บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานักเรียนในการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษ ความเข้าใจให้กับนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปจำนวน 2 เล่ม กลมเป้าหมายที่ใช้ในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านหัวถนน จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ส่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกหัดเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป ควบคู้กับแผนการจัดการเรียนรู้
สรุปงานวิจัย
การวิจัยเรื่อง การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจผ่านนิทานอีสป ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีความสำคัญต่อการสื่อสาร การศึกษา และการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาในการอ่านและทำความเข้าใจความหมายของคำศัพท์และเนื้อเรื่อง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการอ่านและสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหัวนบ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง The Crow and the Pitcher และ The Hare and the Turtle ควบคู่กับแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสป มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 60 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกเสริมทักษะดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความสนใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทนำและวัตถุประสงค์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิดของนักวิชาการ (บัณฑิต ฉัตรวิโรจน์ และสมพิศ แสงศิริรักษ์) ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านนิทานอีสปและใช้ขั้นตอนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactional Approach) 4 ขั้นตอน ได้แก่ การคาดเดาเรื่อง (Predicting), การตั้งคำถาม (Questioning), การสรุป (Summarizing) และการอธิบายให้ชัดเจน (Clarifying)
วิธีดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะโดยยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ เริ่มจากเนื้อหาที่ง่ายไปหายยาก มีภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ และใช้กระบวนการสอน 3 ขั้นหลัก คือ:
ขั้นนำเสนอเนื้อหา (Presentation): นำเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบทที่คุ้นเคย
ขั้นฝึก (Practice): การฝึกใช้ภาษาแบบควบคุมและแบบกึ่งอิสระ
ขั้นใช้ภาษา (Production): การนำทักษะการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 13 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ (P), ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัย
จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ พบผลลัพธ์ดังนี้: จำนวนนักเรียน 13 คน คะแนนรวมก่อนเรียน 84 คะแนน (ร้อยละ 28) คะแนนรวมหลังเรียน 208 คะแนน (ร้อยละ 69)
สรุปและอภิปรายผล
คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มสูงขึ้นจากก่อนเรียน 62 คะแนน คิดเป็นร้อยละความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ความสำเร็จนี้เกิดจากการเลือกเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัย (นิทานอีสป) และแบบฝึกที่มีขั้นตอนชัดเจน สอดคล้องกับงานวิจัยของ วรารัตน์ ชอเชวี (2556) ที่ระบุว่าการฝึกทักษะการอ่านจากนิทานช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน