ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ด้วย ATAC MODEL

การขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) ด้วย ATAC MODEL

สมชาย วงศ์เขียว

ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

บทนำ

ปัจจุบันประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สนองการแก้ไขปัญหาระดับชาติ และให้เป็นไปตามสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่ดีของโลก ซึ่งความต้องการของรูปแบบการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21st century Outcome and Support Systems) ในยุคของการเรียนด้วยดิจิทัล (Digital Learning) นั้น ต้องเป็นมากว่าการเสริมสร้างผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สำหรับศตวรรษที่ 21 และไม่เป็นเพียงผู้นำเททโนโลยีสารสนเทศไปใช้พัฒนาสมรรถนะสากลของผู้ปฏิบัติงานได้เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ภายใต้บริบทของโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) ได้ส่งผลให้ การเรียนรู้ กลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์และสังคมอย่างยั่งยืน แนวคิดเรื่อง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) จึงได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงวิชาการและนโยบายสาธารณะ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ

ทางการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของประชาชนทุกช่วงวัย

การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ ผ่านนโยบายการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อน

สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ จำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดหรือโมเดลที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

อย่างเป็นระบบ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

โดยใช้ ATAC MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ A = Area, T = Technology,

A = Activities และ C = Community Base โดยจะนำเสนอในมิติทางทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทาง

ในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

ความหมายของสังคมแห่งการเรียนรู้

สังคมแห่งการเรียนรู้ นักการศึกษาหลายคนได้ให้ความหมายไว้หลากหลายทัศนะ ดังนี้

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อธิบายว่า สังคมแห่งการเรียนรู้คือสังคมที่มีระบบสนับสนุนให้บุคคลสามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี

Drucker (1995) ได้ให้ความหมายของสังคมแห่งการเรียนรู้ว่า เป็นสังคมที่ประกอบด้วยองค์การซึ่งมีแก่นสาระสำคัญอยู่ที่การจัดการ และสังคมที่พึงปรารถนาก็มมิใช่เป็นเพียงสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information) แต่ต้องเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ ที่คนในสังคมมีการเรียนรู้ตลอดเวลา เป็นสังคมที่ผู้มีความรู้จะไม่เก็บความรู้ไว้ แต่จะนำเสนอความรู้คือสร้างสารสนเทศและแพร่กระจายสู่สังคม จะเป็นวัตถุดิบหรือเชื้อความรู้ที่คนในสังคมจะคัดเลือกในส่วนเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ ต่อยอดความรู้แล้วสร้างเป็นสารสนเทศแพร่กระจายสู่สังคม

กุลธร เลิศสุริยะกุล (2547) กล่าวว่า สังคมแห่งการเรียนรู้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ทุกคนและทุกส่วนในสังคม มีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นกลไกที่สำคัญ เรื่องที่เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องเป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวัน

ของทุกคนไปจนสิ้นอายุขัย เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ของทุกคนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ประเวศ วะสี (2555) อธิบายความหมายของ สังคมแห่งการเรียนรู้ ในหนังสือสู่สังคมการเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต ว่าเป็นสภาวะแวดล้อมในสังคมที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ตามเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา คุณลักษณะของสังคมแห่งการเรียนรู้หมายรวมถึงจิตสำนึกแห่งการเรียนรู้ ประชาชนทุกวัยมีจิตสำนึกรักการเรียนรู้ ซึ่งจำเป็นต้องรณรงค์ปลูกจิตสำนึกรักการเรียนรู้ให้เยาวชนและประชาชนตื่นตัวจนซึมซับกลายเป็นค่านิยม

ศุภรดา สุขประเสริฐ และคณะ (2561) อธิบายว่า สังคมแห่งการเรียนรู้ คือกระบวนการทางสังคมที่เกื้อกูล ส่งเสริมให้บุคคคลและสมาชิกในชุมชน สังคม ให้เกิดการเรียนรู้โดยผ่านทางสื่อ เทคโนโลยี สารสนเทศ

แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จนสามารถสร้างความรู้ ทักษะ ระบบการจัดการความรู้และระบบการเรียนรู้ที่ดี

มีการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันทุกภาคส่วนในสังคม ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ และเกิดภูมิปัญญาตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ที่ทุกคนและทุกส่วนในสังคมมีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอตลอดชีวิตจนสิ้นอายุชัย เป็นการเรียนรู้เพื่อให้บุคคลในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปในทางที่ดีขึ้น

สรุปได้ว่า สังคมแห่งการเรียนรู้คือกระบวนการทางสังคม ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิก

ในชุมชน ที่เป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวันของทุกคนตั้งแต่เกิดไปจนสิ้นอายุขัย โดยมีกลไกสนับสนุนได้แก่วัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมชุมชน เพื่อให้บุคคลในสังคมสามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ

ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างเหมาะสม

องค์ประกอบสำคัญของสังคมแห่งการเรียนรู้

1. การเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเสมอภาค ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีโรงเรียนให้เด็กไปเรียนเท่านั้น แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งอาจจำแนกออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้

1.1 ความเท่าเทียมในเชิงกายภาพและทรัพยากร (Accessibility)

1.2 ความเสมอภาคเชิงกระบวนการ (Inclusion & Diversity)

1.3 การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคม (Affordability & Support)

1.4 คุณภาพที่เท่าเทียม (Quality Assurance)

2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือช่วงวัยเรียนเท่านั้น เป็นการรวมเอาการศึกษาในระบบ (Formal), นอกระบบ (Non-formal) และการศึกษาตามอัธยาศัย (Informal) เข้าด้วยกัน เพื่อให้บุคคลสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ตลอดเวลา

3. การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย คือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และการพัฒนา

ที่ทุกคนมีที่ยืน มีเสียงที่ดังพอ และมีบทบาทที่ชัดเจน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่โครงการสำเร็จ แต่คือการทำให้ชุมชน พึ่งพาตนเองได้ โดยมีเพื่อนร่วมทางที่พร้อมสนับสนุนอย่างเข้าใจ

4. การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ คือ การบูรณาการวิทยพยากรณ์และเครื่องมือดิจิทัล

เข้ากับกระบวนการทางพุทธิปัญญา (Cognitive Process) เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมาย

โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ

4.1 Efficiency (ประสิทธิภาพ) : การเรียนรู้ได้เร็วขึ้นและลึกซึ้งขึ้นในทรัพยากรที่จำกัด

4.2 Engagement (ความผูกพัน) : การสร้างแรงจูงใจภายในผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่ทันสมัย

และหลากหลาย

4.3 Empowerment (การมอบอำนาจ) : การทำให้ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง

(Self-Regulated Learning) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของพลเมืองในศตวรรษที่ 21

5. วัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมชุมชนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นแนวคิดสำคัญในศาสตร์ด้านการบริหารการศึกษาและการพัฒนาองค์กร ซึ่งเชื่อมโยงกับทฤษฎี องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

และ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” (Community of Practice / Professional Learning Community)

ดังนั้น สังคมแห่งการเรียนรู้มิได้จำกัดอยู่เพียงในสถานศึกษา แต่ครอบคลุมพื้นที่การเรียนรู้ทุกรูปแบบ

ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย

แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

สังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นแนวคิดที่อาศัยการบูรณาการความรู้ด้านต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจแก่นแท้ของความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ซึ่งแนวคิดนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันไป ปัจจุบันมีการอ้างอิงแนวคิดเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ ดังนี้

1. แนวคิดของ Peter M.Senge (1990) ได้เขียน The Fifth Discipline : The Art and The Learn Organization หรือ วินัย 5 ประการ แนวคิดเพื่อนำองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization : LO) โดย Model ของ เซงกี้ กล่าวถึงลักษณะขององค์การที่เรียนรู้ไว้ว่า องค์การที่เรียนรู้จะต้องปฏิบัติตามข้อบัญญัติ 5 ประการ

1) บุคคลที่รอบรู้ (Personal Mastery) หมายถึง การเรียนรู้ของบุคลากรจะเป็นจุดเริ่มต้นคนในองค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ฝึกฝนปฏิบัติและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

(Lifelong Learning) เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ องค์กรเรียนรู้ต้องสามารถส่งเสริมให้คนในองค์การ สามารถรู้พัฒนาตนเอง คือการสร้างจิตสำนึกในการใฝ่เรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล สร้างสรรค์ผลที่มุ่งหวัง และสร้างบรรยากาศกระตุ้นเพื่อนร่วมงานให้พัฒนาศักยภาพไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งหมายถึงการจัดกลไกต่าง ๆ ในองค์กรไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์กร ระบบสารสนเทศ ระบบการพัฒนาบุคคลหรือแม้แต่ระเบียบวิธีการปฏิบัติงานประจำวัน เพื่อให้คนในองค์กรได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมได้อย่างต่อเนื่อง

2) รูปแบบความคิด (Mental Model) หมายถึงแบบแผนความคิดความเชื่อทัศนคติ จากการสั่งสมประสบการณ์สะท้อนพฤติกรรมของบุคคล กลายเป็นกรอบความคิดที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความสามารถในการทำความเข้าใจวินิจฉัยตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานของวุฒิภาวะ (Emotional Quotient : EQ) การตระหนักถึงกรอบแนวคิดของตนเองทำให้เกิดความกระจ่างกับรูปแบบความคิด ความเชื่อที่มีผลต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนและเพียรพัฒนารูปแบบความคิดความเชื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่า ๆ ที่ล้าสมัยและสามารถที่จะบริหารปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของตนมี Mental Ability ไม่ผันแปรเรรวนหรือท้อถอยเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดในเชิงการรื้อปรับระบบงาน (Reengineering)

3) การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) หมายถึง การสร้างทัศนคติร่วมของคนในองค์กร

ให้สามารถมองเห็นภาพและมีความต้องการที่จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเป็นการมองในระดับความมุ่งหวัง เปรียบเสมือนหางเสือของเรือที่ขับเคลื่อนให้เรือนั้นมุ่งสู่เป้าหมายในทิศทางที่รวดเร็ว ประหยัดและปลอดภัย องค์กรที่เรียนรู้จะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ซี่งจะเป็นกรองความคิดเกี่ยวกับสภาพในอนาคตขององค์กร การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันจะต้องมาจาการที่แต่ละคนฟังซึ่งกันและกัน โดยที่แต่ละคนจะแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์

ส่วนบุคคล และให้เหตุผลซึ่งกันและกันเกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำและสิ่งที่เป็นไปได้ ทุกคนในองค์กรมีความปรารถนาร่วมกัน ช่วยกันสร้างภาพอนาคตของหน่วยงานที่ทุกคนจะทุ่มเทผนึกแรงกายแรงใจกระทำให้เกิดขึ้น

4) การเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning) หมายถึง การเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในองค์กร

โดยอาศัยความรู้และความคิดของมวลสมาชิกในการแลกเปลี่ยน และพัฒนาความฉลาดรอบรู้และความสามารถของทีมให้บังเกิดผลยิ่งขึ้น เรียกว่า การอาศัยความสามารถของสมาชิกแต่ละบุคคลในลักษณะกลุ่มหรือทีมงานเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กันอย่างสม่ำเสมอทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การเรียนรู้ชนิดนี้เน้นการทำงานเพื่อก่อให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจมีความสามัคคีในการร่วมมือกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในองค์การที่เรียนรู้จะต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม คือการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์และทักษะวิธีคิด เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาและศักยภาพของทีมงานโดยรวม มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดข้อมูลระหว่างกันและกันทั้งในเรื่องของความรู้ใหม่ ๆ

ที่ได้มาจากการค้นคิดหรือจากภายนอกและภายใน การเรียนรู้เป็นทีมนี้ยังควรครอบคลุมไปถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันเป็นทีมด้วย ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาในเรื่องนี้ก็จะช่วยให้การำงานร่วมกันในองค์การ มีความเป็นทีมที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่

5) การคิดเชิงระบบ (System Thinking) หมายถึง การที่คนในองค์การมีความสามารถที่จะเชื้อมโยงสิ่งต่าง ๆ โดยมองเห้นภาพความสัมพันธ์กันเป็นระบบได้อย่างเข้าใจและมีเหตุมีผล เป็นลักษณะการมองภาพรวมหรือระบบใหญ่ (Total System) ก่อนว่าจะมีเป้าหมายในการทำงานอย่างไรแล้วจึงสามารถมองเห็นระบบย่อย (Subsystem) ทำให้สามารถนำไปวางแผนและดำเนินการทำส่วนย่อย ๆ นั้นให้เสร็จทีละส่วน คนในองค์การสามารถมองเห็นวิธีคิดและภาษาที่ใช้อธิบายพฤติกรรมความเป็นไปต่าง ๆ ถึงความเชื่อมโยงต่อเนื่องของสรรพสิ่งและเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์ผูกโยงกันเป็นระบบเป็นเครือข่าย ซึ่งผูกโยงด้วยสภาวะการพึ่งพาอาศัยกัน สามารถมองปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นวัฏจักรโดยนำมาบูรณาการเป็นความรู้ใหม่ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้อย่างมีประสิทธิผล สอดคล้องกับความเป็นไปในโลกแห่งความจริง

2. แนวคิดของ วิจารณ์ พานิช (2550) เกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ว่า เป็นองค์กรที่ทำงานผลิตผลงานไปพร้อม ๆ กับเกิดการเรียนรู้ สั่งสมความรู้และสร้างความรู้จากประสบการณ์ในการทำงาน พัฒนาวิธีการทำงาน และระบบงานขององค์กรไปพร้อม ๆ กัน ผลลัพธ์ขององค์กรแห่งการเรียนรู้คือ ผลงานตามภารกิจ

ที่กำหนด การสร้างศาสตร์หรือสร้างความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจขององค์กรนั้น รวมทั้ง

การสร้างคน ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กร หรือมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์กรจะเกิดการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยอาศัยการทำงานเป็นฐาน องค์กรแห่งการเรียนรู้จะมีลักษระเป็นพลวัต (Dynamic)

มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของพัฒนาการด้านต่าง ๆ คล้ายมีชีวิต มีผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการสร้างนวัตกรรม (Innovation) รวมทั้งมีบุคลิกขององค์กรในลักษณะที่เรียกว่า วัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์สามารถรู้สึกได้ การสร้างคนเพื่อให้มีความรู้และทักษะ

อันเกี่ยวกับงานขององค์กรและมีเจตคติ โลกทัศน์ วิธีคิดในลักษณะ บุคคลรอบรู้ (Learning Person)

รวมทั้งมีทักษะของการเป็นบุคคลเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นองค์กรที่ประหยัดพลังงาน เพราะมีความสามารถในการรวมพลังในองค์กรและดึงดูดพลังจากภายนอกองค์กร เข้ามาใช้ในการสร้างผลลัพธ์ขององค์กร องค์กรแห่งการเรียนรู้พัฒนาสร้างสรรค์องค์กรโดยผลิตผลงาน สร้างศาสตร์และสร้างคน องค์กรแห่งการเรียนรู้มีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกองค์กรอย่างชาญฉลาด องค์กรแห่งการเรียนรู้มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากการกระทำทั้งในหมู่บุคลากร และระหว่างองค์กรกับภายนอก ทำให้เกิดแนวคิด หลักการ ทฤษฎี การบริหารจัดการสมัยใหม่ อาทิ การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) การจัดการคุณภาพ (Quality Management) การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ฯลฯ องค์กรและหน่วยงานรวมทั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จึงตระหนักถึงการใช้การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Knowledge Management) มีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์สำหรับการพัฒนาบุคลากรซึ่งเป็นต้นทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้เกิดทักษะและประสบการณ์ มีความชำนาญ เชี่ยวชาญเกิดทุนความรู้ (Knowledge Capital) สร้างค่านิยมขององค์กร (Corporate Value) และวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ด้วย ATAC MODEL

ATAC MODEL เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ A - Area (พื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย) , T - Technology (เทคโนโลยี) , A - Activities (การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้) และ C - Community Base (ชุมชนเป็นฐาน) ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

A = AREA : พื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย

หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือบริบทที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในเชิงกายภาพ (physical space) เชิงสังคม (social space) เชิงดิจิทัล (digital space) และเชิงวัฒนธรรม (cultural space)

โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านวิธีการที่แตกต่าง สอดคล้องกับศักยภาพ ความสนใจ และบริบทชีวิตของตน แนวคิดนี้สอดคล้องกับกรอบการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UNESCO ที่ส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และ “การเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา” (Learning Anywhere, Anytime) ในที่นี้

จะกล่าวถึงพื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย ดังนี้

• สถานศึกษาเป็น “กรอบองค์กร” (organizational framework) ที่ทำให้พื้นที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ กล่าวคือสถานศึกษาจัดสรรพื้นที่ทางกายภาพ เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด กำหนดหลักสูตร ตารางเรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดสรรทรัพยากร บุคลากร และเทคโนโลยี

• ห้องสมุดเป็น “ระบบสนับสนุนการเรียนรู้ของสังคม” ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคคลและชุมชนอย่างยั่งยืน กล่าวคือประการแรก พื้นที่ทางปัญญา (Intellectual Space) เป็นระบบนิเวศทางความคิดที่หลอมรวมทรัพยากร บรรยากาศ และปฏิสัมพันธ์ทางวิชาการเข้าด้วยกัน เพื่อเอื้อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่และการพัฒนาศักยภาพทางสติปัญญาอย่างต่อเนื่อง ประการที่สอง พื้นที่ทางสังคม (Social Space) เป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและชุมชน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้

และการพัฒนาทางสังคมโดยรวม และประการสุดท้าย พื้นที่ทางนวัตกรรม (Innovation Space)

เป็นสภาพแวดล้อมที่บูรณาการความรู้ เทคโนโลยี และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อเอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์

และพัฒนาแนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็น พื้นที่ผลิตความรู้ใหม่ และเป็นกลไกสำคัญของสังคมฐานนวัตกรรม

• พื้นที่สร้างสรรค์ ในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงสถานที่ทางกายภาพ หากแต่เป็นแนวคิดเชิงระบบ (systemic concept) ที่ครอบคลุมมิติทางกายภาพ สังคม วัฒนธรรม และดิจิทัล ซึ่งเอื้อต่อการคิดริเริ่ม (creativity) การสร้างองค์ความรู้ (knowledge construction) และการเรียนรู้ร่วมกัน (collaborative learning) ซึ่งพื้นที่สร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของบุคคลในมิติทางปัญญา อารมณ์ สังคม และทักษะชีวิต โดยช่วยให้ผู้เรียน คิดเป็น ทำเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น และเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น TK Park (Thailand Knowledge Park) , TCDC (Thailand Creative & Design Center) ,

ศูนย์การเรียนรู้ , สวนสาธารณะ หรือลานกิจกรรมหมู่บ้าน เป็นต้น

T = TECHNOLOGY : เทคโนโลยีที่ทันสมัย

เทคโนโลยีที่ทันสมัย หมายถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มีศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เชื่อมโยงผู้คนแบบเรียลไทม์ และสนับสนุนการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน ทั้งในมิติของเวลา สถานที่ และวิธีการเรียนรู้ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน

ทางปัญญา” (Intellectual Infrastructure) ที่ช่วยให้สังคมสามารถเข้าถึง สร้าง แบ่งปัน และพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ในที่นี้จะกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนี้

• บริการอินเทอร์เน็ต คือระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลระดับโลก ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์

และอุปกรณ์ดิจิทัลเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และการสื่อสารแบบทันที (Real-time Communication) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้กล่าวคือประการแรก ขยายโอกาสทางการศึกษา อินเทอร์เน็ตทำให้การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ในสถานศึกษา แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาเวลา (Anywhere, Anytime Learning) สนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) , ประการที่สอง ลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น ห้องสมุดดิจิทัล ฐานข้อมูลวิชาการ และสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้โดยไม่จำกัดชนชั้นหรือพื้นที่ , ประการที่สาม สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) อินเทอร์เน็ตเอื้อให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Practice) ที่สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นได้อย่างเสรี

• แพลตฟอร์มการเรียนรู้ คือ กลไก ที่ทำให้สังคมแห่งการเรียนรู้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ มีโครงสร้าง และวัดผลได้ ระบบหรือแอปพลิเคชันดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อจัดการเรียนการสอน การประเมินผล

และการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน เช่น Application ต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างสังคม

แห่งการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบเปิด (Open Learning) ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหาตามความสนใจและความต้องการของตนเอง ส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ทางวิชาการ

• ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ เทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ โดยอาศัยการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และอัลกอริทึมขั้นสูง เป็นเทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ทุกที่

ทุกเวลา

A = ACTIVITIES : การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21

เพราะ “กิจกรรม” คือกลไกที่แปลงแนวคิด หลักสูตร และเป้าหมายทางการศึกษา ให้กลายเป็นประสบการณ์

การเรียนรู้ที่มีความหมาย (Meaningful Learning Experience) และเชื่อมโยงไปสู่การสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) อย่างยั่งยืน โดยการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้

• กิจกรรมเชิงรุก หมายถึง การออกแบบกิจกรรมที่เคลื่อนย้ายการเรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่พื้นที่จริง

เช่น ชุมชน ตลาด วัด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ หรือองค์กรในท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้

จากบริบทจริง (Authentic Context) ลักษณะสำคัญของกิจกรรมเชิงรุกในพื้นที่คือ ใช้ปัญหาจริงในชุมชนเป็นโจทย์ (Problem-Base Learning) ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม มีการสะท้อนคิด (Reflection) เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ชุมชนกลายเป็น “ห้องเรียนขนาดใหญ่” ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ (Co-Learner) เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Culture) เมื่อผู้เรียน ชุมชน และสถานศึกษาทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จะเกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ซึ่งเป็นพื้นฐานของ “สังคมแห่งการเรียนรู้”

• กิจกรรมที่หลากหลาย หมายถึง การออกแบบกิจกรรมที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งด้านความถนัด ความสนใจ รูปแบบการเรียนรู้ และบริบททางสังคม โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เช่นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนรู้แบบบริการสังคม (Service Learning) การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การเรียนรู้ผ่านศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรม กิจกรรมที่หลากหลายส่งผลคือลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ทุกคนมีพื้นที่แสดงศักยภาพ ส่งเสริมการเคารพความแตกต่าง

สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

C = COMMUNITY BASE : ชุมชนเป็นฐาน

หมายถึง แนวทางการจัดการเรียนรู้และพัฒนาสังคมที่ใช้ชุมชน เป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการเรียนรู้ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายความสัมพันธ์ และปัญหาจริงในบริบทชีวิต เป็นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

• แพลตฟอร์มองค์ความรู้ (Knowledge Platform) คือ ระบบหรือพื้นที่ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) ที่ทำหน้าที่รวบรวม จัดระบบ เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคคลและองค์กร อาจอยู่ในรูปแบบคลังความรู้ดิจิทัลของชุมชน เว็บไซต์ขององค์กร หรือระบบฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถเชื่องโยงให้เกิดผลเป็น 3 ระดับสำคัญคือ

1) การรวบรวมและจัดการความรู้ท้องถิ่น ชุมชนเป็นฐานข้อมูล ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ความรู้เกษตรพื้นถิ่น งานหัตถกรรม ซึ่งสามารถถอดบทเรียนและจัดเก็บในแพลตฟอร์มดิจิทัล

2) การขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ แพลตฟอร์มช่วยให้ความรู้จากชุมชนหนึ่งสามารถแบ่งปันไปยังชุมชนอื่น เกิดการเรียนรู้ข้ามพื้นที่ (Cross-community Learning)

3) การสร้างวจรการเรียนรู้แบบสองทาง ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอด แต่เป็นการแลกเปลี่ยน (Knowledge Co-creation) ระหว่างผู้รู้ในชุมชน นักวิชาการ และผู้เรียน

• ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) คือ กลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนา

องค์ความรู้ ทักษะ และคุณค่า ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสะท้อนคิด และการปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ สามารถพัฒนาไปสู่ระดับสังคมผ่าน 5 กระบวนการสำคัญ ดังนี้

1) การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน (Shared Vision)

2) การเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ (Collaborative Practice)

3) การสะท้อนคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Reflection & Dialogue)

4) การจัดการและเผยแพร่องค์ความรู้ (Knowledge Sharing)

5) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง (Learning Culture)

บทสรุป

การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) ส่งผลให้ การเรียนรู้ กลายเป็นกลไกหลักในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมอย่างยั่งยืน แนวคิดเรื่อง สังคมแห่ง

การเรียนรู้ (Learning Society) จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในเชิงวิชาการและเชิงนโยบายสาธารณะ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการ

เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของประชาชนทุกช่วงวัยการพัฒนา สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) เป็นกระบวนการยกระดับสังคมให้ การเรียนรู้ กลายเป็นวิถีชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย มิได้จำกัดอยู่เพียงในระบบโรงเรียน แต่ครอบคลุมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Lifewide Learning) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพคน ความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การขับเคลื่อนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดหรือโมเดลที่ชัดเจน

เพื่อบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ บทความนี้จึงมุ่งเสนอกรอบแนวคิด

ATAC MODEL ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ A = Area (พื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลาย)

T = Technology (เทคโนโลยีที่ทันสมัย) A = Activities (การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้) C = Community Base (ชุมชนเป็นฐาน) เป็นกรอบแนวคิดที่บูรณาการพื้นที่ เทคโนโลยี กิจกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน

อย่างเป็นระบบ ทำให้การขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ มีทิศทางชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง การพัฒนาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องอาศัยสังคมที่ให้คุณค่ากับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกในทุกระดับของสังคม

ดังนั้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดและองค์ประกอบของสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดจนเสนอแนวทางเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติในการประยุกต์ใช้ ATAC MODEL เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาประเทศ

บนฐานของความรู้ ปัญญา และคุณธรรมในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

ขวัญตา เจริญศรี.(2562).รูปแบบสังคมแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครปฐม.วิทยานิพนธ์

ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ดวงกมล สินเพ็ง.(2551).การพัฒนาผู้เรียนสังคมแห่งการเรียนรู้ : การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน

เป็นศูนย์กลาง.กรุงเทพ ฯ. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประเวศ วะสี.(2555).สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต. สำนักงานกองทุน

สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).กรุงเทพมหานคร.บริษัทมาตาการพิมพ์.

วิจารณ์ พานิช.(2556).การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21.มูลนิธิสยามกัมมาจล.กรุงเทพ ฯ.

โพสต์โดย ครูต๋อง : [7 มี.ค. 2569 (15:57 น.)]
อ่าน [89] ไอพี : 182.53.28.103
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 17,004 ครั้ง
5 กลิ่นอาหาร ที่จะช่วยให้คุณผอม!
5 กลิ่นอาหาร ที่จะช่วยให้คุณผอม!

เปิดอ่าน 20,320 ครั้ง
การออกแบบมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์
การออกแบบมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์

เปิดอ่าน 18,239 ครั้ง
มาดู 6 วิธีหลีกหนี "สิว"
มาดู 6 วิธีหลีกหนี "สิว"

เปิดอ่าน 22,037 ครั้ง
"กระเจี๊ยบแดง" ยาดีลดความดัน
"กระเจี๊ยบแดง" ยาดีลดความดัน

เปิดอ่าน 13,039 ครั้ง
ผู้บริหารการศึกษาควรได้รับการปฏิรูปก่อน
ผู้บริหารการศึกษาควรได้รับการปฏิรูปก่อน

เปิดอ่าน 30,501 ครั้ง
3 แหล่งเรียนรู้เด็ดให้เก่งภาษาอังกฤษขั้นเทพ
3 แหล่งเรียนรู้เด็ดให้เก่งภาษาอังกฤษขั้นเทพ

เปิดอ่าน 13,414 ครั้ง
เป็นอันธพาลเป็นโรคจิต เหตุเพราะขาดฮอร์โมนคุมการประพฤติ
เป็นอันธพาลเป็นโรคจิต เหตุเพราะขาดฮอร์โมนคุมการประพฤติ

เปิดอ่าน 14,422 ครั้ง
เสริมสร้างทักษะให้ลูกน้อยไปกับ 3 กิจกรรมพัฒนา EF
เสริมสร้างทักษะให้ลูกน้อยไปกับ 3 กิจกรรมพัฒนา EF

เปิดอ่าน 28,860 ครั้ง
แนวทางจัดทำแผนปฏิบัติการ
แนวทางจัดทำแผนปฏิบัติการ

เปิดอ่าน 37,527 ครั้ง
กระบี่กระบอง
กระบี่กระบอง

เปิดอ่าน 10,047 ครั้ง
จดหมายฉบับที่ 45 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
จดหมายฉบับที่ 45 ถึงนายกรัฐมนตรี+รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เปิดอ่าน 9,230 ครั้ง
พ่อแม่สามารถส่งความรู้สึกให้ลูกก่อนเกิดได้
พ่อแม่สามารถส่งความรู้สึกให้ลูกก่อนเกิดได้

เปิดอ่าน 4,105 ครั้ง
ทำความรู้จักกับหลักสูตรการรับรองการสอนภาษาอังกฤษ TEFL /TESOL
ทำความรู้จักกับหลักสูตรการรับรองการสอนภาษาอังกฤษ TEFL /TESOL

เปิดอ่าน 117,513 ครั้ง
คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับป้ายบอกสถานที่และชื่อห้องในโรงเรียน
คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับป้ายบอกสถานที่และชื่อห้องในโรงเรียน

เปิดอ่าน 36,867 ครั้ง
เป็ดแมนดาริน
เป็ดแมนดาริน

เปิดอ่าน 3,979 ครั้ง
ใช้ถุงพลาสติกผิดประเภท…เสี่ยงมะเร็ง
ใช้ถุงพลาสติกผิดประเภท…เสี่ยงมะเร็ง
เปิดอ่าน 15,990 ครั้ง
ประตูบ้าน คือ ปากแห่งโชคลาภ
ประตูบ้าน คือ ปากแห่งโชคลาภ
เปิดอ่าน 14,583 ครั้ง
เคล็ดลับคั้นมะนาวให้ได้น้ำมาก
เคล็ดลับคั้นมะนาวให้ได้น้ำมาก
เปิดอ่าน 17,630 ครั้ง
เด็กกับโรคหวัด
เด็กกับโรคหวัด
เปิดอ่าน 10,419 ครั้ง
รู้จัก "ไครโยนิก" ปฏิบัติการแห่งความหวัง รอเทคโนโลยีโลกอนาคตชุบชีวิตหลังความตาย
รู้จัก "ไครโยนิก" ปฏิบัติการแห่งความหวัง รอเทคโนโลยีโลกอนาคตชุบชีวิตหลังความตาย

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ