ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ไทยโดยการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำๆ

1. ความสำคัญของผลงานนวัตกรรม

1.1 เหตุผลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการที่จะทำผลงานนวัตกรรม

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนาฏศิลป์ที่ผ่านมาพบว่าในห้องเรียนหนึ่ง ๆ จะประกอบไปด้วยนักเรียน 3 กลุ่ม คือ นักเรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน นักเรียนที่เรียนอ่อนมักจะประสบปัญหา คือ เรียนไม่ทันเพื่อน หรือไม่ทันกับระยะเวลาที่กำหนดในแต่ละเนื้อหา ทำให้นักเรียนกลุ่มเกิดความคับข้องใจ เกิดความท้อแท้ใจ คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถหรือความถนัดทางด้านนาฏศิลป์ จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า เป็นวิธีการเรียนการสอนที่ไม่สนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะผู้เรียนได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันทั้งชั้น ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เด็กที่เรียนอ่อนกลุ่มนี้จึงควรได้รับความสนใจจากครูเป็นพิเศษ โดยอาจจะใช้วิธีการสอน ซ่อมเสริม เพื่อช่วยให้สามารถเรียนได้ทันเพื่อน หรือให้มีความรู้ความสามารถ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด

ผู้จัดทำจึงนำการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ

ทำซ้ำ ๆ เนื่องจากการปฏิบัติท่ารำนาฏศิลป์ไทย เป็นทักษะการปฏิบัติที่ต้องใช้ทุกส่วนของร่างกาย จัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง ดังนั้น การปฏิบัตินาฏศิลป์ไทยจึงต้องมีการฝึกฝน การปฏิบัติซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นทักษะ ซึ่งครูผู้สอนต้องมีหน้าที่เป็นผู้สาธิต โดยให้นักเรียนปฏิบัติตามและทำซ้ำ ๆ เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติท่ารำได้ถูกต้องและสวยงาม

1.2 แนวคิดหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลงานหรือนวัตกรรมสามารถอ้างถึงแนวคิดหลักการทฤษฎีรูปแบบ วิธีการ ฯลฯ ที่นำมาใช้ในการออกแบบผลงานหรือนวัตกรรมได้

การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำๆ

MACRO model คือแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการมาจากแนวคิดของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วน ที่สามารถสรุปออกมาเป็นขั้นตอนการสอนได้ 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละองค์ประกอบนั้นมีรายละเอียด ดังนี้

M จากคำว่า Motivation หมายถึง การสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงบันดาลใจ ความสนใจและความต้องการในการเรียนรู้ ขั้นนี้เป็นขั้นแรกของการเรียนรู้ตามแนวการสอนนี้ เป็นขั้นที่ครูผู้สอนจะต้องร่วมมือกับผู้เรียนในการกำหนดและตั้งประเด็นการเรียนรู้ ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ตามแผนที่ยึดโยงกับหลักสูตร ผู้เรียนจะต้องรับรู้ถึงจุดหมายและมีแรงจูงใจในการเรียนรู้บทเรียน โดยผู้สอนสามารถเลือกใช้กิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเล่าเรื่อง การศึกษาจากบทความหรือคำประพันธ์ หรือ การชมวีดิทัศน์ต่าง ๆ เพื่อการนำเข้าสู่บทเรียนและการเรียนรู้ แล้วพยายามให้นักเรียนเกิดความสนใจ เกิดคำถามและข้อซักถามต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนตั้งประเด็นที่ต้องการรู้ และการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนด้วยกิจกรรม ซึ่งจุดที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือการที่ผู้เรียนต้องสามารถตั้งประเด็นอภิปรายได้ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ในขั้นถัดไป

A จากคำว่า Active learning ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ความรู้โดยตรงจากการ

ลงมือทำด้วยตนเองผ่านวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สำหรับการสอนในขั้นนี้ ครูควรให้ความรู้พื้นฐานกับผู้เรียนเกี่ยวกับการสร้างองค์ความรู้ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คือ แนวทางการสืบค้นความรู้เพื่อให้ได้ความรู้ที่ต้องการ ส่วนที่ 2 คือ ศาสตร์ สาขา แขนงความรู้และแหล่งความรู้ที่เกี่ยวข้อง และ ส่วนที่ 3 คือ การเรียบเรียงข้อมูล ค้นพบ ความคิดเห็น และการให้เหตุผลโต้แย้งและสนับสนุน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจถึงกระบวนการสร้างองค์ความรู้ ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งได้ ซึ่งครูผู้สอนจำเป็นต้องมีเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การอภิปรายกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การระดมสมอง และ การใช้สถานการณ์จำลอง เป็นต้น โดยเน้นไปที่กระบวนการคิดเป็นหลัก ผู้เรียนจะศึกษาค้นคว้าตามประเด็นความรู้หรือหัวข้อที่ตกลงกัน โดยครูผู้สอนจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

C จากคำว่า Conclusion ซึ่งเป็นการที่ผู้เรียนสามารถสรุปองค์ความรู้หรือสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ตามความคิดและภาษาของตนเองได้ โดยขั้นนี้จะเป็นการที่ผู้เรียนจะนำผลการอภิปรายและสาธิตที่เป็นผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน มากำหนดเป็นความคิดหรือองค์ความรู้ใหม่ และสรุปออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเขียนแผนผังโครงการ บทความ การทำรายงาน การบรรยาย หรือ การสรุปองค์ความรู้ในลักษณะอื่น ๆ ซึ่งครูผู้สอนจะทำหน้าที่ในการประเมินองค์ความรู้ของผู้เรียนเพื่อให้ทราบถึงองค์ความรู้และความสมบูรณ์ขององค์ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับ

R จากคำว่า Reporting คือการที่ผู้เรียนสื่อสารและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยภาษา วิธีการและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ซึ่งเป็นขั้นของการช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสนำเสนอและแสดงผลงาน ที่ได้จากการสร้างองค์ความรู้ของตัวเอง เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับรู้ ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตัวเอง และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนออีกด้วย

O จากคำว่า Obtain ซึ่งเป็นการที่ผู้เรียนนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ เผยแพร่ความรู้สู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมต่าง ๆ ซึ่งขั้นนี้จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความเข้าใจของตนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มความชำนาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจำในเรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหลังจากนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้แล้ว ก็ควรที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ไปยังครอบครัว ชุมชน และสังคม หรืออาจเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็ได้

การสอนแบบ MACRO Model นั้น นับเป็นแนวการสอนที่ช่วยฝึกให้ผู้เรียนกล้าตั้งคำถาม กล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้าตัดสินใจ ซึ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนจากการที่ผู้เรียนไปแค่ผู้รับฟังเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองแบบร่วมมือ ซึ่งกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจใฝ่รู้ และรู้จักเรื่องรู้เพื่อแก้ปัญหา สามารถตกผลึกองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตัวเองโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง และสนับสนุนให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้ที่ได้ประยุกต์ใช้ และนำเสนอสู่ภายนอก เพื่อให้เกิดประโยชน์หรือความเข้าใจแก่บุคคลอื่นในระดับสาธารณะ

2. จุดประสงค์และเป้าหมายของผลงานนวัตกรรม

2.1 จุดประสงค์

1. เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ และตระหนักถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

2. เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติท่ารำจนเกิดทักษะทางนาฏศิลป์ไทย

3. เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการท่ารำนาฏศิลป์ไทยและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

2.2 เป้าหมาย

เชิงปริมาณ

1. นักเรียนร้อยละ 100 เกิดความภาคภูมิใจ และตระหนักถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

2. นักเรียนร้อยละ 100 สามารถปฏิบัติท่ารำจนเกิดทักษะทางนาฏศิลป์ไทย

3. นักเรียนร้อยละ 100 มีพัฒนาการท่ารำนาฏศิลป์ไทยและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

เชิงคุณภาพ

1. นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ และตระหนักถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

2. นักเรียนสามารถปฏิบัติท่ารำจนเกิดทักษะทางนาฏศิลป์ไทย

3. นักเรียนมีพัฒนาการท่ารำนาฏศิลป์ไทยและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

3. จุดเด่นและกระบวนการ

ผู้จัดทำได้นำเสนอการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

กระบวนการ การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

M motivation การสร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ความสนใจและความต้องการในการเรียนรู้

A active learning การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ความรู้โดยตรงจากการลงมือกระทำด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆที่หลากหลายเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

C conclusion ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้หรือสังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ตามความคิดและภาษาของตนเอง

R reporting ผู้เรียนสื่อสารและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยภาษาวิธีการและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม

O obtain ผู้เรียนนำผลการเรียนรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์เผยแพร่ความรู้สู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ด้วยวิธีการ สื่อ หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม

กระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

สาธิต ครูเป็นผู้สาธิตการปฏิบัติให้แก่ผู้เรียน

ปฏิบัติ ให้นักเรียนปฏิบัติตามครู

ทำซ้ำ ๆ นักเรียนฝึกฝนทำซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นทักษะ

4. กระบวนผลิตผลงาน หรือขั้นตอนการดำเนินงาน

การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (P)

1. ศึกษาปัญหา ความต้องการ และสิ่งที่ควรพัฒนากิจกรรมการเรียนนาฏศิลป์ไทย

2.ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model

ขั้นที่ 2 การดำเนินการ (D)

3.นำการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ มาทดลองใช้กับนักเรียนชมรมนาฏศิลป์

ขั้นที่ 3 สรุปและประเมินผล (C)

4. สรุปปัญหาและการประเมินผล การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

ขั้นที่ 4 ปรับปรุงตามผลการประเมิน (A)

5. นำการสรุปปัญหาและการประเมินผลการการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขั้นที่ 5 การวางแผน (P)

6. ประชุมชี้แจงการดำเนินงาน การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ ให้กับครูในกลุ่มสาระเรียนรู้ศิลปะได้รับทราบ

ขั้นที่ 6 การดำเนินการ (D)

7. นำการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ ไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในรายวิชา นาฏศิลป์

ขั้นที่ 7 สรุปและประเมินผล (C)

8. สรุปปัญหาและการประเมินผล การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ

ขั้นที่ 8 ปรับปรุงตามผลการประเมิน (A)

9. นำการสรุปปัญหาและการประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อนำไปใช้กับนักเรียนทุกระดับชั้น

5. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ

ผลที่เกิดตามจุดประสงค์

จากการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสาธิต ปฏิบัติ ทำซ้ำ ๆ พบว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเชิงรูปธรรม กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดังนี้

1. นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ และตระหนักถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เช่น สังเกตได้จากการที่นักเรียนได้แสดงนาฏศิลป์ไทยได้อย่างไม่เขินอาย แสดงออกด้วยความภาคภูมิใจ วัดจากแบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน

2. นักเรียนสามารถปฏิบัติท่ารำได้ถูกต้องจนเกิดทักษะทางนาฏศิลป์ไทย

3. นักเรียนมีพัฒนาการท่ารำนาฏศิลป์ไทยและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

โพสต์โดย มิ้งค์ : [21 เม.ย. 2568 (21:28 น.)]
อ่าน [97312] ไอพี : 58.10.51.90
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 23,736 ครั้ง
4 เรื่องฝากครรภ์ที่แม่ต้องรู้
4 เรื่องฝากครรภ์ที่แม่ต้องรู้

เปิดอ่าน 12,870 ครั้ง
อย่ารีรอ !! เรื่องสุขภาพหน้าจอ
อย่ารีรอ !! เรื่องสุขภาพหน้าจอ

เปิดอ่าน 13,810 ครั้ง
22 จานเด็ด ลดเสี่ยงมะเร็ง
22 จานเด็ด ลดเสี่ยงมะเร็ง

เปิดอ่าน 19,164 ครั้ง
สรรพคุณของ "เสลดพังพอนตัวผู้"
สรรพคุณของ "เสลดพังพอนตัวผู้"

เปิดอ่าน 12,529 ครั้ง
รณรงค์บริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพ
รณรงค์บริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพ

เปิดอ่าน 14,995 ครั้ง
เล็กๆ น้อยๆ เรื่องการนอน
เล็กๆ น้อยๆ เรื่องการนอน

เปิดอ่าน 50,174 ครั้ง
กฎสามส่วน (Rule of Third)
กฎสามส่วน (Rule of Third)

เปิดอ่าน 10,938 ครั้ง
"กานพลู" เครื่องเทศ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
"กานพลู" เครื่องเทศ ต่อต้านอนุมูลอิสระ

เปิดอ่าน 30,038 ครั้ง
เลิกโทษเด็กนักเรียนได้ไหม? คอลัมน์สุจิตต์ วงษ์เทศ
เลิกโทษเด็กนักเรียนได้ไหม? คอลัมน์สุจิตต์ วงษ์เทศ

เปิดอ่าน 5,027 ครั้ง
เทคโนโลยีทางเลือกสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก มีอะไรบ้างนะ
เทคโนโลยีทางเลือกสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก มีอะไรบ้างนะ

เปิดอ่าน 8,915 ครั้ง
Quiet Quitting คืออะไร? เหตุใดคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อว่าทุ่มเทแล้วจะได้ดี
Quiet Quitting คืออะไร? เหตุใดคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อว่าทุ่มเทแล้วจะได้ดี

เปิดอ่าน 11,345 ครั้ง
PSY - GANGNAM STYLE คลิปยอดฮิต "กังนัม สไตล์"
PSY - GANGNAM STYLE คลิปยอดฮิต "กังนัม สไตล์"

เปิดอ่าน 15,946 ครั้ง
ไฟล์ภาพ"GIF" อ่านว่า "จิฟ" ไม่ใช่"กิฟ!"
ไฟล์ภาพ"GIF" อ่านว่า "จิฟ" ไม่ใช่"กิฟ!"

เปิดอ่าน 2,133 ครั้ง
BLOCKCHAIN คืออะไร ?
BLOCKCHAIN คืออะไร ?

เปิดอ่าน 18,242 ครั้ง
พระประวัติ  สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เปิดอ่าน 134,084 ครั้ง
หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ พ.ศ. 2560
หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ พ.ศ. 2560
เปิดอ่าน 20,423 ครั้ง
มะระจีน
มะระจีน
เปิดอ่าน 18,514 ครั้ง
วิธีการพับเสื้อยืดอย่างรวดเร็ว
วิธีการพับเสื้อยืดอย่างรวดเร็ว
เปิดอ่าน 60,687 ครั้ง
โลกนี้มีกี่ภาษา
โลกนี้มีกี่ภาษา
เปิดอ่าน 19,354 ครั้ง
วิธีแก้อาการปวดหลัง
วิธีแก้อาการปวดหลัง

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ