ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ

1. ความเป็นมาและความสำคัญวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

1.1 เหตุผลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความเป็นมาหรือความต้องการ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์สันติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชการที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 มีพระราชดำริ ความว่า “เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของชาวประชาชนชาวไทยทั้งปวง กอปรกับพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ การสร้างคนดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงมีพระราโชบายเพื่อสืบสานพระปณิธานแห่งองค์พระบรมชนกนาถในการสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง โดยทรงมุ่งเน้นให้การต้องเสริมสร้างพื้นฐานแก่นักเรียน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2) การมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม 3) การมีงานทำ มีอาชีพ และ 4) การเป็นพลเมืองดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2564)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 - 2579 มุ่งสู่ Thailand 4.0 ได้กำหนดนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เริ่มตั้งแต่ประชากรวัยเรียนทุกช่วงวัย และการพัฒนาครู เพราะครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้คนไทยเป็นคนดี มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถ และเป็นต้นแบบด้านคุณธรรมและจริยธรรม (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2563)

กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง โดยจัดให้มีรูปแบบ วิธีการ หรือกระบวนการในการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ซึ่งในการจัดการศึกษาโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อนำผู้เรียนก้าวไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา คือ การสร้างผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569-2570 ด้านการปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติและน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

นโยบายและทิศทางการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้การบริหารงานโดย ดร.ภิรมย์ จีนธาดา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นเรื่อง น้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ

โรงเรียนบ้านเกะรอ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 พบว่า เป็นพื้นที่ติดราบลุ่มกับแม่น้ำสายบุรี โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน จะได้รับผลกระทบกับอุทกภัยน้ำท่วมทุกๆ ปี และชุมชนบริเวณโดยรอบโรงเรียนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนา ทำไร่ ทำสวน ค้าขายและรับจ้างทั่วไป ส่งผลทำให้ผู้ปกครองมีรายได้ครอบครัวลดลง นักเรียนขาดเรียน มาเรียนไม่ต่อเนื่อง เดินทางลำบากทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย และมีพื้นฐานทางด้านครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลทำให้นักเรียนขาดภูมิคุ้มกันที่ดีในการดำรงชีวิตประจำวัน

จากความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว โรงเรียนบ้านเกะรอ จึงได้ดำเนินการเรื่อง การบริหารน้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ KEHRO Model ของโรงเรียนบ้านเกะรอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและสถานศึกษาประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

1.2 แนวคิดหลักการ ทฤษฎี รูปแบบ วิธีการ

ในการดำเนินการพัฒนาการศึกษาที่เป็นเลิศ เรื่อง น้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วยกระบวนการบริหารรูปแบบ KEHRO Model ร่วมกับวงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาผู้เรียน ครู และสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยอาศัยกระบวนการบริหารเชิงคุณภาพ การมีส่วนร่วมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนี้

1. K : Knowledge (การสร้างความรู้ความเข้าใจ)

2. E : Engagement (การมีส่วนร่วม)

3. H : Holistic Development (การพัฒนาอย่างรอบด้าน)

4. R : Result-based Management (การบริหารมุ่งผลลัพธ์)

5. O : Organization for Sustainability (องค์กรแห่งความยั่งยืน)

2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

2.1 วัตถุประสงค์

2.1.1 เพื่อพัฒนานักเรียนทุกคนให้มีพื้นฐานทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และนำไปบูรณาการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องดีงาม

2.1.2 เพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง ได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

2.1.3 เพื่อพัฒนาสถานศึกษามีผลงานนวัตกรรมการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ จนเป็นแบบอย่างที่ดี

2.2 เป้าหมาย

2.2.1 เป้าหมายเชิงปริมาณ

1) นักเรียนร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ

2) ครูร้อยละ 80 ของจำนวนครูทั้งหมด สามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่บูรณาการแนวคิดตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10

3) สถานศึกษามีโครงการหรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างน้อย 1 โครงการ และบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปี

2.2.2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ

1) นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีวินัย มีจิตสาธารณะ และสามารถน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

2) ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ มีนวัตกรรมหรือรูปแบบการสอนที่สะท้อนพระบรมราโชบายด้านการศึกษา และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชั้นเรียน

3) สถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีการขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนและชุมชน

3. กระบวนการของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) / โมเดล

3.1 การออกแบบนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

“KEHRO Model” เป็นรูปแบบการบริหารสถานศึกษาที่มุ่งนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษามาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาผู้เรียน ครู และสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยกระบวนการบริหารเชิงคุณภาพ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนี้

1. K : Knowledge (การสร้างความรู้ความเข้าใจ)

เป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะการดำเนินงานจะเกิดผลได้ บุคลากรต้องมีความเข้าใจที่ตรงกัน

แนวทางดำเนินการ

1) ศึกษาพระบรมราโชบายด้านการศึกษาอย่างถูกต้อง

2) วิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา

3) ศึกษานโยบาย สพฐ. และหลักสูตรแกนกลาง

4) ประชุมสร้างความเข้าใจร่วมของครูและบุคลากร

2. E : Engagement (การมีส่วนร่วม)

การบริหารที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

แนวทางดำเนินการ

1) เปิดโอกาสให้ครูร่วมวางแผน

2) เชิญผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ

3. H : Holistic Development (การพัฒนาอย่างรอบด้าน)

เป็นขั้นตอนการนำแผนไปปฏิบัติ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรม

แนวทางดำเนินการ

1) บูรณาการพระบรมราโชบายในแผนการจัดการเรียนรู้

2) จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

3) ส่งเสริมทักษะอาชีพและทักษะชีวิต

4. R : Result-based Management (การบริหารมุ่งผลลัพธ์)

เป็นขั้นตอนของการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล

แนวทางดำเนินการ

1) กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน

2) นิเทศภายใน

3) ประเมินผลโครงการและกิจกรรม

5. O : Organization for Sustainability (องค์กรแห่งความยั่งยืน)

เป็นขั้นตอนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

แนวทางดำเนินการ

1) สรุปบทเรียน (Lesson Learned)

2) ปรับปรุงแผนงาน

3) พัฒนานวัตกรรมการบริหาร

3.2 กระบวนการดำเนินการเรื่อง น้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ โดยใช้วงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA ดังนี้

1. การวางแผน (P : Plan)

1.1 ศึกษาข้อมูลสภาพบริบทของสถานศึกษาโรงเรียนบ้านเกะรอ

1.2 ศึกษาคู่มือแนวทางการดำเนินงานโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

1.3 ผู้บริหารสถานศึกษาประชุมชี้แจงสร้างความรู้ความเข้าใจและให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสภานักเรียน

2. การดำเนินการ (D : Do)

2.1 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษา

2.2 ครูร่วมกันวิเคราะห์คุณภาพผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา กำหนดกิจกรรมหรือวิธีการดำเนินงานโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วและเหมาะสมกับสภาพบริบทเชิงพื้นที่ ชุมชน และสังคม

2.3 ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามโครงการน้อมพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ รวมทั้งสร้างความตระหนักในตนเองในการขับเคลื่อนโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษา และนำความรู้ที่ได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC)

2.4 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูร่วมกันกำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานให้เห็นกิจกรรมสำคัญในระดับห้องเรียนและสถานศึกษา

2.5 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูดำเนินการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการบริหารงานน้อมนำพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติรูปแบบ KEHRO Model

3. การตรวจสอบ/ประเมินผล (C : Check)

ผู้บริหารสถานศึกษาและครู นิเทศ กำกับ ติดตามผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามโครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

4. การปรับปรุง/แก้ไข (A : Act)

รวบรวม วิเคราะห์ สรุปรายงานผลข้อมูลพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ แล้วนำมาวิเคราะห์ SWOT เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อนำมาใช้พัฒนากระบวนการในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้เรียนและสถานศึกษา รวมทั้งรายงานผลและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนรับทราบ

3.3 การดำเนินการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเรื่อง น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา ของโรงเรียนบ้านเกะรอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1

1. การมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง

ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อชาติบ้านเมือง มีความยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์และมีความรักเอื้ออาทรต่อบุคคลในครอบครัวและชุมชนของตนเอง โครงการหรือกิจกรรมที่สร้างผู้นำในการปกป้องและหวงแหน สถาบันชาติ สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมและนำความรู้ที่ได้จากการร่วมกิจกรรมมาเผยแพร่ต่อไปในโรงเรียน และเป็นผู้นำในกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่น ยืนตรงเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ อธิบายความหมายของเพลงชาติ ได้ถูกต้องมีความภาคภูมิใจในการเป็นชาติไทย มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางศาสนาที่โรงเรียนจัดขึ้น ประพฤติตนตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือเป็นแบบอย่างและผู้นำที่ดีของศาสนาที่ตนนับถือ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น แสดงความชื่นชมต่อพระราชกรณียกิจพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ นำผลงานที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีน้ำใจ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อต่อสมาชิกในชุมชนและสังคม ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคม เป็นแบบอย่างที่ดี สามารถเสนอแนะและเป็นผู้นำในการปฏิบัติตนตามทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง ประกอบด้วย

1.1 มีความรู้ความเข้าใจต่อบ้านเมือง

1.1.1 การปฏิบัติตนตามกฎกติกา กฎระเบียบ กฎหมายของครอบครัว ชุมชนและชาติบ้านเมือง

1.1.2 การแสดงออกตามวัฒนธรรม ประเพณีและเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมือง

1.1.3 การชักชวน โน้มน้าวให้ผู้อื่นปฏิบัติตามกฎกติกา กฎระเบียบ กฎหมาย วัฒนธรรมประเพณีของครอบครัว ชุมชน และชาติบ้านเมือง

1.2 ยึดมั่นในศาสนา

1.2.1 การปฏิบัติตามหลักและคำสอนของศาสนาที่นับถือ

1.2.2 การเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยความเต็มใจหรือศรัทธา

1.2.3 การชักชวนโน้มน้าวให้ผู้อื่นปฏิบัติตามหลักและคำสอนของศาสนาที่นับถือเข้าร่วม หรือส่วนร่วมเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

1.3 มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์

1.3.1 การกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมที่แสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

1.3.2 การแสดงถึงความรักและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์

1.3.3 เข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

1.4 มีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวและชุมชนของตน

1.4.1 การมีความตระหนักและมีพฤติกรรมในการเป็นผู้มีความโอบอ้อมอารีและคำนึงถึง ผลที่เกิดขึ้นต่อตนเองและผู้อื่นทั้งในครอบครัว โรงเรียนชุมชนและสังคม

1.4.2 การเป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารีและคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อ ตนเองและผู้อื่นทั้งในครอบครัว โรงเรียน ชุมชนและสังคม

1.4.3 การชักชวนหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าของการเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารี และคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อ ตนเองและผู้อื่นทั้งในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม

2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง–มีคุณธรรม

ผู้เรียนรู้จักแยกแยะสิ่งที่ผิด-ชอบ/ชั่ว-ดี ปฏิบัติ แต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ปฏิเสธสิ่งที่ผิด ไม่หลงไปในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นคนดีเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ สังคม และช่วยกันสร้างคนดีให้กับบ้านเมือง ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่ นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ทุจริต การสอบ ไม่พูดโกหก ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุข ไม่มีพฤติกรรม เชิงชู้สาวไม่มีพฤติกรรมทะเลาะวิวาท ช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ตลอดจนเป็นผู้นำผู้อื่นในการปฏิบัติตนให้มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม

2.1 รู้จักแยกแยะสิ่งที่ ผิด-ชอบ/ชั่ว-ดี

2.1.1 มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ควรกระทำและไม่ควรกระทำได้อย่างถูกต้อง

2.1.2 สามารถสังเคราะห์การกระทำสิ่งที่ไม่ดีและสิ่งที่ดี

2.1.3 ตัดสินใจในการกระทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

2.1.4 ตระหนักรู้เท่าทันสิ่งเสพติดอบายมุข

2.2 ช่วยสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง

2.2.1 มีความตระหนักและมีพฤติกรรมเป็นจิตอาสา

2.2.2 มีจิตสาธารณะดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม

2.2.3 ยกย่อง ชื่นชม แสดงความยินดีกับผู้อื่นด้วยความจริงใจ

3.1 การฝึกอบรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร ต้องมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำงานเป็นและ มีงานทำในที่สุด

3.1.1 จัดหลักสูตรให้ผู้เรียนสู่เส้นทางอาชีพที่สนใจได้

3.1.2 ผู้เรียนบอกแนวทางในการประกอบอาชีพในโลกปัจจุบันได้

3. มีงานทำ-มีอาชีพ

ผู้เรียนได้รับการฝึกฝนและอบรมด้านอาชีพในสถานศึกษา รู้จักตนเองในการประกอบอาชีพในอนาคต ปลูกฝังให้มีนิสัยรักในงานที่ทำ ทำงานเป็น มีความอดทน มีความมุ่งมั่น พยายามจนสามารถทำงานนั้นบรรลุผล สำเร็จ ผู้เรียนสามารถนำความรู้ด้านอาชีพที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงการรักการทำงาน ขยัน อดทน ทำงานจนสำเร็จ ทำงานเป็น และสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยการตั้งใจและพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ แก้ปัญหาและอุปสรรคการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ และสามารถทำงานเป็นทีมได้ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และนำความรู้เรื่อง การทำงานไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ปฏิบัติงานอาชีพที่ตนสนใจได้และสามารถหารายได้ให้กับตนเองและครอบครัวจากงานอาชีพได้รวมทั้งแนะนำหรือเป็นผู้นำในการสร้างอาชีพได้

3.1 การฝึกอบรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร ต้องมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำงานเป็นและมีงานทำในที่สุด

3.1.1 จัดหลักสูตรให้ผู้เรียนสู่เส้นทางอาชีพที่สนใจได้

3.1.2 ผู้เรียนบอกแนวทางในการประกอบอาชีพในโลกปัจจุบันได้

3.1.3 ผู้เรียนมีสมรรถนะพื้นฐานในการประกอบอาชีพที่สนใจได้

3.2 ต้องสนับสนุนผู้เรียนสำเร็จหลักสูตรให้มีอาชีพ มีงานทำ จนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

3.2.1 ผู้เรียนมีสมรรถนะพื้นฐานในการประกอบอาชีพที่สนใจได้

3.2.2 ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพตามความตระหนักและความสนใจของตนเอง

4. เป็นพลเมืองดี

ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีความรับผิดชอบต่องานของตนเอง ครอบครัว สถานศึกษาและสถานประกอบการ ร่วมถึงส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทำหน้าที่เป็นผลเมืองดีด้วยความเต็มใจ จิตอาสาในการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความรับผิดชอบต่องานของตน ส่วนรวมมีจิตอาสา ช่วยเหลือ มีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ของชุมชนและสังคม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักรับผิดชอบต่อการกระทำของตน มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม รวมถึงการเป็นผู้นำในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม

4.1 หน้าที่พลเมือง

4.1.1 เคารพและปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ วัฒนธรรม จารีต ประเพณีของสังคมได้

4.1.2 รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความอดทน สามารถควบคุมอารมณ์ได้ มีน้ำใจนักกีฬารู้จักการให้อภัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

4.1.3 ครอบครัว สถานศึกษาและสถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักและเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น

4.1.4 สร้างความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของการอยู่ร่วมกันในสังคม

4.2 จิตอาสา

4.2.1 เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

4.2.2 โน้มน้าวให้ผู้อื่นเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ มีจิตอาสาในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นสาธารณะ (โรงเรียน ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ประชาคมโลกและสิ่งแวดล้อม)

4. ผลสำเร็จของการดำเนินงานและประโยชน์ที่ได้รับ

4.1 ผลที่เกิดตามวัตถุประสงค์

จากการนำนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติด้วย “KEHRO Model” มาใช้ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนบ้านเกะรอ ทำให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. นักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีพื้นฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และนำไปบูรณาการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องดีงาม

2. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครอง ได้รับการพัฒนาในการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

3. สถานศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ

4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน

โรงเรียนบ้านเกะรอได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาจากการที่ได้ร่วมประชุมหารือ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก เพื่อทราบถึงปัญหาและร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการศึกษา โดยผลที่เกิดจากการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาในการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ

1. ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน

นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา โดยสามารถน้อมนำหลักคิดไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมีวินัย ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข อีกทั้งยังมีพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเชื่อมโยงกับบริบทจริงของชีวิต นอกจากนี้ นักเรียนยังมีภูมิคุ้มกันทางสังคม รู้เท่าทันและสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ยาเสพติดและอบายมุข และการทำงานร่วมกัน

2. ผลที่เกิดขึ้นกับครูและบุคลากรทางการศึกษา

มีการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยสามารถน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษามาออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ ครูมีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ซึ่งช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็มีความเข้าใจในแนวทางการจัดการศึกษาและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียนมากยิ่งขึ้น

3. ผลที่เกิดขึ้นกับสถานศึกษา

การดำเนินงานตาม KEHRO Model ส่งผลให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เกิดเป็นนวัตกรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) ซึ่งสามารถเผยแพร่และขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นได้ อีกทั้งยังส่งผลให้สถานศึกษามีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมทั้งมีการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามมาตรฐานการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต้นสังกัดและเครือข่ายทางการศึกษา

4. ผลที่เกิดขึ้นกับชุมชน

เกิดความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ชุมชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น และเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สถานศึกษายังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่งผลให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

4.3 ประโยชน์ที่ได้รับ

1. ด้านนักเรียน นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อันเป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญและบูรณาการพระบรมราโชบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และจิตสาธารณะ ซึ่งส่งผลให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

2. ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อให้เกิดการยกระดับสมรรถนะทางวิชาชีพอย่างเป็นระบบ ครูสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน โดยมีการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษามาใช้เป็นกรอบแนวคิดหลักในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดรูปแบบการสอนที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล นอกจากนี้ การดำเนินงานยังส่งเสริมให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เข้มแข็ง ทำให้ครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผลการปฏิบัติงาน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างแท้จริง

3. ด้านสถานศึกษา การดำเนินงานดังกล่าวช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษาให้มีความเป็นระบบ ชัดเจน และตรวจสอบได้ โดยมี KEHRO Model เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ส่งผลให้สถานศึกษาสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายและบริบทของพื้นที่ เกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) สามารถเผยแพร่และขยายผลได้ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

4. ด้านชุมชน เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบทบาทร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ชุมชนมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการศึกษาเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

5. ด้านเครือข่าย การดำเนินงานตามนวัตกรรม KEHRO Model ของโรงเรียนบ้านเกะรอ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงประจักษ์ด้านเครือข่ายความร่วมมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยส่งผลให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน ผู้ปกครอง และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เครือข่ายดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการร่วมวางแผน พัฒนา สนับสนุน และขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและนโยบายระดับชาติ

5. บทเรียนที่ได้รับ

5.1 องค์ความรู้ ข้อคิดเชิงหรือข้อค้นพบ จากการนำนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติด้วย “KEHRO Model”

การดำเนินงานตามนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติด้วย KEHRO Model ของโรงเรียนบ้านเกะรอ ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ ข้อคิดเชิงหรือข้อค้นพบที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในบริบทอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนี้

1. การพัฒนาการศึกษาที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องยึด “บริบทเป็นฐาน” โดยการวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ และศักยภาพของสถานศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ส่งผลให้การกำหนดแนวทางพัฒนามีความสอดคล้อง เหมาะสม และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง อันเป็นการลดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

2. การน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติจะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดเมื่อมีการ “บูรณาการอย่างเป็นระบบ” ผ่านกระบวนการบริหารจัดการที่ชัดเจน เช่น KEHRO Model ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบแนวคิดในการเชื่อมโยงนโยบายสู่การจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน ทำให้ครูสามารถแปลงแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กิจกรรมการเรียนรู้ที่จับต้องได้ และผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีความหมาย

3. “พลังของการมีส่วนร่วม” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยการเปิดโอกาสให้ครู บุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายภายนอก เข้ามามีบทบาทร่วมในการวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผล ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และความรับผิดชอบต่อคุณภาพผู้เรียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความยั่งยืนของการพัฒนา

4. การพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)” เป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เนื่องจากช่วยให้ครูเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การจัดการเรียนรู้มีคุณภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

5. การสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางคุณธรรมและสังคม” ให้กับผู้เรียน เป็นแนวทางเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาในภายหลัง โดยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และทักษะชีวิต ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงได้ด้วยตนเอง

6. การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัย “การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง” โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน การติดตาม ตรวจสอบ และสะท้อนผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้สถานศึกษาสามารถปรับปรุงและพัฒนาได้อย่างทันท่วงที และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

โดยสรุป บทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินงานตาม KEHRO Model สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาการศึกษาที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งบริบท การมีส่วนร่วม กระบวนการบริหารจัดการ การพัฒนาครู และการสร้างคุณลักษณะผู้เรียนอย่างรอบด้าน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน และสามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.2 ข้อสังเกตหรือข้อควรระวังในการนำไปประยุกต์ใช้จากการนำนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติด้วย “KEHRO Model”

การนำนวัตกรรม KEHRO Model ไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่น ควรคำนึงถึงข้อสังเกตและข้อควรระวังเชิงวิชาการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิผลและลดความเสี่ยงในการขับเคลื่อน ดังนี้

1. ความแตกต่างของบริบทสถานศึกษา การนำรูปแบบไปใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา เช่น ขนาดโรงเรียน ทรัพยากร บุคลากร และบริบทชุมชน อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นควรมีการวิเคราะห์บริบทอย่างรอบด้านก่อนการนำไปใช้

2. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในตัวโมเดล หากผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจในหลักการและกระบวนการของ KEHRO Model อย่างแท้จริง อาจนำไปสู่การดำเนินงานที่เน้นรูปแบบมากกว่าสาระ ส่งผลให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่แท้จริง

3. ภาระงานของครูและบุคลากร การเพิ่มกิจกรรมหรือกระบวนการใหม่โดยไม่บริหารจัดการเวลาและภาระงานอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ครูเกิดภาวะงานล้น และลดประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้

4. ความต่อเนื่องของการดำเนินงาน หากขาดระบบสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หรือการสนับสนุนจากผู้บริหาร อาจทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่องและไม่ยั่งยืน

5. การมีส่วนร่วมที่ไม่ทั่วถึง แม้จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่หากขาดกลไกในการกระจายบทบาทอย่างเหมาะสม อาจทำให้ ไม่เกิดพลังการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

6. การขาดการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการพัฒนาครูอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในรูปแบบ PLC อาจทำให้การขับเคลื่อนโมเดลหยุดชะงัก และไม่สามารถต่อยอดนวัตกรรมได้

5.3 แนวทางการพัฒนาที่ประสบผลความสำเร็จ จากการนำนวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติด้วย “KEHRO Model”

การดำเนินงานพัฒนาการศึกษาด้วย KEHRO Model ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ควรยึดแนวทางเชิงระบบและเชิงคุณภาพ ดังนี้

1. กำหนดทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน ผู้บริหารต้องกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษา พร้อมถ่ายทอดสู่การปฏิบัติในทุกระดับอย่างเป็นรูปธรรม

2. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย เข้ามามีบทบาทร่วมในการคิด วางแผน และดำเนินงาน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและความยั่งยืน

3. พัฒนาครูด้วยกระบวนการ PLC อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผล และพัฒนานวัตกรรมการสอน ทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้อย่างแท้จริง

4. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและพัฒนาอย่างรอบด้าน จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งความรู้ ทักษะชีวิต คุณธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

5. ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ ปลูกฝังบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันในองค์กร เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการคิดเชิงนวัตกรรม

6. ปัจจัยความสำเร็จ

6.1 วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศให้ประสบความสำเร็จ

การขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดผลลัพธ์เชิงคุณภาพอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมี “วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ” ที่เป็นระบบ ชัดเจน และต่อเนื่อง ดังนี้

1. เริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และบริบทชุมชน

2. ออกแบบแผนพัฒนาเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงทุกระดับให้สอดคล้องเป็นทิศทางเดียวกัน

3. ดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ PDCA อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการพัฒนาไม่หยุดนิ่ง

4. สร้างและขับเคลื่อน PLC แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูอย่างสม่ำเสมอ เน้นการสะท้อนผล (Reflection) และการแก้ปัญหาร่วมกันจากสถานการณ์จริง

5. จัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาทักษะคิด วิเคราะห์ และทักษะชีวิต

6. บูรณาการคุณธรรมและทักษะชีวิตในทุกกิจกรรม ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เรียน

7. นิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำเชิงพัฒนา

8. สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานภายนอก เพื่อสนับสนุนทรัพยากรและองค์ความรู้ ได้แก่ 1) องค์การบริหารส่วนตำบลเกะรอ 2) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกะรอ 3) ผบ.ร้อย ร 4116 (ตะเนาะปูโยะ) 4) สถานีตำรวจภูธรจะกว๊ะ 5) เกษตรอำเภอรามัน 6) เครือข่ายสถานศึกษา 7) นายภักดี ซารูมอ กำนันตำบลเกะรอ 8) นายสาการียา สาและ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ตำบลเกะรอ

6.2 ปัจจัยความสำเร็จมีการพัฒนามีการพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อน KEHRO Model ให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัย “พลังของการมีส่วนร่วมและเครือข่าย” ควบคู่กับการพัฒนาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ด้านผู้บริหาร

ผู้บริหารสถานศึกษานับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ความสำเร็จ โดยต้องมีภาวะผู้นำเชิงวิชาการที่เข้มแข็ง สามารถกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพที่อาศัยข้อมูลสารสนเทศเป็นฐานในการตัดสินใจ นอกจากนี้ ผู้บริหารยังต้องมีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุนทรัพยากร สร้างแรงจูงใจ และนิเทศกำกับติดตามการดำเนินงานในลักษณะกัลยาณมิตร อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

2. ด้านครู

ครูเป็นผู้ปฏิบัติการหลักในการแปลงแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการของ KEHRO Model อย่างลึกซึ้ง และสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ครูเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสะท้อนผล และการพัฒนานวัตกรรมการสอนอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลผู้เรียนและผลการประเมินมาเป็นฐานในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง

3. ด้านผู้ปกครอง

ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับโรงเรียน ทั้งในด้านการสื่อสาร การติดตามพฤติกรรม และการส่งเสริมการเรียนรู้ของบุตรหลานอย่างต่อเนื่อง การปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม และวินัยจากครอบครัวช่วยเสริมสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้กับผู้เรียน อีกทั้งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ผู้ปกครองมีต่อสถานศึกษายังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินงานตามนวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

4. ด้านเครือข่าย

ภาคีเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมพลังการพัฒนาการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการมีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินงาน และประเมินผลร่วมกับสถานศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งผลให้การจัดการศึกษามีความเชื่อมโยงกับบริบทจริงของสังคม นอกจากนี้ เครือข่ายยังมีบทบาทในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผลแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ซึ่งนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เข้มแข็งและเอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยสรุป ปัจจัยความสำเร็จทั้งสี่ด้านสะท้อนถึงการบูรณาการบทบาทของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้บริหารเป็นผู้นำเชิงนโยบาย ครูเป็นผู้ขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ ผู้ปกครองเป็นฐานสนับสนุน และเครือข่ายเป็นพลังเสริม ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน จะก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิผลและยั่งยืนตามเป้าหมายของ KEHRO Model อย่างแท้จริง

ภาพถ่ายร่องรอยหลักฐาน

1. การมีส่วนร่วมจากผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา หน่วยงานภาครัฐ

2. การมีส่วนร่วมจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

3. การมีส่วนร่วมจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกะรอ

4. การมีส่วนร่วมจากองค์การบริหารส่วนตำบลเกะรอ

5. การมีส่วนร่วมจาก ผบ.ร้อย ร.4116 (ตะเนาะปูโยะ)

6. การมีส่วนร่วมจากสถานีตำรวจภูธรจะกว๊ะ

โพสต์โดย ซ๊ะ : [6 เม.ย. 2569 (03:06 น.)]
อ่าน [92] ไอพี : 49.230.168.121
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 48,651 ครั้ง
กินไข่สุก ๆ ดิบ ๆ มีโทษ
กินไข่สุก ๆ ดิบ ๆ มีโทษ

เปิดอ่าน 12,975 ครั้ง
มะระขี้นก ต้านเบาหวาน
มะระขี้นก ต้านเบาหวาน

เปิดอ่าน 14,847 ครั้ง
บุตรี เผือดผ่อง
บุตรี เผือดผ่อง

เปิดอ่าน 21,490 ครั้ง
15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

เปิดอ่าน 17,363 ครั้ง
วิธีแก้อาการอ่อนเพลีย หลังเดินทาง
วิธีแก้อาการอ่อนเพลีย หลังเดินทาง

เปิดอ่าน 1,380 ครั้ง
วิธีกระตุ้นรากผม แก้ปัญหาผมบาง เสริมสร้างความมั่นใจ
วิธีกระตุ้นรากผม แก้ปัญหาผมบาง เสริมสร้างความมั่นใจ

เปิดอ่าน 53,540 ครั้ง
สรุปสูตรไฮเพอร์โบลา
สรุปสูตรไฮเพอร์โบลา

เปิดอ่าน 15,783 ครั้ง
ตารางชีวิตของผู้ประสบความสำเร็จ
ตารางชีวิตของผู้ประสบความสำเร็จ

เปิดอ่าน 11,280 ครั้ง
แก๊สโซฮอล์ปล่อยสารก่อมะเร็ง
แก๊สโซฮอล์ปล่อยสารก่อมะเร็ง

เปิดอ่าน 1,724 ครั้ง
ร้านรับซื้อนาฬิกามือสอง เลือกผิดอาจเสียทั้งราคาและโอกาส
ร้านรับซื้อนาฬิกามือสอง เลือกผิดอาจเสียทั้งราคาและโอกาส

เปิดอ่าน 15,031 ครั้ง
วิธีแก้เคราะห์ สะเดาะกรรมให้ร่ำรวย
วิธีแก้เคราะห์ สะเดาะกรรมให้ร่ำรวย

เปิดอ่าน 11,363 ครั้ง
หัวเราะฮา ฮ่า เป็นยาวิเศษ!!
หัวเราะฮา ฮ่า เป็นยาวิเศษ!!

เปิดอ่าน 11,130 ครั้ง
มื้อเล็ก ๆ ช่วยลดน้ำหนัก
มื้อเล็ก ๆ ช่วยลดน้ำหนัก

เปิดอ่าน 448,675 ครั้ง
บางคนเกษียณแล้วร้องไห้หนักมาก เพราะไม่รู้สิบข้อนี้
บางคนเกษียณแล้วร้องไห้หนักมาก เพราะไม่รู้สิบข้อนี้

เปิดอ่าน 15,567 ครั้ง
ตัวอย่างแนววินิจฉัยของ ก.พ.ค. 24 กรณี
ตัวอย่างแนววินิจฉัยของ ก.พ.ค. 24 กรณี

เปิดอ่าน 1,457 ครั้ง
ไขข้อสงสัย ใครบ้างที่ควรทำแบบทดสอบซึมเศร้า
ไขข้อสงสัย ใครบ้างที่ควรทำแบบทดสอบซึมเศร้า
เปิดอ่าน 19,345 ครั้ง
ผมขอร้องนะ..ครู
ผมขอร้องนะ..ครู
เปิดอ่าน 51,776 ครั้ง
ฝึกลูกจำศัพท์อังกฤษ50คำได้ไม่ต้องท่อง หมวดสิ่งของทั่วไป
ฝึกลูกจำศัพท์อังกฤษ50คำได้ไม่ต้องท่อง หมวดสิ่งของทั่วไป
เปิดอ่าน 13,309 ครั้ง
"ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน" ใช้ ICT เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้
"ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน" ใช้ ICT เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้
เปิดอ่าน 21,929 ครั้ง
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาในฐานะศาสตร์
เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาในฐานะศาสตร์

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ