1.ความสำคัญและสภาพปัญหา
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถและถือเป็นการพัฒนาประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนซึ่งเป็นภารกิจหลักที่สำคัญยิ่งของรัฐบาลในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษาในมาตรา 54 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐไว้ว่ารัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษา ตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการกำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือ เพื่อให้คนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยนักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพทั้งความรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2561:8) รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดแนวทางการจัดการศึกษา โดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียน มีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ วิธีการสำคัญที่สามารถสร้างและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะต่าง ๆ เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในเรื่องที่สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของตนเอง ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งแนวคิดการจัดการศึกษานี้ เป็นแนวคิดที่มีรากฐานจากปรัชญาการศึกษาและทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามต้องการอย่างได้ผล (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2542) นอกจากนี้หลักสูตรย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการศึกษา เพราะหลักสูตรเป็นเสมือนแม่บท เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นแนวทางในการจัดมวลประสบการณ์ทุกรูปแบบ ทุกระดับชั้นแก่ผู้เรียนอันเปรียบเสมือนแผนที่หรือเข็มทิศที่จะนำทางในการจัดการศึกษาให้บรรลุผล หลักสูตรที่ดีจะต้องมีความชัดเจน เหมาะสมกับผู้เรียนและสังคม ซึ่งจะทำให้การนำหลักสูตรไปใช้หรือการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (สุนีย์ ภู่พันธ์, 2546 : 21)
ในบริบทของชุมชนตำบลหนองทะเลและนักเรียนโรงเรียนหนองทะเลวิทยาเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายในการอยู่ร่วมกันและเป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักศาสนา การเปิดสอนหลักสูตรอิสลามศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 16 และการบูรณาการหลักสูตรอิบติดาอีในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจึงมีความจำเป็น เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านสติปัญญา จิตใจ และจริยธรรม อย่างไรก็ตามสภาพความรู้และทักษะของผู้เรียนของโรงเรียนหนองทะเลวิทยา พบว่า นักเรียนร้อยละ 90 นับถือศาสนาอิสลามและมีพื้นฐานความรู้ด้านศาสนามีความแตกต่างกัน เช่น ทักษะจากหลักสูตรอิบติดาอีซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางศาสนา พบว่า นักเรียนร้อยละ 65 ขาดความแม่นยำในการปฏิบัติศาสนกิจ การละหมาดฟัรดู การอ่านอัลกุรอาน หรือการละหมาด ซึ่งถือเป็นภารกิจทางศาสนาและสังคม การมีพื้นฐานทางศาสนาที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความมั่นใจในการประกอบศาสนกิจและไม่สามารถเข้าใจหลักการเชิงลึกในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้อย่างเต็มที่ การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 แม้จะมีสาระด้านศาสนาอิสลาม แต่ยังขาดความลึกซึ้งในเนื้อหาสำคัญของศาสนาอิสลาม เช่น ฟิกฮ์ต้นแบบ อัคลาก และหะดีษสำคัญ ทำให้โรงเรียนบูรณาการหลักสูตรอิบติดาอี (อิสลามแบบเข้ม) เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของสาระวิชา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด การจัดหลักสูตรตามบริบทผู้เรียน ที่เน้นให้สถานศึกษาปรับเนื้อหาตามความต้องการของชุมชนและผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ทั้งนี้นโยบาย กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม มีวินัยและอยู่ร่วมกับสังคมที่หลากหลายได้อย่างสันติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2562) ซึ่งหลักสูตรอิสลามศึกษาและหลักสูตรอิบติดาอีตอบสนองต่อเป้าหมาย ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและการ บูรณาการหลักสูตรอิบติดาอีในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จึงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างรากฐานทางศาสนาที่มั่นคง ส่งเสริมจริยธรรม ความรู้ และทักษะชีวิตที่จำเป็น สอดคล้องกับกฎหมาย นโยบาย และความต้องการของชุมชน พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเยาวชนมุสลิมที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และดำรงชีวิตอย่างสงบสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม
ดังนั้น โรงเรียนหนองทะเลวิทยาจึงได้พัฒนากระบวนการบริหารเพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษา เชิงรุกโดยใช้รูปแบบ ADDIE Model มาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพอันจะนำไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน
2.1 วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนากระบวนการบริหารการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาโดยใช้ ADDIE Model
2. เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาให้เป็นการเรียนรู้เชิงรุก
3. เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ คุณลักษณะ และคุณธรรมตามหลักอิสลามของผู้เรียน
2.2 เป้าหมาย
2.2.1 เป้าหมายเชิงปริมาณ
1. มีการจัดทำ/ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาแบบบูรณาการและหลักสูตรฉพาะ(อิบติดาอี) ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น จำนวน 2 หลักสูตร
2. ครูผู้สอนอิสลามศึกษาร้อยละ 100 ขึ้นไป สามารถนำกระบวนการบริหารการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ADDIE Model ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
3. ผู้เรียนร้อยละ 55 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอิสลามศึกษาระดับ 3 ขึ้นไป ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
4. ผู้เรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีส่วนร่วมในการปฏิบัติศาสนกิจตามหลักอิสลามของผู้เรียน
5. ผู้เรียนร้อยละ 95 ขึ้นไป ได้รับประกาศนียบัตรอิบติดาอี
2.2.2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ
1. สถานศึกษามีกระบวนการบริหารการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาที่เป็นระบบ ชัดเจน และสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องตามรูปแบบ ADDIE Model
2. ครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษาเชิงรุก โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
3. ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน และสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางศาสนากับชีวิตประจำวัน
4. ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอิสลามศึกษาอยู่ในระดับมาก