ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถ
ในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้วิจัย นายสะมะแอ บินเง๊าะ
หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดประชาภิรมย์) สำนักการศึกษา เทศบาลเมือง
นราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
ปีที่พิมพ์ 2561
บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ / = 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนเรียนและหลังเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ (วัดประชาภิรมย์) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความน่าจะเป็นด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการสอนคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบประเมินความสอดคล้องของรูปแบบการสอน 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 5) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ 6) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่า ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test แบบ dependent และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเนื้อหา (Content Analysis)
ผลการพัฒนาพบว่า
1. รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์นี้มีชื่อเรียกว่า PLOASE Model โดยมี
องค์ประกอบดังนี้ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระหลัก สิ่งที่เสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และสิ่งสนับสนุน รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการเรียนการสอน 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมความพร้อมและกระตุ้นจูงใจในการเรียน (Preparing and Motivating step : P) 2) ขั้นเรียนรู้กระบวนการคิดโดยฝึกปฏิบัติ (Learning Thinking by Practice step : L) 3) ขั้นจัดระเบียบความรู้ (Organization Knowledge step : O) 4) ขั้นประยุกต์ใช้กระบวนการคิด (Applying Thinking Process step : A) 5) ขั้นสรุป (Summarizing step : S)
และ 6) ขั้นประเมินผล (Evaluating step : E) ค่าประสิทธิภาพ ( / ) ของรูปแบบการเรียนการสอน เท่ากับ 82.25/81.08 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 80/80 ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่สอดด้วยรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการสอนด้วยรูปแบบการเรียน
การสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยนักเรียนพึงพอใจต่อการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด เพราะผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และแสวงหาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติการคิดด้วยเองและร่วมกันเรียนรู้กับผู้อื่น ครูเรียงเนื้อหาได้อย่างเหมาะสมและนักเรียนสามารถสรุปความรู้เชื่อมโยงนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนและกำหนดให้ความสามารถในการคิดเป็นสมรรถนะหนึ่งในสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การพัฒนาผู้เรียน ประเด็นหลักของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นอยู่ที่เป้าหมาย นั่นคือ คุณภาพของผู้เรียน ผู้สอนจะใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่สิ่งที่ต้องยึดถือไว้คือเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนตามตัวชี้วัด 4 ประการ ได้แก่ 1) มีวิธีคิดระดับสูง เช่น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ 2) มีวิธีการเรียนรู้หรือเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ สามารถสืบเสาะแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม 3) มีทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดจนมีทักษะสังคม 4) มีสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2552 : 94-95) การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ จำเป็นต้องพัฒนาให้ถึงมาตรฐานและตัวชี้วัด ดังนั้นในกระบวนการควบคู่กับเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม โดยเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ คือการพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นนักคิด มีเหตุมีผล สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาและการทำงานในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552 : 99) การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ บนพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ กระบวนการจัดการเรียนรู้จึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาเต็มตามศักยภาพและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการคิดแก้ปัญหาเป็นกระบวนการเรียนรู้หนึ่งที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ซึ่งความสามารถในการคิดและความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและเป็นมาตรฐานหนึ่งในทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้ ฝึกฝนและพัฒนาให้เกิดขึ้น ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างและทักษะการคิดประเภทอื่น ๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า เพื่อช่วยให้การคิดแก้ปัญหาประสบความสำเร็จ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการคิดแก้ปัญหาที่ควรได้รับการสอนและฝึกฝนพัฒนาควบคู่กับทักษะการคิดได้แก่ การเข้าใจปัญหาคณิตศาสตร์ การรู้จักขั้นตอนหรือกระบวนการแก้ปัญหา รู้จักจุดอ่อนหรือปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์นั้นมีหลายวิธี เช่น ผู้สอนสามารถใช้วิธีการสอนแบบแก้ปัญหา (Problem Solving Method) ซึ่งเป็นวิธีสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างมีหลักการ มีลำดับขั้นตอน เป็นวิธีการคิดที่สามารถสอดแทรกอยู่ในวิธีสอนทุกวิธี ไม่ว่าครูผู้สอนจะเลือกวิธีสอนใดในการเรียนคณิตศาสตร์ก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาทั้งสิ้น ซึ่งผู้สอนจะต้องรู้กลวิธีและเทคนิคการสอนที่หลากหลายในการเน้นจุดสำคัญและลำดับขั้นการแก้ปัญหา สร้างและเร้าความสนใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้คิดตามฝึกใช้ทักษะทางกระบวนการคิดจนสามารถคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ เพื่อให้การเรียนการสอนคณิตศาสตร์บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตรและพัฒนาด้วยตนเองให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามที่หลักสูตรกำหนด ส่งเสริมผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และนำไปใช้ในการคิดแก้ปัญหาอื่น ๆ ต่อไป ครูผู้สอนจะต้องให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีสอนหรือวิธีจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนมีพลังในการเรียนรู้ รู้วิธีเรียน (Learning How to Learn) ก่อให้เกิดแนวทางในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การพัฒนาผู้เรียนให้มีผลการเรียนรู้และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องบนพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ หลักการ แนวคิด การจัดการเรียนการสอนและผลการวิจัยรูปแบบการเรียนการสอนที่เป็นระบบแสดงให้เห็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับการสอนอย่างมืออาชีพ การนำวิธีการเชิงระบบ (System approach) มาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน เรียกว่า การออกแบบระบบการเรียนการสอน (Instructional System Design : ISD) สอดคล้องกับที่ กาญจนา คุณารักษ์ (2552 : 7) ได้ให้นิยามของการออกแบบการเรียนการสอนว่า การออกแบบการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการแก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยการวิเคราะห์สถานการณ์หรือเงื่อนไขการเรียนรู้อย่างเป็นระบบเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย โดยอาศัยความรู้จากหลาย ๆ ทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฏีการเรียนการสอน ทฤษฏีการติดต่อสื่อสาร และได้ให้แนวคิดว่าความต้องการจำเป็นในการออกแบบการเรียนการสอน คือ การแก้ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอนในสถานการณ์ที่หลากหลาย เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ ด้วยวิธีการเชิงระบบที่ให้ผลอันยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนาปัจเจกบุคคลและมนุษย์โดยทั่วไป และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ว่ามนุษย์เรียนรู้ได้อย่างไร ซึ่งวิธีการออกแบบการเรียนการสอนโดยการใช้วิธีการเชิงระบบด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินผล โดยเริ่มจากการประเมินความต้องการจำเป็น การระบุปัญหาการทำปัญหาให้ชัดเจน การวางแผนสำหรับการแก้ไขปัญหานั้น ตลอดจนทดสอบการแก้ปัญหาแล้วปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหา แล้วจึงเริ่มต้นออกแบบการเรียนการสอนใหม่อีก ซึ่งหากมีการนำวิธีการเชิงระบบมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนก็จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะระบบจะช่วยให้ครูมีความเข้าใจและเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องของส่วนประกอบของการเรียนการสอนในระบบโดยตลอดและรวดเร็ว การจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบจึงเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูให้มีทั้งศิลป์และศาสตร์ในการสอน โดยสรุปแล้วการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพแบบองค์รวม การออกแบบการเรียนการสอนเป็นการนำวิธีการเชิงระบบ (System Approach) มาใช้ในการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนบนพื้นฐานของหลักการ แนวคิด ทฤษฏีและผลการวิจัย โดยการประเมินความต้องการจำเป็น ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวัง ระบุปัญหา กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนและวิธีการประเมินผล ซึ่งวิธีการเชิงระบบเป็นกระบวนการที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และมีประสิทธิผล (Effectiveness) ขั้นตอนของการออกแบบเป็นกระบวนการเชิงระบบที่ประกอบด้วยการวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การนำไปใช้และการประเมินผล จึงเป็นกระบวนการของการแก้ปัญหาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าทำให้การจัดการเรียนการสอนของครูดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอน กระบวนการที่ชัดเจนและสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน การศึกษาในทุกกลุ่มสาระไม่ใช่เพียงเพื่อชีวิตในปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นชีวิตในอนาคตด้วย ครูจึงควรสามารถช่วยให้นักเรียนมีรูปแบบหรือวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เพื่อค้นพบวิธีการเรียน การมีประสบการณ์ ทัศนะการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายวิธีจะทำให้นักเรียนได้พัฒนา ไม่ติดอยู่ในกรอบเดิม ทั้งนี้ไม่มีรูปแบบการสอนใดที่เป็นระบบหรือการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะการสอนที่เป็นระบบ คือการสอนที่พัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพแบบองค์รวมซึ่งดำเนินการตามหลักการ แนวคิด ทฤษฏีการเรียนรู้ ที่เป็นที่ยอมรับและมีผลการวิจัยรองรับหัวใจสำคัญคือ สอนให้นักเรียนเรียนรู้เป็น ไม่ใช่สอนให้นักเรียนรู้แต่เพียงเนื้อหา สอนให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนแบะมีประสิทธิผลในอนาคต (Joyce, Weil and Calhoun, 2009 : 6) การสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะมุ่งให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจแล้วยังต้องให้ได้ผลสะท้อนกลับไปสู่ตัวผู้เรียน สะสมทีละเล็กละน้อยให้มีพัฒนาการที่ได้ผลออกมาเป็นนามธรรม เช่น ความเป็นผู้มีเหตุผล มีวิจารณญาณ มีความละเอียด สุขุม รอบคอบในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ผู้เรียนจะต้องมีความละเอียดรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ทำให้ได้คำตอบถูกต้องสมบูรณ์ เกิดเป็นอุปนิสัยประจำตัว ความเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบที่ดี เฉลียงฉลาดเพราะในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ต้องอาศัยเทคนิควิธีการ ความรู้ในเนื้อหาต่าง ๆ มากมายในการแก้ปัญหาโจทย์ ต้องสามารถพลิกเพลงประยุกต์ได้ การที่นักเรียนจะได้คุณสมบัติเหล่านี้จากการเรียนคณิตศาสตร์ ครูจะต้องสอนให้นักเรียนคิด สอนให้เกิดแนวคิด ไม่ใช่สอนเพียงเพื่อให้ผู้เรียนจดจำวิธีการ ขั้นตอน แล้วให้เลียนแบบเท่านั้น การสอนวิธีทำหรือให้แสดงวิธีทำ วิธีคิด เป็นวิธีการหาคำตอบโดยอาศัยการกระทำทางคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน คือ การบวก การลบ การคูณและการหารแต่ก่อนที่จะแสดงวิธีทำได้ นักเรียนจะต้องเกิดแนวคิดเชื่อมโยงไปสู่วิธีทำ ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมจึงมีวิธีทำเช่นนั้น ครูจะต้องพยายามแสดงเหตุผลหรืออธิบาย แสดงให้นักเรียนเห็นที่มาของวิธีทำให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติควบคู่กันไปและได้ร่วมกันคิด วิธีคิดจะต้องมีความสัมพันธ์กันในแง่ที่แสดงให้เห็นว่าวิธีทำนั้นเป็นการกระทำทางคณิตศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้การคิดคำนวณถูกต้องรวดเร็ว โดยวิธีทำนั้นได้มาจากการใช้แนวคิดและหลักการ การที่นักเรียนได้เริ่มต้นเรียนรู้จากแนวคิดและหลักการไปสู่วิธีทำ จะทำให้นักเรียนมีความเข้าใจได้อย่างชัดเจน มีความคงทนในการจดจำ หลักเกณฑ์ กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้ในการแก้ปัญหา เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้ เกิดความมั่นใจ มีหลักการในการแก้ปัญหา วัชรา เล่าเรียนดี (2554 : 1-2) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิด การเรียนรู้เพียงเพื่อความรู้ ความจำ ความเข้าใจและการนำไปใช้ในห้องเรียนเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนเจริญเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไปได้ เนื่องจากขาดความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขาดความสามารถในการคิด การใช้ความรู้ในสถานการณ์จริงและวิธีการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างต่อเนื่องและจริงจังจะช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ตลอดชีวิต คิดเป็น แก้ปัญหาเป็นอย่างสร้างสรรค์ ครูซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการเรียนรู้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจสามารถจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการคิดของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิด (Thinking Skills) ซึ่งเป็นความสามารถและความคล่องแคล่วในการคิด ทักษะการคิดสามารถพัฒนาได้ตามลำดับขั้นตอนจากการใช้คำถามของครู ให้นักเรียนฝึกคิดให้เหตุผลง่าย ๆ การสร้างความคิดรวบยอดไปจนถึงการคิดที่สร้างสรรค์และหลากหลายในการนำไปใช้ในสภาพการณ์จริง ที่สำคัญการคิดต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ เป็นพื้นฐาน เพราะการมีข้อมูลหรือรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดได้ดีกว่าการไม่รู้เรื่องนั้นเลย ดังนั้น การฝึกทักษะการคิดโดยบูรณาการกับเนื้อหาสาระในหลักสูตรจะช่วยให้การเรียนรู้ในเนื้อหาสาระนั้นมีความหมายมากยิ่งขึ้น (Meaningful Knowledge)
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด หลักการและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด หลักการและทฤษฏีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ การวิจัยและพัฒนา การออกแบบระบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ และทฤษฏีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
กรอบแนวคิดในการวิจัยดังกล่าวได้ดังแผนภาพ 1
แผนภาพ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ / = 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
สมมติฐานของการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีสมมติฐานของการวิจัยดังนี้
1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕
(วัดประชาภิรมย์) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาสภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 24 คน
2. ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยตัวแปร 2 ประเภท คือ
2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
2.2.1 ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอน
3. เนื้อหา
เนื้อหาที่นำมาสร้างแผนการสอนเป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 จำนวน 18 ชั่วโมง ได้แก่ หน่วยที่ 15 การแก้โจทย์ปัญหา
4. ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนา
.ใช้ระยะเวลาในการทดลองสอน ตามรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยภาพรวม ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแล้ว (Posttest) โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent)
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแล้ว (Posttest) โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent)
3. เปรียบเทียบทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนการทดลอง (Pretest) และ
หลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแล้ว (Posttest) โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent)
4. เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแล้ว (Posttest) โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent)
5. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
สรุปผลการวิจัย
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีชื่อเรียกว่า PLOASE Model
โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้และทักษะความสามารถ สิ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และสิ่งสนับสนุนรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีกระบวนการเรียนการสอน 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมความพร้อมและกระตุ้นจูงใจในการเรียน (Preparing and Motivating Step : P) 2) ขั้นเรียนรู้กระบวนการคิดโดยฝึกปฏิบัติ (Learning Thinking by Practice Step : L) 3) ขั้นจัดระเบียบความรู้ (Organization Knowledge Step : O) 4) ขั้นประยุกต์ใช้กระบวนการคิด (Applying Thinking Process Step : A) 5) ขั้นสรุป (Summarizing Step : S) 6) ขั้นประเมินผล (Evaluating Step : E) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนมีความสอดคล้องสอดคล้องกัน (IOC = 1.00) และเมื่อนำไปหาประสิทธิภาพ ( / ) แบบกลุ่มใหญ่ (Filed Tryout) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๖ (ถนนโคกเคียน) จำนวน 30 คน ได้ค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอน เท่ากับ 82.25/81.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 ยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1
2. ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณทั้ง 3 ด้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายด้านหลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2.2 ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2.3 ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.64 , = 0.49) ส่วนความพึงพอใจรายด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านประโยชน์ของรูปแบบการเรียนการสอน ( = 4.71 , = 0.47) รองลงมา ได้แก่ ด้านตัวครูผู้สอน ( = 4.68 , = 0.47) รองลงมา ได้แก่ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ( = 4.65 , = 0.50) และด้านวัดและประเมินผล ( = 4.50 , = 0.54) เป็นลำดับสุดท้าย
ข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตสาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เสนอแนะได้ดังนี้
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1. จากผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการคิด ผลสัมฤทธิ์และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อนำรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างถูกต้อง โดยเน้นการสอนทักษะการคิดควบคู่ไปกับเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ครูควรเตรียมแหล่งข้อมูลในการค้นคว้าที่หลาหลายไว้ล่วงหน้า เช่น หนังสือจาหลากหลายสำนักพิมพ์ที่เชื่อถือได้ บุคคลที่มีความรู้ คอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ต โดยครูต้องศึกษาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องสอดคล้องกับปัญหาหรือข้อคำถามที่นำมาเป็นบทเรียนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ต้องฝึกนักเรียนให้กำกับการเรียนรู้ของตนเอง โดยครูคอบดุแล แนะนำ ช่วยเหลือในการเรียนรู้ให้เป็นไปตามขั้นตอน อีกทั้งส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพราะมีการเรียนเป็นกลุ่ม ฝึกคิดแก้ปัญหา ทดลองเป็นกลุ่ม ครูควรแนะนำให้นักเรียนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนในการทำงานกลุ่มและให้ทุกคนในกลุ่มมีบทบาท มีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน ครูควรแนะนำขยายความเข้าใจในการคิดทุกขั้นตอน กระตุ้นเสริมแรงให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง ชมเชยเมื่อผู้เรียนมีความก้าวหน้ามากขึ้นจากเดิม ประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนและสิ้นสุดการเรียน ครูต้องจัดเนื้อหาให้บูรณาการเชื่อมโยงกันและจัดการเรียนการสอนตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
2. จากผลการวิจัย พบว่า ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ มีคะแนนทักษะการคิดอยู่ในระดับสูงทุกรายการ แต่ทักษะในการระบุปัญหาได้อย่างชัดเจนถูกต้อง อยู่ในระดับต่ำที่สุด ดังนั้น ครูผู้สอนที่จะใช้รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณควรเน้นฝึกให้นักเรียนประเมินข้อมูลในด้านความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือและความเพียงพอและฝึกการตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลให้มากขึ้น ซึ่งระยะแรกควรให้เวลาในการคิดอย่างเพียงพอและควรให้นักเรียนมุ่งมั่นและตระหนักถึงความสำเร็จในการคิดปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและควนยกตัวอย่างสถานการณ์ในการคิดที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียน
3. จากผลการวิจัย พบว่า ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกิดขึ้นเรียงตามลำดับจากทักษะขั้นต้นไปถึงขั้นสูงตามพัฒนาการตามวัยของนักเรียน ดังนั้นครูจะนำรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์นี้ไปใช้ควรคำนึงถึงทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน เน้นการปฏิบัติจริง พัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปอย่างช้า และพัฒนาสม่ำเสมอ โดยครูควรใส่ใจพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ขั้นต้นให้มาก ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ต่าง ให้เข้าใจอย่างถูกต้องและแม่นยำตามลำดับทักษะที่ต้องการพัฒนา
4. จากผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด เพราะผู้เรียนได้มีการปฏิสัมพันธ์และแสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติการคิดด้วยตนเองและร่วมกันเรียนรู้กับผู้อื่น รูปแบบการเรียนการสอนมีการเรียงเนื้อหาและกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมและสรุปความรู้เชื่อมโยงนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สำหรับครูที่นำรูปแบบการเรียนการสอนนี้ไปใช้ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ถูกต้องตามขั้นตอน ควรเตรียมแหล่งรู้ให้นักเรียนค้นคว้าอย่างเพียงพอ ให้นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองและทำงานเป็นกลุ่ม
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณสามารถพัฒนาทั้งการคิด ผลสัมฤทธิ์และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไปจึงควรพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นต้น โดยมุ่งเน้นทั้งความรู้และทักษะที่จำเป็นของวิชานั้น ๆ เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์นี้ได้ศึกษาตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับความแตกต่างของตัวแปร เช่น นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันจะมีทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันด้วย
3. รูปแบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์นี้มีการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแล้ว ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาการวัดเจตคติ ความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนควบคู่กันด้วย