ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวังสามหมอวิทยาคาร

ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนวังสามหมอวิทยาคาร ในการวิจัยครั้งนี้พบว่า ตัวแปรต้นทุกตัวมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าเส้นอิทธิพลบางเส้นไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ได้หมายความว่าตัวแปรต้นตัวนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะจากการตรวจสอบกับสภาพที่เป็นจริงพบว่ามีตัวแปรทุกตัวมีอิทธิพลตามรูปแบบความสัมพันธ์จำแนกปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. ความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรความเอาใจใส่ของผู้ปกครอง เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งนี้เพราะการที่ผู้ปกครองของนักเรียนคอยให้ความสนใจในด้านการเรียนของนักเรียนซึ่งจะทำให้นักเรียนต้องพัฒนาผลการเรียนของตนเองให้สูงขึ้นผู้ปกครองอาจให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆเช่นด้านความประพฤติซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้นักเรียนเกิดความตั้งใจเรียนที่มากขึ้นเป็นต้นซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ความเอาใจใส่

ของผู้ปกครองมีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของมณู ดอนมอญ (2540) ที่พบว่า ความเอาใจใส่ของผู้ปครองเป็นตัวแปรสำคัญตัวแปรหนึ่งที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

2. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรแรงจูงใจ

ใฝ่สัมฤทธิ์เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทั้งทางตรงและอิทธิพลทางอ้อม ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยมีอิทธิพลรวมเป็นบวกแต่มีอิทธิพลทางตรงเป็นลบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นความคาดหวัง/ความเชื่อ เป็นแรงจูงใจภายในหรือแรงจูงใจภายนอกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งแรงผลักดันเหล่านี้ทำให้นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการเรียนและมีความรับผิดชอบมากขึ้นทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงนอกจากนี้แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ยังมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านความถนัดด้านภาษา ผ่านเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ไปยังผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ มณู ดอนมอญ (2540) ที่พบว่าแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

3. ความตั้งใจเรียน เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่า ตัวแปรความตั้งใจเรียนเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อม ต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพราะความตั้งใจเรียนเป็นความเอาใจใส่ต่อการเรียน การมีสมาธิในการเรียน และการหาความรู้เพิ่มเติมของนักเรียนและทำให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะประพฤติและแสดงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับการปฏิบัติของตน เช่นการปฏิบัติบ่อย ๆ หรือการปฏิบัติเป็นประจำในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก็จะสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ปกรณ์ ประจัญบาน (2542) ที่พบว่า

ความตั้งใจเรียนเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

4. การเรียนแบบมีส่วนร่วม เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรการเรียนแบบมีส่วนร่วม เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งนี้อาจเป็นเพราะนักเรียนมีการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียนกับครู กับเพื่อน การร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนกับเพื่อนตามที่ครูกำหนด และตามที่ครูไม่ได้กำหนดเป็นประจำ ก็จะสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของอัมพร อารีรักษ์ (2538) ที่พบว่าการเรียนแบบมีส่วนร่วมเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

5. ความถนัดด้านภาษา เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรความถนัดด้านภาษา เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพราะความถนัดด้านภาษาเป็นการหาคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับคำที่กำหนดให้การหาคำที่มีความสัมพันธ์กับคำที่กำหนดให้ และการตอบคำถามเกี่ยวกับข้อความหรือโครงที่กำหนดให้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความเข้าใจโจทย์ได้มากขึ้นจึงทำให้ความถนัดด้านภาษามีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของพะยอม กลิ่นจำปา (2538) ที่พบว่าความถนัดด้านภาษาเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

6. ความถนัดด้านจำนวน เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรความถนัดด้านจำนวนเป็นตัวแปรตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางตรงและต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งนี้เพราะความถนัดด้านจำนวน เป็นการหาอนุกรมตัวเลขและเป็นการหาเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของพยอม กลิ่นจำปา (2538) ที่พบว่า ความถนัดด้านจำนวนเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

7. เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เมื่อพิจารณารูปแบบและตารางอิทธิพลจะเห็นว่าตัวแปรเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั้งนี้เพราะเจตคติเป็นความรู้สึก ความคิดเห็นของบุคคล ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์เป็นการประเมินค่าต่อสิ่งนั้นและทำให้บุคคลที่มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้สึกของตนเช่น รู้สึกดี หรือรู้สึกชอบวิชาวิทยาศาสตร์ ก็จะสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของศิริพร ปานาวงศ์ (2545) ที่พบว่าเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

โพสต์โดย แป๋ว : [24 เม.ย. 2564 เวลา 07:08 น.]
อ่าน [205] ไอพี : 171.101.93.203
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ