จากการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศภายในแบบมีส่วนร่วม สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
1. ผลการใช้นวัตกรรม รูปแบบการนิเทศมีประสิทธิภาพในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.76
โดยขั้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดคือ ขั้นที่ 1 (ศึกษาสภาพปัญหา) และ ขั้นที่ 2 (วางแผน) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.78 แสดงให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมร่วมกันเป็นจุดแข็งของรูปแบบนี้
2. ผลความพึงพอใจ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย4.78 โดยประเด็น
ที่เด่นชัดที่สุด คือ การช่วยเตรียมความพร้อมด้านแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และ
การเสริมสร้างกำลังใจให้ครู มีค่าเฉลี่ย 4.91 ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้
ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมนี้สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้จริงตามสมมติฐาน เนื่องมาจากสาเหตุสำคัญ ดังนี้
1. ความเข้มแข็งของการวางแผนร่วมกัน สาเหตุที่ขั้นที่ 1 และ 2 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เป็นเพราะการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้ครูและผู้นิเทศร่วมวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนตามความต้องการจริงของครู ส่งผลให้การทำงานในขั้นต่อๆ มามีความลื่นไหลและตรงเป้าหมาย
2. การยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สอดคล้องกับผลความพึงพอใจที่ครูเห็นว่าการนิเทศช่วยให้การเขียนแผนชัดเจนขึ้น มีค่าเฉลี่ย 4.91 แสดงว่านวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ปัญหาการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันได้ตรงจุด ช่วยให้ครูเปลี่ยนผ่านสู่การสอนเชิงรุกได้อย่างมั่นใจ
3. จิตวิทยาการนิเทศ ผลการวิเคราะห์ที่ระบุว่า ช่วยเสริมสร้างกำลังใจ ค่าเฉลี่ย 4.91 ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วมช่วยลดความประหม่าและความกังวลของครู (Barrier)
เปลี่ยนบรรยากาศการนิเทศจากการ ตรวจสอบ เป็นการ สนับสนุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ