ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนารูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์น

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ คือ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นกับที่เรียนแบบปกติ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ 4) เพื่อนำรูปแบบ การสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปขยายผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูล/แหล่งข้อมูล ได้แบ่งเป็นตอนดังนี้ ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานแหล่งข้อมูลเอกสาร ประกอบด้วย เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูลบุคคล ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา 2) นักเรียนที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ตอนที่ 2 การออกแบบและพัฒนารูปแบบ แหล่งข้อมูลบุคคล ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน คือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1 คน ด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ 1 คน ด้านการสอนวิทยาศาสตร์ 2 คน และด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา 1 คน ตอนที่ 3 การวิจัยทดลองใช้รูปแบบ แหล่งข้อมูล คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 2 ห้องเรียน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 เป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 36 คน ตอนที่ 4 การพัฒนาประเมินผลการใช้รูปแบบแหล่งข้อมูล คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ที่กำลังศึกษา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ คู่มือการใช้รูปแบบ หน่วยและแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูผู้สอน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ประเด็นสนทนากลุ่มความคิดเห็นของนักเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลัง การเรียนรู้ แบบวัดทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม และแบบวัดความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที แบบอิสระและแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการวิจัยพบว่า

1. ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ พบว่า ผลจากการสังเคราะห์เอกสาร แนวคิดทฤษฎีในการพัฒนารูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ได้กรอบองค์ประกอบของรูปแบบการสอน 5 องค์ประกอบคือ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) จุดประสงค์ของรูปแบบการสอน 3) เนื้อหาสาระของรูปแบบการสอน 4) กิจกรรมและกระบวนการเรียนการสอน 5) การวัดและประเมินผล เพื่อให้ได้รู้แบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ ในส่วนการสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 4 ประการ คือขั้นตอนของรูปแบบ (Syntax หรือ Phases) เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนการสอนหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีลำดับขั้นดังนี้ 1) เตรียมความพร้อมของผู้เรียน (Preparation) 2) ดึงความคิดเพื่อระบุคำถามหรือความรู่ใหม่ที่ต้องการ (Engagement) 3) กำหนดแนวทางและปฏิบัติในการสร้างความรู้ใหม่ (Practice) 4) สรุปประเด็นโครงสร้างใหม่ทางปัญญาด้วยตนเอง (Conclusion) 5) ขยายโครงสร้างทางปัญญาหรือความรู้ใหม่ (Elaboration) และ 6) นำความรู้ใหม่ไปใช้ (Extension) โดยครูวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต้องการผู้เรียนเผชิญคำถามหรือสถานการณ์ที่ต้องการคำตอบ ให้ทุกคนในกลุ่มได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น และปฏิบัติเท่าเทียมกัน ใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดในเรื่องที่เรียน นำไปสู่การค้นคว้าจนเกิดทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม และผลการสนทนากลุ่มและการสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครู มีความคิดเห็นคล้ายกันโดยสรุป คือ ด้านการจัดการเรียนการสอนของครู พบว่า ครูใช้วิธีสอน โดยให้นักเรียนสังเกตสิ่งของที่ครูเตรียมม และจะใช้คำถามถามนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ ผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน พบว่า นักเรียนเรียนรู้ จากการสังเกตสิ่งของที่ครูเตรียมมาและปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่มและรายบุคคล ปัญหาที่เกิดในระหว่างการเรียนรู้ของนักเรียน โดยส่วนใหญ่ต่างคนต่างเร่งทำงานของตนเองให้เสร็จจึงไม่คำนึงถึงเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

2. รูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีชื่อว่า “MEEROD Model” มีองค์ประกอบของรูปแบบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ เป็นการเรียนตามตามแนวคิดสมองเป็นฐานร่วมกับ Active Learning & DLIT คุณภาพ Thailand 4.0 โดยยึดหลัก“ศาสตร์พระราชา” มีกระบวนการความคิดได้มาจากหลายๆ วิธีการ สร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน วางแผน ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับผู้เรียน สร้างความคิดที่ทั้งเป็นความคิดเสริมจากเดิม และความคิดก้าวหน้าใหม่ๆ โดยผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และช่วยให้นำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวันได้ 2) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม 3) องค์ประกอบของกระบวนการ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 จูงใจเพื่อการเรียนรู้ (Motivation in learning: M) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration: E) ขั้นที่ 3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchanging knowledge: E) ขั้นที่ 4 ทบทวนเพื่อออกแบบ (Review for a solution design: R) ขั้นที่ 5 ประเมินผลภาพรวม (Overview assessment: O) ขั้นที่ 6 การพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้ (Development and application: D) 4) การวัดและประเมินผล ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 5) เงื่อนไขสำคัญในการนำรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ ไปใช้ให้ประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบ มีวินัยและมุ่งมั่นในการทำงาน ใช้สื่อการเรียนการสอนจากผลการวิจัยและกระบวนการวิจัยเป็นหลัก และกิจกรรมขบคิดที่นำมาใช้กับนักเรียนเป็นแบบจำลอง เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน โดยพบว่า รูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์ (MEEROD Model) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.40/84.50

3. ประสิทธิผลของรูปแบบพบว่า 3.1) หลังเรียนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3.2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

4. ผลการขยายผลรูปแบบพบว่า หลังเรียนตามรูปแบบนักเรียนมีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เรื่องพลังงานความร้อน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โพสต์โดย ya : [9 ม.ค. 2565 เวลา 10:50 น.]
อ่าน [103620] ไอพี : 223.207.227.126
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 11,139 ครั้ง
อย.อายัดด่วนนมผงนำเข้าจากจีน 20 ตัน!
อย.อายัดด่วนนมผงนำเข้าจากจีน 20 ตัน!

เปิดอ่าน 14,308 ครั้ง
เสริมสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการคิดแบบปิงปองดูสิ
เสริมสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการคิดแบบปิงปองดูสิ

เปิดอ่าน 12,802 ครั้ง
ฝังเข็มที่ใบหู ลดน้ำหนักได้
ฝังเข็มที่ใบหู ลดน้ำหนักได้

เปิดอ่าน 41,439 ครั้ง
การคิดเลขในใจ
การคิดเลขในใจ

เปิดอ่าน 16,590 ครั้ง
ชาวเน็ตแห่เล่น "หิมะ" ตกในเมืองไทย
ชาวเน็ตแห่เล่น "หิมะ" ตกในเมืองไทย

เปิดอ่าน 23,557 ครั้ง
คุณสมบัติของ e-Learning
คุณสมบัติของ e-Learning

เปิดอ่าน 10,416 ครั้ง
หมอแนะกินผัก ผลไม้ป้องกันไข้หวัดใหญ่
หมอแนะกินผัก ผลไม้ป้องกันไข้หวัดใหญ่

เปิดอ่าน 3,419 ครั้ง
บริการเช่ารถหรู ที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของคุณให้เป็นจริงในทันตา!
บริการเช่ารถหรู ที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของคุณให้เป็นจริงในทันตา!

เปิดอ่าน 9,692 ครั้ง
กูเกิลทำแว่นวิเศษ
กูเกิลทำแว่นวิเศษ

เปิดอ่าน 21,301 ครั้ง
ประวัติจังหวัดนครพนม
ประวัติจังหวัดนครพนม

เปิดอ่าน 37,448 ครั้ง
วรรณคดีมรดก
วรรณคดีมรดก

เปิดอ่าน 32,502 ครั้ง
ผักบำรุงสมอง
ผักบำรุงสมอง

เปิดอ่าน 27,343 ครั้ง
ศาลปกครองคืออะไร
ศาลปกครองคืออะไร

เปิดอ่าน 13,160 ครั้ง
ใส่ 8 ข้อ เขียนจดหมายสมัครงานให้สะดุดตา สะดุดใจ
ใส่ 8 ข้อ เขียนจดหมายสมัครงานให้สะดุดตา สะดุดใจ

เปิดอ่าน 44,729 ครั้ง
5 วิธีดื่มเบียร์ไม่ให้หนุ่ม ๆ อ้วนจนพุงปลิ้น
5 วิธีดื่มเบียร์ไม่ให้หนุ่ม ๆ อ้วนจนพุงปลิ้น

เปิดอ่าน 12,148 ครั้ง
ไม่อยากเป็นผู้หญิง กลิ่นตัวแรง
ไม่อยากเป็นผู้หญิง กลิ่นตัวแรง
เปิดอ่าน 13,573 ครั้ง
เคล็ดลับความอ่อนเยาว์ของสาวเอเชีย
เคล็ดลับความอ่อนเยาว์ของสาวเอเชีย
เปิดอ่าน 15,137 ครั้ง
ดูพี่ตำรวจเค้าทำ รถเกือบชนกันระนาว !
ดูพี่ตำรวจเค้าทำ รถเกือบชนกันระนาว !
เปิดอ่าน 2,385 ครั้ง
5 เรื่องควรรู้ก่อนส่งพัสดุไปออสเตรเลีย ถึงที่หมายปลอดภัย
5 เรื่องควรรู้ก่อนส่งพัสดุไปออสเตรเลีย ถึงที่หมายปลอดภัย
เปิดอ่าน 15,734 ครั้ง
สายตาเอียง
สายตาเอียง

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ