การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ-ราษฎร์สามัคคี) ปีการศึกษา 2568 จำนวน 8 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า จำนวน 3 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ 5E สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการวิจัยพบว่า
1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการสังเกต การทดลอง และการอภิปรายร่วมกัน ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.12 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 8.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ 5E สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อยู่ในระดับมาก เนื่องจากนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ทำให้การเรียนรู้มีความสนุกและเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น
จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้างความสนใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาได้เป็นอย่างดี
คำสำคัญ: กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E, ตัวนำไฟฟ้า, ฉนวนไฟฟ้า, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน