ชื่อเรื่อง : การพัฒนากระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ด้านการอ่าน (RT)
ชื่อผู้วิจัย : ลัดดาพรรณ จันทร์ปรีดา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ
ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
ปีที่ทำการวิจัย : 2563
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง กระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสี่แยก มีวัตถุประสงค์หลัก คือพัฒนากระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) มีขั้นตอนของ
การดำเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร หัวหน้างาน และครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 180 คน และสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ด้านการอ่าน (RT) จำนวน 9 คน ขั้นตอนที่ 2 สร้างและหาคุณภาพของกระบวนการการบริหาร
แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับ
การบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) จำนวน 5 คน และขั้นตอน
ที่ 3 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำกระบวนการไปใช้ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร หัวหน้างาน และครูผู้สอน
ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 180 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลแบบการตอบสนองคู่ ด้วยค่า Modified Priority Needs Index (PNImodified) ส่วนข้อมูล
เชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
สรุปผลการวิจัย
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล สภาพและแนวทางของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนา
คุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT) สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
1.ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 31-40 ปี ส่วนใหญ่ศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 121 มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา มีประสบการณ์ในการทำงาน 11-15 ปี
2.ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT) ในภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความไว้วางใจ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 ในภาพรวมมีสภาพที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงานการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร การปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และจากการวิเคราะห์ค่าดัชนี ลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น(Modified Priority Needs Index: PNImodified) ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT) ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 ในภาพรวมมีความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาแต่ละด้าน พบว่า ด้านความไว้วางใจ มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับสูง ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน และด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานกลาง และด้านความผูกพันต่อองค์กร มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับปานต่ำ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ปัญหาและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 ในด้านต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
1.1 ด้านความไว้วางใจ พบว่า ผู้บริหารควรยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร เพื่อสร้างความไว้ใจกับทุกภาคส่วน ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจริงใจในการบริหารงานและบริหารบุคคล บริหารงานแบบโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 ด้านความผูกพันต่อองค์กร พบว่า ผู้บริหารควรปฏิบัติการเป็นแบบอย่าง มุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จ โดยยึดกรอบมาตรฐานการศึกษาและความต้องการของชุมชน ไม่ทำประโยชน์ส่วนตน บุคลากรขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะแข่งขันในการทำงานในองค์กร และควรจัดกิจกรรมให้บุคลากรมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
1.3 ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน พบว่า ผู้บริหารไม่มีความชัดเจน
ในการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน ระบบบริหารไม่มีมาตฐาน ขาดการวางแผนร่วมกันใน
องค์กร ขาดความตระหนักในการให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ขาดความเข้าใจในพันธกิจขององค์กร การเห็นแห่ประโยชน์ส่วนนมากกว่าการทำความเข้าใจในนโยบายและวัตถุประสงค์
องค์กร ควรมีการทำกับดูแล ติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
1.4 ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน พบว่า ผู้บริหารขาดความยืดหยุ่นและ
ความศรัทธาในการบริหารจัดการ การกำกับ ติดตาม ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างขวัญกำลังใจ
ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่รับฟังความคิดเห็นในการทำงานร่วมกัน ยึดติดกับการสั่งการจากต้นสังกัด และวางตัวบุคคลไม่เหมาะสมกับงาน
2. กระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT)
ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบคือ 1) ด้านความไว้วางใจ 2) ด้านความผูกพันต่อองค์กร 3) ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน และ 4) ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน โดยมีหลักการบริหารตามวงจรคุณภาพ PDCA เป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินงานในแต่ละองค์ประกอบ
องค์ประกอบต้านความไว้วางใจ มีประเด็นในการดำเนินงาน ดังนี้
1. ผู้บริหารให้ความไว้วางใจบุคลากร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายใน
การปฏิบัติงาน
2. จัดทำรายงานการบริหารงบประมาณสนับสนุนในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในด้านต่าง เสนอต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง
3. กำหนดแนวทางการบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร เพื่อสร้าง
ความไว้ใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4. ผู้บริหารสร้างขวัญและกำลังใจต่อบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงาน
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน
5. จัดประชุมบุคลากร เพื่อร่วมกันวางแผนในการกำหนดเป้าหมายและแนวทาง
ในการติดตาม ประเมินผล เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ
6. ผู้บริหารให้การยอมรับในความรู้และความสามารถ เพื่อให้บุคลากรมีแรงจูงใจ
ในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
องค์ประกอบด้านความผูกพันต่อองค์กร มีประเด็นในการดำเนินงาน ดังนี้
1. ผู้บริหารสร้างความเข้าใจและให้ความเชื่อมั่นในการพัฒนาบุคลากร
อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งผลต่อการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของบุคลากร
2. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดสัมมนา ฝึกอบรมแก่บุคลากร เพื่อก่อให้เกิดความผูกพัน และความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกัน
3. ส่งเสริมและสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ
ในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในต้านต่าง ๆ และนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน
4. ผู้บริหารให้ความมีอิสระในการปฏิบัติงานแก่บุคลากร เพื่อให้บุคลากรปฏิบัติ
หน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ
5. กำหนดวิสัยทัศน์ และๆจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษา เพื่อให้บุคมากรเข้ามา
มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและเกิดความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกัน
6. ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรเข้าร่วมประชุม อบรมอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อนำมาพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพและมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น
3. ผลการประเมินความเหมาะสมในการนำกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน ไปใช้ โดยภาพรมพบว่า มีความหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาผลการประเมินในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีความหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความไว้วางใจ มีความหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน มีความหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความเป็นไปได้ในการนำกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน ไปใช้ โดยภาพรวม มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาผลการประเมินในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความไว้วางใจ มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด
4.ผลการประเมินความถูกต้องในการนำกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน ไปใช้ โดยภาพรมพบว่า มีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาผลการประเมินในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความไว้วางใจ มีความถูกต้องในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีมีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน มีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความเป็นประโยชน์ในการนำกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน ไปใช้ โดยภาพรวม มีความเป็นประโยชน์ได้อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาผลการประเมินในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านความไว้วางใจ มีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน และด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน มีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร มีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด
5. ผลการทดลองใช้กระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT)
5.1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1สูงกว่า ก่อนเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองยางนุสรณ์ สูงกว่า ก่อนเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองผักแว่น สูงกว่า ก่อนเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยาสูงกว่า ก่อนเรียนโดยวัดผลการใช้คู่มือการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
5.2 ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสี่แยก ปีการศึกษา 2563 หลังการนำคู่มือไปทดลอง โรงเรียนบ้านสี่แยก โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 75.62, S.D.=10.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการอ่านรู้เรื่อง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 77.00, S.D.=6.67) รองลงมา คือ ด้านการอ่านออกเสียง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี ( = 74.25, S.D.=4.10) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละจำแนกตามสังกัด พบว่า โรงเรียนบ้านสี่แยกมีคะแนนค่าเฉลี่ยสูงกว่า ระดับเขตพื้นที่ ร้อยละ 0.13 ระดับศึกษาธิการภาค ร้อยละ 1.56 ระดับสังกัด ร้อยละ 2.42 และระดับประเทศ ร้อยละ 2.60 แต่โรงเรียนบ้านสี่แยกมีคะแนนต่ำกว่าระดับจังหวัด ร้อยละ1.55
ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองยางนุสรณ์ ปีการศึกษา 2563 หลังการนำคู่มือไปทดลอง โรงเรียนคลองยางนุสรณ์ โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 90.00, S.D.=9.92) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการอ่านออกเสียง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 92.70, S.D.=6.70) รองลงมา คือ ด้านการอ่านรู้เรื่อง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี ( = 87.29, S.D.=3.95) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละจำแนกตามสังกัด พบว่า โรงเรียนคลองยางนุสรณ์ มีคะแนนค่าเฉลี่ยสูงกว่า ระดับเขตพื้นที่ ร้อยละ 14.51 ระดับจังหวัด ร้อยละ12.83 ระดับศึกษาธิการภาค ร้อยละ 15.94 ระดับสังกัด ร้อยละ 16.80 และระดับประเทศ ร้อยละ 16.98
ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองผักแว่นปีการศึกษา 2563 หลังการนำคู่มือไปทดลอง โรงเรียนบ้านหนองผักแว่นโดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 98.76, S.D.=3.34) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านการอ่านรู้เรื่อง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 99.39, S.D.=0.80) รองลงมา คือด้านการอ่านออกเสียง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี ( = 98.40, S.D.=2.98) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละจำแนกตามสังกัด พบว่า โรงเรียนบ้านหนองผักแว่น มีคะแนนค่าเฉลี่ยสูงกว่า ระดับเขตพื้นที่ ร้อยละ 23.27 ระดับจังหวัด ร้อยละ 21.59 ระดับศึกษาธิการภาค ร้อยละ 24.70 ระดับสังกัด ร้อยละ 25.56 และระดับประเทศ ร้อยละ 25.74
ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยาปีการศึกษา 2563 หลังการนำคู่มือไปทดลอง โรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยาโดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดี ( = 71.80, S.D.=20.69) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการอ่านออกเสียง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ( = 72.64, S.D.=14.00) รองลงมา คือ ด้านการอ่านรู้เรื่อง มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี ( = 70.95, S.D.=8.12) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละจำแนกตามสังกัด พบว่า โรงเรียนบ้านหนองผักแว่น มีคะแนนค่าเฉลี่ยต่ำกว่า ระดับเขตพื้นที่ ร้อยละ 3.69 ระดับจังหวัด ร้อยละ 5.37 ระดับศึกษาธิการภาค ร้อยละ 2.26 ระดับสังกัด ร้อยละ 1.40 และระดับประเทศ ร้อยละ 1.22
6. ความพึงพอใจที่มีต่อกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65, S.D.=0.091) เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการออกแบบรูปเล่มของคู่มือ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.69, S.D.=0.304) รองลงมา คือ ด้านเนื้อหาในคู่มือ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.68, S.D.=0.212) และข้อที่น้อยที่สุด คือ ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.58, S.D.=0.163) มีรายละเอียดดังนี้
ด้านการออกแบบรูปเล่มของคู่มือ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.69, S.D.=0.304) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ขนาดรูปเล่มมีความเหมาะสมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.83, S.D.=0.389) รองลงมา คือ ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.75, S.D.=0.452) และข้อที่น้อยที่สุด คือ รูปเล่มของคู่มือมีความน่าสนใจและความสะดวกในการใช้สื่อสาร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.58, S.D.=0.515)
ด้านเนื้อหาในคู่มือ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.68, S.D.=0.212) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ เนื้อหาของคู่มือมีความทันสมัย ต่อเหตุการณ์ และการจัดเนื้อภายในคู่มือ เป็นหมวดหมู่ เข้าใจง่าย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.75, S.D.=0.452) รองลงมา คือ เนื้อหามีคลอบคลุมและความเหมาะสมและการจัดเนื้อหา เป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องและเชื่อมโยงกันดี มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.67, S.D.=0.515) และข้อที่น้อยที่สุด คือ เนื้อหาของคู่มือมีความตรงต่อความต้องการการจัดเนื้อหาเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องและเชื่อมโยงกันดี มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.58, S.D.=0.515)
ด้านการนำไปใช้ประโยชน์ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก( = 4.58, S.D.=0.163) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ สามารถนำคู่มือไปใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.75, S.D.=0.452) รองลงมา คือ สามารถนำคู่มือไปใช้ศึกษาเพิ่มเติมในใช้ในกระบวนการบริหารทางการบริหารจัดการงานในสถานศึกษาและความรู้จากคู่มือสามารถนาไปใช้ประโยชน์ใน การพัฒนาพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่านให้สูงขึ้น มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.58, S.D.=0.515) และข้อที่น้อยที่สุด คือความพึงพอใจของท่านโดยรวมต่อประโยชน์ ที่ได้รับจากคู่มือ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก( = 4.42, S.D.=0.515)
อภิปรายผล
1.ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน (RT) ในภาพรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ด้านการอ่าน (RT) ในภาพรวมมีสภาพที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านความไว้วางใจ
ทั้งนี้อาจเพราะการที่ผู้บริหารติดตามความก้าวหน้าของงานที่มอบหมายเป็นระยะ พร้อมทั้งมอบหมายงานที่สำคัญ ๆ ให้แก่บุคลากรอยู่สมอ และมีการพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บังคับบัญชาที่จะมอบหมายงานในด้านต่าง ๆ แท่ผู้บุคลากร ซึ่งในบางครั้งการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานจำเป็นต้องส่งเสริมด้วยการให้อิสระการตัดสินใจในการทำกิจกรรมแก่บุคลากรยกย่องให้เกียรติ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด (อรุณ รักธรรม.2540: 269) การบริหารแบบมีส่วนร่วมมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1) การไว้เนื้อเชื่อใจ 2) การติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลทั้งแนวดิ่งแล แนวขนาน 3) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเป็นหลัก และ 4) การทำงานเป็นทีม และสอดคล้องกับแนวคิดของชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2546: 211) ที่กล่าวถึงการบริหารแบบมีส่วนร่วมมีหลักสำคัญ 6 ประการ คือ 1) การกระจายอำนาจและการให้อำนาจในการตัดสินใจ 2) ความไว้วางใจกัน 3) การร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และร่วมรับผิดชอบดำเนินการ 4) มีความเป็นอิสระที่จะรับผิดชอบและสามารถดูแลตนเองได้ 5) ความผูกพันต่อกันและรู้สึกเป็นเจ้าของหน่วยงานร่วมกัน และ 6) การให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนและทันสมัยต่อทุกคนที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สอดคล้องกับงานวิจัยของบรรพชา บุญสิงห์ (2556) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอเปื่อยน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2 พบว่า มีการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ต้านความไว้วางใจกัน อยู่ในระตับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ รัชนิดา นิลมณี (2554) ที่ทำการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมกับงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 พบว่า มีการบริหารแบบมีส่วนร่วมในต้านต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก เรียงลำตับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความยึดมั่นผูกพัน ความผูกพันที่จะปฏิบัติ การตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน และความเป็นอิสระต่อการรับผิดชอบในงาน และการไว้วางใจกัน ตามลำดับ