ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กด้วยการนิเทศแบบชี้แนะและการ
เป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู
โรงเรียนบ้านคลอง 21 (นาควิจิตรเฉลิมช่วงประชาอุทิศ)
ผู้วิจัย นางสาวอนัญญ์ธร ปลอดดี
ปีการศึกษา 2567
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กด้วยการนิเทศ
แบบชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู
โรงเรียนบ้านคลอง 21 (นาควิจิตรเฉลิมช่วงประชาอุทิศ) ดำเนินการเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษา
สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทางการพัฒนา ระยะที่ 2 การสร้างและ
ตรวจสอบรูปแบบ ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบ และระยะที่ 4 การประเมินรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน
การวิจัย ผู้ให้ข้อมูล 30 คน การศึกษาโรงเรียนที่มีวิธีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice) 3 โรงเรียน จำนวน 9 คน
ผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบรูปแบบ 12 คน การทดลองใช้รูปแบบและการประเมินรูปแบบ 29 คน เครื่องมือ
ที่ใช้ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบบันทึกร้อยละ
ของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ค่าร้อย
ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัย 1) ความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การเตรียมการก่อนการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่
เลี้ยง (Coaching and Mentoring) และการกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินการนิเทศแบบชี้แนะและ
การเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) รองลงมา คือ การดำเนินการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่
เลี้ยง (Coaching and Mentoring) และการประเมินผลและติดตามผลการนิเทศแบบชี้แนะและการเป็นพี่
เลี้ยง (Coaching and Mentoring) 2) ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ วิธีดำเนินการของรูปแบบ การประเมินผลของรูปแบบ และ
เงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ ของครูและนักเรียนที่สามารถปฏิบัติตามรูปแบบ
อยู่ในระดับมากที่สุด และผ่านเกณฑ์การประเมิน และ4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า ผลการเปรียบเทียบ
ร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้รูปแบบ ปีการศึกษา 2567 สูงกว่าปีการศึกษา
2566 ได้แก่ ร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจำแนกตามรายชั้นเรียนตามหลักสูตร
สถานศึกษา ชั้นเรียนที่มีค่าร้อยละของคะแนนสูงสุด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รองลงมา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ร้อยละของ
คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนตามมาตรฐานการศึกษา ร้อยของคะแนนสูงสุด ความสามารถใน
การสร้างนวัตกรรม รองลงมา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตร ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และคิด
อย่างมีวิจารณญาณ อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสารและการคิดคำนวณ และความรู้
ทักษะพื้นฐาน และเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ร้อยละคะแนนผลการประเมินผู้เรียนด้านการอ่าน (Reading Test
RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้านการอ่านออกเสียงและด้านการอ่านรู้เรื่อง มีร้อยละคะแนนเพิ่มขึ้นเท่ากันทั้ง
สองด้าน ร้อยละคะแนนผลการประเมินการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (NT) ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 ร้อยของคะแนนสูงสุด ด้านภาษาไทย รองลงมา ด้านคณิตศาสตร์ และร้อยละคะแนนผล
การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยของคะแนนสูงสุด วิชา
คณิตศาสตร์ รองลงมา วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาษาไทย และวิชาภาษาอังกฤษ ส่วนผลการเปรียบเทียบร้อยละ
ของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้รูปแบบ ปีการศึกษา 2567 สูงกว่าปี
การศึกษา 2566 ได้แก่ ร้อยละของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน โดยรวม 8 ข้อของ
โรงเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา พบว่า ข้อที่มีค่าร้อยละสูงสุด ข้อที่ 3 มีวินัย รองลงมา ข้อที่ 6 มุ่งมั่นในการ
ทำงาน ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ ข้อที่ 7 รักความเป็นไทย ข้อที่ 8 มีจิตสาธารณะ ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพียง และข้อที่ 2
ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนข้อที่ 1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีค่าร้อยละเฉลี่ยเท่ากันทั้งสองปีการศึกษา ร้อยละของผล
การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนเป็นรายชั้นเรียน พบว่า ชั้นเรียนที่มีร้อยละคะแนนสูงสุด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รองลงมา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละของผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ
นักเรียนตามมาตรฐานการศึกษา พบว่า ข้อที่มีค่าร้อยละคะแนนสูงสุด สุขภาวะทางร่างกายและลักษณะจิต
สังคม รองลงมา การยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างกันและหลากหลาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์
และค่านิยมที่ดีตามที่สถานศึกษากำหนด และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและความเป็นไทย และผลการประเมิน
ความพึงพอใจของครูและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่มีต่อการปฏิบัติตามรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด
พบว่า วัตถุประสงค์ของรูปแบบและการประเมินผลของรูปแบบ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา เงื่อนไขความสำเร็จ
ของรูปแบบ หลักการของรูปแบบ และวิธีดำเนินการของรูปแบบ