ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการคว

การวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H

วิธีการวิจัยประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H โดยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ศึกษาหลักการ แนวการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลตามแนวคิดการสอนวิชาภาษาไทย ศึกษาหลักการ แนวการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการร่างรูปแบบฯ ประเมินรูปแบบฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และทดสอบประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เรื่อง การอ่านภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบบันทึกการประชุมแบบมีส่วนร่วม แบบประเมินรูปแบบการเรียนการสอน คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เรื่อง การอ่านภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบฯ และคู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอนฯ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และแบบบันทึกสภาพการจัดการเรียนการสอน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เรื่อง การอ่านภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test (Dependent Samples)

ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้

1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H พบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย มีสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพการจัดชั้นเรียนมีการจัดชั้นเรียนให้นักเรียนนั่งเป็นกลุ่มตามความสมัครใจ การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยส่วนใหญ่มีขั้นนำเข้าสู่บทเรียนโดยการตั้งคำถามเพื่อทบทวนความรู้เดิม ขั้นสอนส่วนใหญ่ใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนโดยครูเป็นผู้บรรยายและให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาในแบบเรียนหรือใบความรู้ประกอบการบรรยาย เนื้อหาในการจัดการเรียนการสอนใช้ตามแบบเรียนของสำนักพิมพ์ต่างๆ และครูจะจัดทำเอกสารประกอบการสอนเพิ่มเติม การสอนส่วนใหญ่เน้นด้านความรู้โดยให้นักเรียนปฏิบัติการทำใบงานหรือแบบฝึกหัด และมีการนำเสนอผลการทำงานเป็นบางครั้งเนื่องจากเวลาไม่เพียงพอ มีการสรุปบทเรียนโดยการใช้คำถาม หรือมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปสรุปความรู้ที่ได้ศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมมาส่ง ครูส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาด้านผลสัมฤทธิ์ ด้านความสามารถในการอ่าน ควรมีการนำเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบต่างๆ ที่เหมาะสมมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้มีการพัฒนาความรู้ความสามารถของนักเรียน เช่น เทคนิคการเรียนแบบโครงงาน การเรียนโดยใช้สมองเป็นฐาน การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนแบบร่วมมือ การเรียนการสอนโดยใช้วิธีการอ่านแบบ SQ3R, SQ4R, เทคนิค 5W1H 2) ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย พบว่า ผู้บริหารควรมีภาวะผู้นำทางวิชาการโดยร่วมกำหนดนโยบายกับฝ่ายวิชาการและหัวหน้ากลุ่มสาระในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อต้องการให้การจัดการศึกษามุ่งสู่ความสำเร็จทั้งด้านผลสัมฤทธิ์และความเป็นเลิศทางวิชาการ คณะครูควรมีบทบาทในการจัดการเรียนการรู้ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามที่กำหนดเป็นเป้าหมาย เน้นการสอนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายและมีวิธีการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน ลักษณะของนักเรียนควรมีนิสัยรักการอ่านและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ควรจัดกระบวนการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความมั่นใจในตนเอง รู้จักแสวงหาความรู้ รู้เท่าทันสาระสนเทศในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีความมุ่งมั่น อดทน รับผิดชอบต่อส่วนรวม ข้อสําคัญต้องจุดประกายด้วยประเด็นคำถามให้นักเรียนเกิดความอยากรู้ก่อนจึงจะอยากเรียน ครูต้องจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เป็นผู้ดำเนินการเรียนรู้โดยมีครูคอยเป็นผู้กระตุ้น ให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน ให้นักเรียนเรียนรู้จากการเรียนแบบลงมือทํา โดยมีประเด็นคําถามอยากรู้เป็นตัวกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจให้อยากเรียน ที่จะนําไปสู่การกระตือรือร้นที่จะสืบค้น รวบรวมความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาสนับสนุน หรือโต้แย้งข้อสมมติฐานคําตอบที่คุ้นเคย 3) ผลการศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาไทย พบว่า แนวการจัดการเรียนรู้เน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย มีความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ ลดบทบาทของครูผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่า บรรยาย เป็นการวางแผนจัดกิจกรรมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการความรู้ร่วมกับวิธีการสอนอ่านแบบ SQ4R

2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H พบว่า 1) ผลการสร้างร่างรูปแบบการเรียนการสอนและร่างคู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เรื่อง การอ่านภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีองค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย (1) แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานการเรียนรู้ (2) จุดมุ่งหมาย (3) กระบวนการเรียนการสอน ซึ่งมีขั้นตอนการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 7 ขั้น ได้แก่ ขั้นการกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้ (Knowledge Defining) การสำรวจความรู้ (Knowledge Exploration) ขั้นการรวบรวมรู้ (Knowledge Gathering) ขั้นการแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) ขั้นการบันทึกความรู้ (Knowledge Record) ขั้นการนำความรู้ไปใช้ (Knowledge Apply) และขั้นการประเมินความรู้ (Knowledge Evaluation) (4) การวัดและประเมินผล 2) ผลการประชุมแบบมีส่วนร่วมของครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย พบว่า ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นด้วยกับองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอนซึ่งมีความครบถ้วนเหมาะสม ในกระบวนการเรียนการสอนมีขั้นตอนการเรียนที่เหมาะสมในการพัฒนานักเรียนให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมได้ด้วยตนเอง 3) ผลการประเมินรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนการสอนในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการทดสอบประสิทธิภาพรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H ซึ่งไม่ใช่นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเทียบกับเกณฑ์ 80/80 พบว่า ค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนในการทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุ่มเล็กมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 78.42/78.02 และในการทดสอบประสิทธิภาพแบบภาคสนามมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 80.79/80.19 ซึ่งค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H ที่พัฒนาขึ้นเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80

3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เรื่อง การอ่านภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการความรู้ (KM) ร่วมกับวิธีการอ่านแบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

โพสต์โดย นางวิมลนิตย์ หมอกกระโทก : [9 ก.พ. 2564 เวลา 07:27 น.]
อ่าน [398] ไอพี : 223.205.246.119
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ