ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชา เคมี 2 กลุ่

ผลงานทางวิชาการฉบับเผยแพร่

เรื่อง

การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้

หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชา เคมี 2

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

นางสาวกษมา ลาดสะอาด

ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

นางสาวกษมา ลาดสะอาด

ทำวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2559

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะ หาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส และ (3) ศึกษาจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre- experimental Design) ในรูปแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (The single group, pretest-posttest Design) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนสุรวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 13 แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และ (4) แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t – test)

ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.89/81.90 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 (2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย และ (3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75

2

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็น คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลาย และปรากฏประจักษ์พยาน ที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีความรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ และเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 92)

ในการจัดการศึกษานั้นผู้เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายทางการศึกษา ซึ่งได้แก่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบจะต้องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาจะต้องวิเคราะห์บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ อาทิ หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ นอกจากนี้ มาตรา 23 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม อาทิ ข้อ (2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน และมาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้

ระบุว่า ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ เช่น จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2558 : 12-13)

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวข้างต้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอนทั้งของครูและนักเรียน กล่าวคือลดบทบาท ของครูผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่า บรรยาย สาธิต ไปเป็นการวางแผนการจัดกิจกรรมให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนต้องเน้นที่บทบาทของนักเรียนตั้งแต่เริ่มคือ ร่วมวางแผนการเรียน การวัดผล ประเมินผล และต้องคำนึงว่ากิจกรรมการเรียนนั้น เน้นการพัฒนากระบวนการคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และการสร้างคำอธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบของปัญหาหรือคำถามต่าง ๆ ในที่สุดสร้างองค์ความรู้ได้ ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวต้องพัฒนานักเรียนให้เจริญพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 215-216)

2

โรงเรียนสุรวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 372 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เปิดทำการสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยจัดการศึกษาตามหลักสูตรโรงเรียนสุรวิทยาคาร พุทธศักราช 2553 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2557 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งระดับโรงเรียน ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในการวางแผนดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ในการนี้ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนรายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญของการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายคุณภาพที่โรงเรียนกำหนด การพัฒนาผู้เรียนไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ และสอดคล้องกับ แนวการจัดการศึกษาที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังนั้นผู้รายงานจึงวางแผน การพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ คือ (1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน และปัญหา เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา (2) สร้างนวัตกรรมเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ ในปีการศึกษา 2558 และ (3) ดำเนินการศึกษาวิจัยในปีการศึกษา 2559 ซึ่งจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาในปีการศึกษา 2557 โดยวิเคราะห์คุณภาพการจัดการเรียนรู้รายวิชา ว32222 เคมี 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.75 หรือคิดเป็นร้อยละ 68.75 ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้ร้อยละ 70 และในการประเมินจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียน พบว่ามีค่าเฉลี่ย 3.05 อยู่ในระดับปานกลาง (กษมา ลาดสะอาด, 2558 : 13-15) ดังนั้นผู้รายงานจึงตั้งเป้าหมายว่าต้องพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว32222 เคมี 2 ให้มีค่าเฉลี่ย 2.80 หรือร้อยละ 70 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนด

จากปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ว32222 เคมี 2 มีค่าร้อยละไม่บรรลุตามเป้าหมาย ที่โรงเรียนกำหนดร้อยละ 70 ผู้วิจัยจึงวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา พบว่ามีสาเหตุมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ยังไม่ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนรู้และสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูและใช้แบบเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสื่อ ในการเรียนการสอน ครูมีบทบาทสำคัญในการสอน และนักเรียนปฏิบัติที่ครูกำหนด ดังนั้นผู้รายงาน มีความคิดว่าควรปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้รวมทั้งการใช้สื่อการเรียนที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับลักษณะวิชา เพื่อแก้ปัญหาในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

จากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานจึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ วิธีสอน เทคนิคการสอน สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ ซึ่งพบแนวคิดและผลการวิจัยต่าง ๆ เช่น วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำโดยใช้สื่อหรือนวัตกรรมชุดการเรียนรู้ เพราะชุดการเรียนรู้เป็นสื่อประสมที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสื่อการเรียนชนิดหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจ ในขณะที่สื่ออีกชนิดหนึ่ง ใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และสื่ออีกชนิดหนึ่งใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและป้องกัน การเข้าใจความหมายผิด การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกันทำให้ผู้เรียนค้นพบวิธีการที่จะเรียนในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งนอกจากนักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของรายวิชาแล้ว ยังมีประโยชน์ต่าง ๆ คือทำให้นักเรียนเรียนรู้

3

ได้เร็วขึ้น เข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม ทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกสนาน บทเรียนน่าสนใจ ลดเวลา ในการเรียนการสอน ซึ่งนักการศึกษา เช่น ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2543 : 117) กล่าวว่าชุดการเรียนหรือชุดการสอนช่วยให้ผู้สอนสามารถถ่ายทอดเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นนามธรรมสูง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น ฝึกการตัดสินใจในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและมีความรับผิดชอบ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะชุดการสอนได้ผลิตขึ้น โดยมีพื้นฐานทฤษฎีทางจิตวิทยา กล่าวคือ เป็นการประยุกต์ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยนำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ ความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน สอดคล้องกับแนวความคิดของสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2547 : 1) ซึ่งกล่าวว่า ชุดการสอนเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ได้พัฒนามาจากวิธีการเรียนการสอนหลาย ๆ ระบบ เข้ามาประสมประสานกันให้กลมกลืนกันได้อย่างเหมาะสม นับตั้งแต่การเรียนรู้ด้วยตนเองการร่วมกิจกรรมกลุ่ม การใช้สื่อในรูปแบบต่าง ๆ มีเป้าหมายให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ไปทีละน้อย มีโอกาสคิดใคร่ครวญ มีส่วนร่วมกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง ได้ลงมือปฏิบัติและผู้เรียนมีโอกาสเกิดความภาคภูมิใจ ในความสำเร็จโดยการทราบผลย้อนกลับทันทีหลังจากการทำกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โดย ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552 : 441-442) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนมีข้อค้นพบจากการวิจัยซึ่งสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเด็กเรียนช้าทำให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาเรียน และส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดี นอกจากนี้ ทิศนา แขมมณี (2553 : 95) กล่าวว่าเทคนิคการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ครูต้องเปลี่ยนบทบาท จากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นการให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวก และช่วยเหลือผู้เรียน ในการเรียนรู้ คือ การเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนจาก “การให้ความรู้” ไปเป็น “การให้ผู้เรียน สร้างความรู้” ดังนั้นบทบาทของครูก็คือจะต้องทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดแก่ผู้เรียน จัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจของผู้เรียน ดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปในทางที่ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ให้คำปรึกษาทั้งด้านวิชาการและด้านสังคมแก่ผู้เรียน ดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ที่มีปัญหา และประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ อาจเป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ แต่ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จะต้องพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และจิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ (2546 : 219-220) กล่าวว่ากระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีกระบวนการที่หลากหลาย อาทิ กระบวนการสืบเสาะ หาความรู้ (inquiry process) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้น คือ (1) ขั้นสร้างความสนใจ (2) ขั้นสำรวจและค้นหา (3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (4) ขั้นขยายความรู้ และ (5) ขั้นประเมิน กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป ซึ่งจากแนวคิดที่ว่า ชุดการเรียนรู้ช่วยแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ผู้รายงานจึงมีแนวคิดว่า ถ้านำชุดการเรียนรู้และกระบวนการสืบเสาะหาความรู้มาบูรณาการเข้าด้วยกันเป็นชุดกิจกรรม แบบสืบเสาะหาความรู้ก็น่าจะทำให้ชุดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเหมาะสมในการนำไปใช้

4

จัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ดังนั้นผู้รายงานจึงศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น ผลการวิจัยของศริญญา นามขันธ์ (2552 : 81-90) เรื่องการพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมี เรื่อง โครงสร้างอะตอม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจมาก สอดคล้องกับผลการวิจัยของพิมพ์ลภัส อุ่นทรัพย์ (2554 : 69-75) เรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่อง กรด-เบส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และจิตวิทยาศาสตร์โดยรวมในระดับมาก และสอดคล้องกับผลการวิจัยของวิโรจน์ นามโส (2555 : 83-88) เรื่องการพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง ธาตุ และสารประกอบ ที่เน้นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งพบว่านักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากความสำคัญของปัญหาการจัดการเรียนรู้รายวิชาว32222 เคมี 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตลอดจนหลักการและเหตุผลดังกล่าว การดำเนินการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้บรรลุเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ผู้รายงานจึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ว32222 เคมี 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งรายวิชาดังกล่าวนี้ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ 2 หน่วย คือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ปริมาณสารสัมพันธ์ และหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ของแข็ง ของเหลว แก๊ส เมื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ดังนั้นผู้รายงานจึงนำหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ของแข็ง ของเหลว แก๊ส มากำหนดเป็นขอบเขตเนื้อหาในการวิจัยในหัวข้อ การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อนำสารสนเทศที่ได้จากการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่อไป

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.1 เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

2.3 เพื่อศึกษาจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

3. สมมติฐานการวิจัย

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

5

4. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

4.1 เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ในหน่วยการเรียนรู้ อื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป

4.2 เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียน

4.3 เป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรม แบบสืบเสาะหาความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไป

5. วิธีการดำเนินการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย ดังนี้

5.1 รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre- experimental Design) ซึ่งเป็นการทดลองในรูปแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (The single group, pretest-posttest Design)

5.2 ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย

5.2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้

5.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่

1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส

2) จิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

5.3 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุรวิทยาคาร สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 135 คน จาก 3 ห้องเรียน

5.4 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนสุรวิทยาคาร สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

5.5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย

5.5.1 ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 ชุด

5.5.2 แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 13 แผน

5.5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบทดสอบปรนัยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก

5.5.4 แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ

6

5.6 การดำเนินการวิจัย

ผู้รายงานดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวและมีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยดำเนินการดังนี้

5.6.1 ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจวิธีการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ซึ่งมีชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 13 ชุด

5.6.2 วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จำนวน 40 ข้อ

5.6.3 จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ครั้งละ 1 ชุด รวม 14 ชุด วัดและประเมินผลการเรียนในชุดกิจกรรม แบบสืบเสาะหาความรู้แต่ละชุด

5.6.4 เมื่อจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส เสร็จสิ้นครบ 13 ชุด แล้ววัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ

5.6.5 วัดจิตวิทยาศาสตร์ โดยให้นักเรียนตอบแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์

5.7 การวิเคราะห์ข้อมูล

5.7.1 วิเคราะห์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส โดยใช้สถิติร้อยละ

5.7.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test

5.7.4 วิเคราะห์จิตวิทยาศาสตร์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

6. สรุปผลการวิจัย

6.1 ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.89/81.90 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80

6.2 นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย

6.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75

7. อภิปรายผลการวิจัย

7.1 การพัฒนาชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว

แก๊ส รายวิชาเคมี 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.89/81.90 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 เนื่องจากผู้รายงานได้สร้างชุดกิจกรรม แบบสืบเสาะหาความรู้ตามขั้นตอนการผลิตชุดการสอนแผนจุฬาทุกประการ เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์เนื้อหา วางแผนการสอน การผลิตชุดการเรียน และการทดสอบประสิทธิภาพ โดยตรวจสอบ

7

ประสิทธิภาพเบื้องต้น (Tryout) ซึ่งทำการทดลองแบบเดี่ยว แบบกลุ่ม และแบบสนาม จนกระทั่ง ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 จึงนำไปทดลองใช้ (Trial Run) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2543 : 117-119) นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการ ความถนัดและความสนใจของนักเรียน นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าจากบัตรเนื้อหาจนกระทั่งได้ข้อมูลความรู้เบื้องต้นแล้ว จึงได้ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันโดยมีการแสดงความคิดเห็น อภิปราย สรุปเนื้อหาในทุกแง่ทุกมุมจนเข้าใจดีแล้ว จึงตอบคำถามในบัตรคำถาม ซึ่งนักเรียนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ และมีผลทำให้ประสิทธิภาพของกระบวนการ มีค่าร้อยละตามเกณฑ์ 80 และหลังจากนักเรียนตอบคำถามแล้วมีการตรวจสอบผลซึ่งทำให้นักเรียนทราบผลว่าถูกหรือผิดอย่างไร สุดท้ายนักเรียนยังได้นำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรกรมกลุ่มพร้อมทั้ง การสรุปบทเรียนร่วมกันในระดับชั้นเรียนอีกครั้ง จึงทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น และเมื่อนักเรียนทดสอบหลังเรียนจึงทำคะแนนได้มาก ซึ่งมีผลทำให้ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ มีค่าร้อยละตามเกณฑ์ 80 และทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ลลิตา เอียดนุสรณ์ (2553 : 46-54) เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเข้าใจที่คงทนในการเรียนเรื่องการหายใจระดับเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยชุดการเรียนรู้ โดยกระบวนการสืบเสาะแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E พบว่าชุดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.40/81.01 สอดคล้องกับผลการวิจัยของของพิมพ์ลภัส อุ่นทรัพย์ (2554 : 69-75) เรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าชุดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.18/81.56 และผลการวิจัยของสุพรรณี ผิวสี (2557 : 133-141) เรื่องการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าชุดการสอนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.59/82.60

7.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนจากการ

จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส พบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย โดยมีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนเท่ากับ 12.93 และ 32.44 ตามลำดับ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้นั้น นักเรียนได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลายทั้งกิจกรรมรายบุคคลและกลุ่ม เริ่มต้นจากนักเรียนได้ทดสอบก่อนเรียน ซึ่งทำให้ทราบพื้นฐานความรู้เดิมของตนเองในเรื่องที่จะเรียน เมื่อนักเรียนศึกษาค้นคว้าจากบัตรเนื้อหาแล้วนักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมอย่างหลากหลาย มีการรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรม และการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียน ซึ่งทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างถูกต้อง และเมื่อนักเรียนได้ทดสอบความรู้ของตนเองจากการตอบคำถามทำให้นักเรียนทราบว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจเพียงใด และในขั้นสุดท้ายนักเรียนทดสอบหลังเรียน ซึ่งจากกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องดังกล่าวจึงมีผลทำให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจึงสูงกว่าก่อนเรียน นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้

8

ยังเป็นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านสติปัญญา ความสามารถ และสอดคล้องกับ กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) คือ กฎแห่งความพร้อม เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ กฎแห่งการฝึกหัด เพราะการฝึกหัดหรือการกระทำบ่อย ๆ ด้วยความเข้าใจทำให้การเรียนรู้นั้นคงทน และกฎแห่งการใช้ เพราะการเรียนรู้เกิดจาก การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นหากมีการใช้บ่อย ๆ (ทิศนา แขมมณี, 2553 : 51-52) ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ลลิตา เอียดนุสรณ์ (2553 : 46-54) เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเข้าใจที่คงทนในการเรียน เรื่องการหายใจระดับเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยชุดการเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับผลการวิจัยของวิโรจน์ นามโส (2555 : 83-88) เรื่องการพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง ธาตุ และสารประกอบ ที่เน้นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับผลการวิจัยของสุพรรณี ผิวสี (2557 : 133-141) เรื่องการพัฒนาชุดการสอน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

7.3 ผลการศึกษาจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ ของแข็ง ของเหลว แก๊ส พบว่านักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75 เนื่องจากการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ผู้รายงานให้นักเรียนใช้กระบวนการสืบเสาะ หาความรู้และใช้ชุดการเรียนเป็นสื่อในการเรียนรู้ ซึ่งทำให้นักเรียนพัฒนาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน และผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของนพพร วิชาจารย์ (2552 : 35-55) เรื่องการสร้างชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง กระบวนการในการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งพบว่า เจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยของพิมพ์ลภัส อุ่นทรัพย์ (2554 : 69-75) เรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งพบว่าจิตวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก และผลการวิจัยของสุพรรณี ผิวสี (2557 : 133-141) เรื่องการพัฒนา ชุดการสอน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งพบว่าจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอยู่ในระดับมาก

8. ข้อเสนอแนะ

8.1 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้

8.1.1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ ควรเน้นให้ผู้เรียน มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติกิจกรรมทุกขั้นตอนทั้งกิจกรรมรายบุคคลและกิจกรรมกลุ่ม จนกระทั่งนักเรียนสามารถเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ครูมีบทบาทเป็นผู้ชี้แนะและอำนวย ความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน

9

8.1.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ ควรเน้นให้ผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบของการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน

8.3.3 ควรจัดสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การจัดชั้นเรียน การแบ่งกลุ่มแบบคละความสามารถเพื่อให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการเรียนรู้ การจัดสื่อการเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้

8.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

8.2.1 ควรทำการวิจัยโดยใช้ชุดการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้กับรายวิชาอื่น ๆ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่หลากหลาย และเป็นประโยชน์มากขึ้น

8.2.2 ควรทำการวิจัยโดยใช้ชุดการเรียนแบบสืบเสาะหาศึกษาตัวแปรอื่น ๆ เช่น ความพึงพอใจ เจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

9. บรรณานุกรม

ชัยยงค์ พรหมวงศ์. กระบวนการสื่อการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

2543.

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ.

กรุงเทพฯ : แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น, 2552.

ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ.

พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553.

นพพร วิชาจารย์. การสร้างชุดการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้

เรื่อง กระบวนการในการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.

วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา, 2552.

พิมพ์ลภัส อุ่นทรัพย์. การพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่องกรด-เบส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, 2554.

ลลิตา เอียดนุสรณ์. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความเข้าใจที่คงทนในการเรียน

เรื่องการหายใจระดับเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยชุดการเรียนรู้

โดยกระบวนการสืบเสาะแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5E.

วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2553.

วิโรจน์ นามโส. การพัฒนาชุดการเรียนเรื่อง ธาตุและสารประกอบ ที่เน้นความสามารถ

ในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4.

วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 2555.

ศริญญา นามขันธ์. การพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมีเรื่อง โครงสร้างอะตอม สำหรับนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์,

2552.

ศึกษาธิการ, กระทรวง. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.

กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, 2551.

10

สุนันทา สุนทรประเสริฐ. การผลิตชุดการสอน. ราชบุรี : ธรรมรักษ์การพิมพ์, 2547.

สุพรรณี ผิวสี. การพัฒนาชุดการสอน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก กลุ่มสาระการเรียนรู้

วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 2557.

ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน กระทรวงศึกษาธิการ.

การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

กรุงเทพฯ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). พระราชบัญญัติ

การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ : สำนักงานรับรองมาตรฐาน

และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), 2558.

โพสต์โดย หวาน : [30 พ.ค. 2561 เวลา 12:03 น.]
อ่าน [456] ไอพี : 103.10.228.70
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม