ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุดภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิ

หัวข้อการศึกษา การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบพหุปัญญา

ผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.ดร.สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร

ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุนทรี เหลืองอ่อน

ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนครนนท์วิทยา 3 วัดนครอินทร์ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 32 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย (1) เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ จำนวน 6 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 แผน ใช้เวลาสอน 12 ชั่วโมง (2) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.62 - 0.75 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.25 - 0.43 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.782 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ และวิธีสอนแบบพหุปัญญา จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.826 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent)

ผลการวิจัยพบว่า

1. หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.20/85.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, S.D. = 70) โดยนักเรียนมีความพึงพอใจด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D. = 69) และมีความพึงพอใจด้านวิธีสอนแบบพหุปัญญา อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ( = 4.50, S.D. = 72)

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบยั่งยืน เพราะการศึกษาเป็นการพัฒนาความรู้ ความคิด สติปัญญา รวมทั้งค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นคนที่ความสามารถในการคิดการปรับตัว และแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับชีวิต เป็นพื้นฐานหลักในการตัดสินใจแสดงพฤติกรรมอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ และภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต เป็นหลักฐานสำคัญ ในการศึกษาความเป็นมาของชาติไทย เป็นเครื่องมือในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ความคิด ความรู้สึกจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมที่ ทุกคนภาคภูมิใจ เป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้แสวงหาความรู้จากนานาวิทยาการ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นและยังเป็นเครื่องมือประสานสัมพันธ์ให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมและประเทศชาติ ดังพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงดำรัสไว้ (บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, 2523 อ้างถึงในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ, 2551: 1) ความว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้กำหนดสาระมาตรฐานและตัวบ่งชี้ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด ด้านสาระการอ่าน มาตรฐานที่ 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำ ไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ส่วนตัวชี้วัดของการอ่านสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คือ ผู้เรียนสามารถอ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความสั้น ๆ และเข้าใจความหมายของคำพื้นฐานภาษาไทย ตามบัญชีคำที่ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 6-7) ซึ่งสอดคล้องกับ สุนันท์ อัญชลีนุกูล (2546: 13) กล่าวถึง คำในภาษาไทยว่า มีทั้งคำพยางค์เดียวและคำหลายพยางค์ คำพยางค์เดียวส่วนมาก เป็นคำพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น คำเกี่ยวกับธรรมชาติ คำเกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คำเกี่ยวกับสัตว์ คำเกี่ยวกับเครือญาติ คำเกี่ยวกับพืช ผลไม้ คำเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ เป็นต้น การจัดการเรียนการสอนภาษาไทย โดยทั่วไป มีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ การให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการฟัง พูด อ่านและเขียนให้ถูกต้อง เน้นการฝึกทักษะทั้ง 4 ให้สัมพันธ์กัน ทักษะที่ผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมและฝึกฝนเป็น “ภาษาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหน เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้การมีภาษาของตนเองใช้ในกิจการของตน ทำให้คนในชาติสำนึกว่าแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชาติตน นอกจากนั้นเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีภาษาที่ใช้สื่อสารกันให้สะดวกทั้งชาติภาษาไทยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ถ้าขาดไปก็เหมือนกับ การสูญเสียเอกราชเสียความเป็นชาติไป” และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 เล็งเห็นความสำคัญของการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา ดังนั้นการคิดจึงเป็นทักษะที่ควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ ดังนั้น อันดับแรก คือ การอ่าน โดยถือว่าการอ่านเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักใช้กระบวนการคิด อันเป็นทางนำไปสู่การพัฒนาทักษะด้านการฟัง การพูด การเขียน และใช้หลักภาษาได้เป็นอย่างดี (บันลือ พฤกษะวัน, 2534: 107) กล่าวว่า การอ่าน ถือเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นมากในการดำรงชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน เพราะวิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงและเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสังคมข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องอาศัยการอ่านจึงจะสามารถเข้าใจและสื่อความหมายกันได้ถูกต้อง แม้จะมีการนําเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่สามารถทดแทนการอ่านได้ ครูผู้สอนจึงควรฝึกทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนระดับประถมศึกษาให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ 2542 : 3 ; วรรณี โสมประยูร 2553 : 127, 254) กล่าวว่า หัวใจของการอ่าน คือ การเข้าใจความหมายของคำที่ปรากฏในรูปอักษรต่าง ๆ มีทักษะในด้านการรู้จักคำ อ่านออกเสียงได้ ตรงกับคำที่อ่านและเข้าใจความหมายของคำ เป็นทักษะเบื้องต้นในการอ่านทุกชนิดและทุกระดับ ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและสามารถเข้าใจความหมายจากคำที่อ่านได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของ ประเทิน มหาขันธ์ (2523 : 17) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการในการแปลความหมายของตัวอักษรที่มีการจดบันทึกไว้ กระบวนการอ่านเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน จึงขึ้นอยู่กับการกระตุ้นให้เกิดความคิดรวบยอด หรือจินตนาการของผู้อ่าน การเข้าใจความหมายของตัวอักษร การอ่านจึงเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วย การแปลความตอบสนอง การกำหนดความมุ่งหมาย การจัดลำดับภาพของอักษรที่ผู้อ่านได้เห็น จะกระตุ้นการทำงานของสมอง ซึ่งขึ้นอยู่กับภาพ และปริมาณของประสบการณ์ที่ผู้อ่านมีมาก่อน สอดคล้องกับแม้นมาส ชวลิต (2534 : 232) กล่าวว่า ความหมายของการอ่าน หมายถึง การใช้ศักยภาพของสมองรับรู้ แปลความหมายและเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏในข้อมูลข่าวสาร เรื่องราวประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ ตลอดจนสาระอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อการสื่อสาร

ส่วนสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2549 : 6-7) ได้กล่าวว่า แนวการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย โดยสามารถดำเนินการสอนได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 อ่านเป็นคำ และให้นักเรียนรู้ความหมายของคำที่อ่าน ขั้นที่ 2 อ่านข้อความประโยคสั้น ๆ ทำให้ได้ข้อความที่มีความหมายสมบูรณ์และให้สัมพันธ์กับภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ขั้นที่ 3 อ่านแจกลูกสะกดคำ ขั้นที่ 4 สร้างคำใหม่จากประสบการณ์อ่าน ขั้นที่ 5 แต่งประโยคจาก คำพื้นฐานภาษาไทย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ และเข้าใจความหมายของคำ หรือประโยค และเรื่องราวที่อ่านได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ สําสี รักสุทธี (2553 : 31) และวรรณี โสมประยูร (2553 : 139) กล่าวว่า ปัจจัยหนุนที่ส่งเสริมให้นักเรียนในวัยเริ่มเรียนอ่านออก ปัจจัยที่ 1 ให้นักเรียนอ่านออกเสียงดัง และเต็มเสียง เพื่อจะได้ฟังการอ่านออกเสียงว่าถูกต้อง ชัดเจนหรือไม่เพียงใด ผู้ฝึกจะได้แก้ไขให้ถูกต้องได้ การอ่านออกเสียงจะทำให้นักเรียนเกิดทักษะการอ่าน และการอ่านออกเสียงของผู้ใหญ่ ทำให้เด็กอ่านออกเสียงตามไปด้วย เป็นการช่วยฝึกให้เด็ก จำพยัญชนะ สระและคำได้ดี ปัจจัยที่ 2 ให้นักเรียนอ่านคำคล้องจอง โดยธรรมชาติของนักเรียนวัยนี้จะชอบในเรื่องของจังหวะและความไพเราะ นักเรียนจะมีความสุขที่ได้ทำเสียง หรือทำท่าทางให้เข้ากับจังหวะ หรือได้ฟังคำที่เป็นจังหวะ ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านคำคล้องจอง เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของนักเรียนช่วยให้นักเรียนจำ และใช้ภาษาได้ดี ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องชัดเจน ทำให้นักเรียนเข้าใจคำศัพท์หรือคำที่ครูต้องการเน้นมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กได้อ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พรทิพย์ ชาตะรัตน์ (2545 : 59) ยังได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการแสวงหา ผู้ที่มีความสามารถในการอ่าน คือ อ่านได้มาก อ่านได้เร็วและอ่านได้ถูกต้อง ย่อมมีโอกาสในชีวิตหลาย ๆ ด้านมากกว่า เช่น ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านการประกอบอาชีพ เป็นต้น ตลอดจนสามารถรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็ว และทันสมัยกว่าผู้ที่ขาดทักษะในการอ่าน นอกจากทักษะการอ่านที่มีความสำคัญแล้ว การเขียนก็นับว่าเป็นอีกทักษะหนึ่ง ที่มีความสำคัญดังที่ วรรณี โสมประยูร (2542 : 18) ได้กล่าวว่า การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของบุคคลออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ และเป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของบุคคล นอกจากนี้ ผดุง อารยะวิญญู (2544 : 24) ยังกล่าวว่า การเขียนเป็นทักษะสูงที่สุดในกระบวนการทางภาษา ซึ่งจะเห็นว่า การเขียนมีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนเราและการเขียนที่จะประสบผลดี คือ ต้องอาศัยองค์ประกอบด้านต่าง ๆ เช่น การสะกดคำให้ถูกต้อง การเว้นวรรคถูกต้อง และการเกิดทักษะการเขียนที่ดียังต้องอาศัยเวลาพอสมควร

ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของทักษะทางภาษาที่มีต่อการเรียนรู้ของนักเรียน จึงกำหนดการอ่าน และการเขียนไว้ในหลักสูตรประถมศึกษาฉบับต่าง ๆ ต่อเนื่องเรื่อยมา จนถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้กำหนดให้ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียนไว้ เป็นสมรรถนะสำคัญ ที่จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นกับนักเรียน คือ ความสามารถในการสื่อสาร ทั้งในการรับสารหรือส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา การถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองและสังคม รวมทั้งกำหนดเป็นมาตรฐานและตัวชี้วัด ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านสะกดคำ ในสาระที่ 1 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัดที่ 1 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจองและข้อความสั้น ๆ ด้านการเขียนสะกดคำในสาระที่ 4 มาตรฐาน ท 4.1 : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัดที่ 2 เขียนสะกดคำ และบอกความหมายของคำ (กระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ 2551 : 37-48)

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่า การแก้ปัญหานี้ อาจยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเมื่อดูจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 แม้จำนวนเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จะลดลง แต่ก็ยังทำไม่ได้ 100% โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.1 ครั้งที่ 1 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 พบว่า มีนักเรียนอ่านไม่ออกร้อยละ 11.5 เขียนไม่ได้ร้อยละ 8.7 การสำรวจครั้งที่ 2 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 นักเรียนอ่านไม่ออกได้ลดลงเหลือร้อยละ 5.6 และเขียนไม่ได้เหลือร้อยละ 5.0 นักเรียนชั้น ป.2 การประเมินครั้งที่ 1 อ่านไม่ออกร้อยละ 8.2 เขียนไม่ได้ร้อยละ 11.2 ประเมินครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่ออกร้อยละ 5.0 เขียนไม่ได้ร้อยละ 7.0 ชั้น ป.3 ครั้งที่ 1 อ่านไม่ออกร้อยละ 5.0 เขียนไม่ได้ร้อยละ 7.6 ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่ออกร้อยละ 2.8 เขียนไม่ได้ร้อยละ 5.3 ชั้น ป.4 ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 4.4 เขียนไม่คล่องร้อยละ 11.3 ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่คล่องร้อยละ 2.5 เขียนไม่คล่องร้อยละ 8.1 ชั้น ป.5 ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 3.5 เขียนไม่คล่องร้อยละ 9.7 ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่คล่องร้อยละ 1.9 เขียนไม่คล่องร้อยละ 6.6 และชั้น ป.6 ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 2.6 เขียนไม่คล่องร้อยละ 7.0 ครั้งที่ 2 อ่านไม่คล่องร้อยละ 1.4 และเขียนไม่คล่องร้อยละ 4.7

ซึ่งคำกล่าวของ บันลือ พฤกษะวัน (2542 : 26) กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่มักจะเขียนหนังสือไม่ถูกต้อง ทั้งการสะกดคำ การใช้การันต์ การใช้หลักภาษา ทั้งนี้ เพราะเขาไม่สามารถอ่านสะกดคำได้ถูกต้องตามเจตนาของเขา การอ่านไม่ถูกต้อง ซึ่งมาจากนักเรียนจำรูปสระของภาษาไทยไม่ได้ จึงทำให้นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก อ่านไม่คล่อง เนื่องจากนักเรียนยังไม่ได้รับการฝึกความพร้อมทางด้านการพูด และการฟังภาษาไทย ทั้งยังไม่เน้นการฝึกทักษะด้านการอ่านในระดับปฐมวัย เมื่อนักเรียนเข้ามาเรียนในระดับช่วงชั้นที่ 1 คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3 ทำให้เกิดปัญหาในทักษะภาษาด้านการอ่านหนังสือยังไม่ออก อ่านไม่คล่อง สอดคล้องกับ (กรมวิชาการ, 2545 ก: 22) กล่าวว่า การอ่าน นับว่าเป็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอนมาก เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในโรงเรียนนครนนทวิทยา 3 วัดนครอินทร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งผู้วิจัยรับผิดชอบเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนมีผลการเรียนในสาระที่ 1 การอ่าน อยู่ในระดับต่ำ จึงส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ย 68.5 ไม่เป็นดังเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 75 เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่า วิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่น่าเบื่อ ยุ่งยากที่ต้องท่องจำ มีหลักการใช้ภาษาที่ยาก หลากหลายรูปแบบและการเรียนยังต้องใช้วิธีการจำ เป็นเรื่อง ๆ ใช้หลักการที่ไม่แน่นอนตายตัว ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุมาจากผู้เรียนขาดการฝึกทักษะพื้นฐานด้านการอ่านที่ถูกต้อง ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาสภาพปัญหา ในการจัดเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อนำมาหาวิธีการช่วยลดปัญหาดังกล่าว โดยได้ทำการศึกษาแหล่งข้อมูลทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหา โดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาความสามารถในการอ่านให้เกิดแก่ผู้เรียน โดยศึกษาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้ ศึกษาเทคนิควิธีสอนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

การพัฒนาทักษะภาษาด้วยการบูรณาการทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียน ผู้เรียนควรจะเรียนภาษาจากหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพประกอบ ซึ่ง Puerzer (1995 ; อ้างถึงใน กิดานันท์ มะลิทอง, 2548 : 45) กล่าวว่า ภาพ คือ ตัวแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถรับรู้ด้วยการมองเห็น จากความเชื่อที่ว่าภาพ 1 ภาพ สามารถสื่อสารได้ดีกว่าคำอธิบายนับพันคำ และไม่ว่าผู้เรียนจะเป็นวัยใดก็ตาม การใช้ข้อความพร้อมภาพ จะทําให้สามารถเข้าใจในเนื้อหานั้นได้ง่ายที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2539 : 24–25) กล่าวว่า สื่อการเรียนรู้ระดับประถมศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนจะสามารถรับรู้ได้ดีที่สุด เมื่อได้รับฟังคำอธิบาย หรือได้เห็นวัสดุของจริงที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อม หรือการใช้สิ่งทดแทนของจริง ที่เป็นรูปภาพ และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน การรับรู้ของนักเรียนจะชัดเจนสมบรูณ์ยิ่งขึ้น เมื่อสิ่งที่เรียนใหม่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม Edward L. Thorndike (อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี 2552 : 50-52) กล่าวถึง หลักการและทฤษฏีสัมพันธ์เชื่อมโยงการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ โดยการสร้างสิ่งเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง โดยเริ่มให้นักเรียนได้อ่านคล้องจองจากหนังสือภาพที่มีสีสัน สวยงาม และเมื่อเปิดหนังสือออกจะมีภาพ ให้เห็นเป็นการสร้างสิ่งเร้าให้ผู้อ่านอยากรู้อยากเห็น และมีการตอบสนองโดยการอ่านคำคล้องจอง ซึ่งสอดคล้องกับ Lewis (2001 ; อ้างถึงใน วิมลิน มีศิริ, 2551 : 8) ที่กล่าวว่า เมื่อเราอ่านหนังสือภาพ สายตาของเราก็จะจ้องมองทั้งภาพและคำสลับกันไปมา เพื่อมุ่งนำความหมายของทั้งคำและภาพมารวมกัน นำไปสู่การก่อเกิดเป็นความหมายของเนื้อเรื่อง ซึ่งสมพร จารุนัฏ (2541 : 12-21) ได้กล่าวว่า หนังสือภาพสำหรับเด็กเริ่มหัดอ่าน อายุ 6–7 ปี เป็นหนังสือที่มีประโยคสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค มีลักษณะเป็นคำคล้องจอง จะทำให้เด็กเห็นได้ชัดเจน ภาพจะมีขนาดใหญ่ และสอดคล้องกับตัวอักษรที่ปรากฏ แนวคิดหลักของเรื่องที่มีคุณภาพ ประโยคเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับวัยเริ่มเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของถวัลย์ มาศจรัส (2538 : 17-18) ที่กล่าวว่า เด็กในช่วงอายุ 6–7 ปี นั้น จะสนใจหนังสือที่เป็นภาพเกี่ยวกับธรรมชาติเป็นเรื่องสั้น ๆ ที่มีรูปภาพประกอบ การที่นำเรื่องที่เด็กชอบมาให้เด็กเรียน จะช่วยดึงดูดความสนใจในการอ่านของเด็ก ทำให้เด็กมีความรู้กว้างขวาง เกิดจินตนาการ ฉลาดรอบรู้และมีเชาวน์ปัญญามีไหวพริบดี ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญา สังคมและส่งเสริมให้เด็กมีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม

จากสภาพปัญหาดังกล่าว ถ้าหากไม่มีทักษะการฝึกฝนด้วยวิธีการอ่านที่เหมาะสมแล้วจะพัฒนาความสามารถด้านทักษะการอ่านของนักเรียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร ในการแก้ ปัญหาการอ่านของนักเรียนสามารถแก้ได้หลากหลายวิธี ได้แก่ การจัดกิจกรรมด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD การจัดกิจกรรมแบบอุปนัยกับแบบนิรนัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญา ฯลฯ ซึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยทฤษฎีพหุปัญญาเป็นวิธีหนึ่งที่มุ่งพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ ทางปัญญาของมนุษย์ ดังที่ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (อ้างถึงในวนิษา เรซ, 2550 : 8-20) ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญา กล่าวไว้ว่า มนุษย์เรามีอัจฉริยภาพ หรือความฉลาดอย่างน้อยแปดด้านและในคนหนึ่งคนก็จะมีครบทั้ง 8 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านภาษาและการสื่อสาร (2) ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (3) ด้านมิติสัมพันธ์ (4) ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (5) ด้านดนตรี (6) ด้านเข้าใจผู้อื่นและมนุษย์สัมพันธ์ (7) ด้านการเข้าใจตนเอง (8) ด้านธรรมชาติ เพียงแต่ว่าจะมีบางด้านที่เด่นกว่าด้านอื่น ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับกายภาพของคนและสภาพแวดล้อมของการฝึกฝนที่ได้รับมาตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งทฤษฎีพหุปัญญาแนะนำว่า ไม่มียุทธวิธีการสอนชุดใดที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกคน เพราะเด็กแต่ละคนนั้นจะมีความสามารถ ความฉลาดและความชอบแตกต่างกัน ยุทธวิธีการสอน ที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับเด็กอีกกลุ่ม เช่น ถ้าผู้สอนสอนโดยใช้เพลง ดนตรีและจังหวะ วิธีสอนนี้ เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะสนใจเป็นพิเศษ แต่เด็กที่ไม่ถนัดดนตรีอาจไม่สนใจเลย หรือการสอนโดยใช้ภาพ ซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับเด็กที่ฉลาดด้านมิติ แต่เด็กที่ฉลาดด้านภาษาจะไม่สนใจ เพราะว่าเด็กมีความแตกต่างกันมาก ผู้สอนจึงควรใช้ยุทธวิธีการสอนหลายวิธี ถ้าผู้สอนสอนโดยวิธี ทั้ง 9 ด้านในวันหนึ่ง ๆ เด็กแต่ละคนจะได้รับในสิ่งที่ตรงกับความถนัดของตน (อารี สัณหฉวี, 2542 : 64) กล่าวว่า เพราะความสามารถความเก่งของมนุษย์นั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญา ซึ่งผู้สอนจะต้องฝึกทักษะต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน ด้วยการนำกระบวนการทางปัญญาไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนควรศึกษารายละเอียดของแต่ละขั้นตอนให้เข้าใจลึกซึ้ง และลงมือปฏิบัติจนเกิดความชำนาญแล้ว จึงจะนำไปประยุกต์ หรือปรับใช้กับนักเรียนอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น เนื้อหา กิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ วัดความพร้อมของนักเรียน เป็นต้น ในด้านการศึกษานั้น ผู้สอนต้องพยายามค้นหาความเก่งของนักเรียน ตลอดจนหาวิธีการที่ส่งเสริมพัฒนานักเรียนให้เก่งหลาย ๆ ด้าน (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2545 : 4-15) ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎีพหุปัญญาจึงเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างของนักเรียนได้ดี ส่งผลให้นักเรียนมี พัฒนาการด้านภาษาที่สอดคล้องกับพหุปัญญาด้านอื่น ๆ สามารถพัฒนาการคิดเชิงเหตุผลของนักเรียนได้ดียิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของประยูร ยืนยิ่ง (2552 : 85) ได้วิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำที่มีสระประสม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 65.95 เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญาทั้ง 8 ด้าน ครบ 9 แผนแล้วนักเรียนสามารถอ่านและเขียนคำที่มีสระประสมได้เต็มตามศักยภาพ โดยอ่านออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจนและเขียนคำถูกต้องได้ตามความหมาย

จากการศึกษาสภาพปัญหา แนวคิด ทฤษฎีและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหนังสือส่งเสริมการอ่านและทฤษฎีพหุปัญญาแล้ว ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการเรียนการสอนด้านการอ่านได้ดีขึ้น เป็นยุทธวิธีที่ใช้แนวคิดและวิธีการที่เป็นขั้นตอน การจัดการเรียนรู้โดยใช้พหุปัญญาเป็นการตอบ สนองความต้องการที่หลากหลายตามความสามารถและความถนัดของนักเรียน เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนวิชาภาษาไทย ผู้วิจัยจึงสนใจจัดทำนวัตกรรมในการอ่านคำคล้องจอง เนื่องจากการอ่านคำคล้องจองทำให้เกิดความสนุกสนาน มีความสุขในการเรียน เพราะคำคล้องจองมีความไพเราะ นักเรียนจะมีความสุขที่ได้ทำเสียง หรือท่าทางให้เข้ากับจังหวะ หรือได้ฟังคำที่เป็นจังหวะ ประโยชน์ที่ได้จากการอ่านคำคล้องจองเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของนักเรียนช่วยให้นักเรียนจำและใช้ภาษาได้ดี ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องชัดเจน ทำให้นักเรียนเข้าใจคำศัพท์ หรือคำที่ครูต้องการเน้นมากขึ้น และเป็นการฝึกสมาธิ ทำให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและมีสติปัญญาสูงขึ้น และเป็นหนทางหนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนอ่านได้และอ่านได้คล่องแคล่ว ผู้วิจัยจึงนำหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองและแนวคิดของทฤษฎีพหุปัญญามาเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบพหุปัญญา ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านและแก้ปัญหานักเรียนที่มีปัญหาด้านทักษะการอ่านและการเขียนให้มีการพัฒนาทางด้านภาษาดีขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1. เพื่อพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญา

สมมติฐานการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ มีสมมติฐานเกี่ยวข้องกับงานวิจัยดังต่อไปนี้

1. หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบพหุปัญญาสูงกว่าก่อนเรียน

ขอบเขตการวิจัย

1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนนทบุรี จำนวน 5โรงเรียนจำนวนนักเรียนทั้งหมด 220 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่าง

1.2.1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 สังกัดเทศบาลนครนนทบุรี ได้แก่ โรงเรียนนครนนท์วิทยา 1 วัดท้ายเมือง จำนวน 3 คน ในขั้นทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โรงเรียนนครนนท์วิทยา 2 วัดทินกรนิมิต จำนวน 9 คน ในขั้นทดสอบแบบกลุ่มเล็ก และโรงเรียนนครนนท์วิทยา 5 ทานสัมฤทธิ์ จำนวน 30 คน ในขั้นทดลองภาคสนาม ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม

1.2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองนวัตกรรม คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนนครนนท์วิทยา 3 วัดนครอินทร์ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 32 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม

2. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรที่ศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้

2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ และวิธีสอนแบบพหุปัญญา

2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่

2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ 2.2.2 ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ และวิธีสอนแบบพหุปัญญา

3. เนื้อหา

เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง คำคล้องจอง เป็นคำพื้นฐานภาษาไทยที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนนครนนท์วิทยา 3 วัดนครอินทร์ โดยนำคำพื้นฐานภาษาไทยที่ได้มาจากบัญชีคำที่สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 800 คำ โดยจัดทำเป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุดภาษาสร้างสรรค์ ประกอบด้วยหนังสือจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ต่อปากต่อคำ เรื่องที่ 2 ลำนำพาที เรื่องที่ 3 วจีไพเราะ เรื่องที่ 4 หรรษาคล้องจอง เรื่องที่ 5 ร้องเล่นคำสนุก เรื่องที่ 6 ปลุกเชาว์ปัญญา

4. ระยะเวลา

ใช้เวลาดำเนินการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบพหุปัญญา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โดยใช้เวลาทดลอง จำนวน 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง รวมใช้เวลาทดลองจำนวน 12 ชั่วโมง

นิยามศัพท์เฉพาะ

หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ หมายถึง หนังสือที่จัดทำขึ้น โดยมีเนื้อหาสาระเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร มุ่งให้นักเรียนสามารถอ่าน และเข้าใจความหมายของคำคล้องจอง ซึ่งเป็นคำพื้นฐานภาษาไทยที่นักเรียนสามารถเลือกอ่านและเขียนได้ตามวัย และตามความสนใจ

ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง หมายถึง คุณภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) คิดเป็นร้อยละของคะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดและแบบประเมินรายย่อยของหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองรวม 6 ชุด คิดเป็นร้อยละแต่ละชุดระหว่างเรียน

80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบประเมินหลังเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองรวม 6 เรื่อง

เกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ เท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด ค่าเฉลี่ยของ E1/ E2

จะต้องไม่เกิน 2.5 %

ความสามารถในการอ่านคำคล้องจอง หมายถึง ผลการเรียนรู้ของนักเรียนในการอ่านคำคล้องจองที่วัดได้จากคะแนนความสามารถในการอ่านและเข้าใจความหมายของคำคล้องจองของนักเรียนที่ได้ จากการทดสอบในการอ่านและเข้าใจความหมายได้ตรงกับคำคล้องจองที่อ่าน มีลักษณะการประเมินผลดังนี้

1. การอ่านออก หมายถึง นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงคำคล้องจองที่กำหนดและอ่านถูกต้องได้คำละ 1 คะแนน อ่านผิด 0 คะแนน

2. การเข้าใจความหมาย หมายถึง นักเรียนสามารถเข้าใจความหมายของคำคล้องจอง ที่กำหนด และตอบคำถามถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด 0 คะแนน

กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบพหุปัญญา หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ประกอบด้วยกิจกรรมที่ส่งเสริม พหุปัญญาของนักเรียน 8 ด้าน ดังนี้

1. ด้านภาษาและการสื่อสาร ได้แก่ การอ่านจับใจความสำคัญจากสิ่งที่กำหนดให้ การเลือกคำมาใช้ในแต่งประโยคสื่อสาร การเขียนบรรยายลำดับเรื่อง การเขียนตามจินตนาการ การท่องจำ บทร้อยกรองที่ไพเราะ และการพูดตอบคำถามด้วยความมั่นใจ

2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ได้แก่ การวิเคราะห์เรื่อง การใช้เหตุผลในการเขียนบรรยายอย่างเหมาะสม การวิเคราะห์ความรู้จากบทเรียนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

3. ด้านมิติสัมพันธ์ ได้แก่ การออกแบบผลงานศิลปะด้วยการวาดภาพระบายสี และการเขียนแผนภาพความคิดจากเรื่องที่ได้อ่าน ฟังและดู

4. ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ได้แก่ การร่วมกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว เช่น การปรบมือ การรำวง การเต้นประกอบเพลง การแสดงท่าทางตามคำบอก การแสดงบทบาทสมมุติ และการเล่นเกมต่าง ๆ

5. ด้านดนตรี ได้แก่ การแสดงความสามารถด้านการร้องเพลง การอ่านคำคล้องจอง การอ่าน บทร้อยกรองทำนองเสนาะ และการฟังเทปเสียงบทอ่านร้อยกรอง

6. ด้านเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่ การทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่น การรับฟังความคิดเห็นและแสดงความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งแสดงออกทั้งจากสีหน้า ท่าทางและน้ำเสียง เช่น การยิ้ม การทักทายมีน้ำใจช่วยเหลือ การพูดจาสุภาพ รู้จักขอโทษและขอบคุณ

7. ด้านการเข้าใจตนเอง ได้แก่ การรับรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ทั้งทางความรู้สึกและอารมณ์ในภาวะต่าง ๆ เช่น ทั้งทางความรู้สึกและอารมณ์ในภาวะต่าง ๆ เช่น การวางตนในกลุ่มเพื่อน ความตั้งใจ

ในการทำงาน เลือกปฏิบัติงานในสิ่งที่ชอบและไม่ชอบของตนเอง รู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง

8. ด้านธรรมชาติวิทยา ได้แก่ การเรียนรู้และพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว บอกวิธีการอนุรักษ์และผลกระทบที่เกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รู้จักประยุกต์ใช้วัสดุที่มีในธรรมชาติมาใช้ในการดำรงชีวิตได้ เช่น การทอเสื่อ การปรุงอาหารสูตรพื้นบ้าน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความจำ ความเข้าใจของนักเรียนที่ได้อ่านจากหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ และเป็นคะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบพหุปัญญา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบ ดีใจ และมีความสุขของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ และวิธีการสอนแบบพหุปัญญา ในการอ่านและเข้าใจความหมายของคำคล้องจอง ซึ่งความรู้สึกส่งผลต่อการเรียนและเอาใจใส่ในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยความตั้งใจและกระตือรือร้น และแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (rating scale) ดังนี้ 5 หมายถึง มากที่สุด 4 หมายถึง มาก 3 หมายถึง ปานกลาง 2 หมายถึง น้อย 1 หมายถึง น้อยที่สุด

นักเรียน หมายถึง ผู้เรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนนครนนท์วิทยา 3 วัดนครอินทร์ สังกัดเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การวิจัย เรื่อง การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบพหุปัญญา มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. ได้หนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจอง ชุด ภาษาสร้างสรรค์ ที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ประกอบสื่อการสอนในการอ่านคำพื้นฐานภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

2. เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเกี่ยวกับการอ่านคำพื้นฐานภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

3. เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารในการนำรูปแบบการสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองไปประยุกต์ใช้หรือพัฒนาในสายชั้นอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสถานศึกษา

4. เป็นแนวทางสำหรับครู หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถนำรูปแบบการสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านคำคล้องจองไปประยุกต์ใช้หรือพัฒนางาน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงาน หรือตนเอง

โพสต์โดย ฝน : [18 ก.พ. 2561 เวลา 10:51 น.]
อ่าน [2518] ไอพี : 1.46.197.130
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ