
2) แม้จะเป็นโรงเรียนในเขตเมือง แต่ยังคงมีนักเรียนบางส่วนจากครอบครัวเปราะบางที่ขาดแคลนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และบางโรงเรียนยังมีข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียรเมื่อใช้งานพร้อมกันทั้งห้อง จึงมีความต้องการการสนับสนุนด้านงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานและโครงการยืมเรียนอุปกรณ์
บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการนิเทศด้าน AI ชี้ให้เห็นว่า "หัวใจของการนิเทศยุคใหม่ไม่ใช่การควบคุม แต่คือการเสริมพลัง " หากต้องการให้การขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษาเกิดความยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้
ระดับสถานศึกษาต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมและเสถียร รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลรองรับนักเรียนกลุ่มเปราะบางเพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้
ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนกลาง ควรขยายผลรูปแบบการนิเทศที่เน้นจิตวิทยาและกัลยาณมิตร ตลอดจนร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เช่น สสวท. มหาวิทยาลัย หรือองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Microsoft, Canva, Apple ในการจัดทำคลังสื่อกลางที่รวบรวม Prompt ต้นแบบ หรือแผนการสอนตัวอย่าง เพื่อแชร์ร่วมกันในชุมชนวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง