หน้าแรก | ครูบ้านนอกบล็อก
ศูนย์รวมความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ของคุณครู สมาชิกเว็บไซต์ ครูบ้านนอก.คอม ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ตั้งใจทำเพื่อสังคมครับ
เจ้าของโพสต์นี้
สุภาภรณ์ นิลยกานนท์(เพชรสุภา)
จากจังหวัด ชุมพร

ทดลองอ่าน - ดิฉันไม่ใช่โสเภณี
โพสต์เมื่อวันที่ : 10 พ.ค. 2552 IP : เปิดอ่าน : 8379 ครั้ง
คะแนนของ BLOG นี้
-ไม่มีผลโหวต-

Advertisement

.....

ทดลองอ่าน - ดิฉันไม่ใช่โสเภณี
ปฐมบท

        ณ ชายหาดกลางแหลมสิมิหลา จังหวัดสงขลา ยามนี้น้ำทะเลกำลังลงมองไปจะเห็นคลื่นสาดซัดเข้ามาเป็นระลอกอยู่ไกลลิบ เด็กๆหนุ่มสาวเดินเกี่ยวก้อยหยอกล้อลงไปเก็บเปลือกหอยกันอย่างสนุกสนานบริเวณทิวสนที่ให้ร่มเงาร่มรื่นอยู่ริมหาด มีนักท่องเที่ยวนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบที่จัดไว้ให้เช่าเป็นแถวยาวเหยียด แม่ค้าสวมหมวกสานขายของขบเคี้ยว เมี่ยงคำ ปลาหมึกย่างไก่ย่าง ข้าวหลาม มะพร้าวอ่อน เดินขายไปตามโต๊ะต่างๆ พอผ่านมาที่โต๊ะที่มีฝรั่งพิการหน้าตาดีอยู่ในชุดสูทน้ำทะเลนั่งอยู่บนรถเข็น ซึ่งมีหญิงไทยร่างเล็กผิวคล้ำ ในชุดเครื่องแต่งกายที่ทันสมัยคอยเป็นพี่เลี้ยงนั่งคุยอยู่กับชายหนุ่ม มีเทปขนาดเล็กกำลังบันทึกเสียง ข้างๆมีกล้องถ่ายรูปวางอยู่มักจะหยุดชำเลืองมองด้วยความสนใจ และไม่ใช่แต่เฉพาะแม่ค้าเท่านั้น แม้แต่นักท่องเที่ยวคนอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็สนใจเหมือนกัน

        การสนทนา หญิงสาวจะเป็นฝ่ายพูดเสียมากกว่า พอนึกอะไรไม่ออก เธอเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก และกดเครื่องบันทึกเทปพูดว่า พอแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ แล้วหันไปปรึกษากับฝรั่งซึ่งนั่งยิ้มตั้งใจฟังอย่างสนอกสนใจ

        "นักข่าวกำลังสัมภาษณ์" เสียงจากโต๊ะข้างๆ

        "เรื่องฉันมันยาวนะ จะให้เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ อาทิตย์หนึ่งก็ไม่จบหรอก" แล้วเธอก็หัวเราะพลอยให้เขาหัวเราะตามไปด้วย

         "ตอนนี้พี่งามกลับมาด้วยหรือเปล่า" ชายหนุ่มถาม

         "เขาก็อยู่กับสามีที่เยอรมัน ครั้งหลังมาเอาลูกไปอยู่ด้วย "

         "แล้วสุคนธาล่ะ ยังทำธุรกิจด้านนี้…." ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเธอชิงพูดเสียก่อนว่า

         "ไม่ทราบนะ เพราะไม่ได้เจอกันมา 2 ปีแล้ว ครั้งหลังสุดทราบแต่ว่ากลับมาเมืองไทยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำต่อหรือเลิก…." หญิงสาวมีสีหน้ากังวลใจ " …ฉันไม่อยากให้คุณเขียนถึงเขาเลยเดี๋ยวเขาจะเดือดร้อนไปด้วย"

         "ผมอยากรู้เท่านั้น ไม่เอ่ยชื่อจริงเขาหรอก" ชายหนุ่มยืนยัน

         หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก

         นักข่าวประทับใจหญิงสาวอยู่มาก เธอเป็นคนกล้าพูดกล้าเปิดเผยเพียงแค่ได้สัมผัสในระยะเวลาอันสั้น ก็รู้สึกเหมือนกับได้รู้จักมานาน

         เป็นความบังเอิญของเขาแท้ๆที่พบเธอผู้ซึ่งกำลังจะเป็นข่าวชิ้นโบแดงให้เขาฝากผลงานไว้ในวิชาชีพหนังสือพิมพ์

        เขาพบเธอขณะที่กำลังเข็นรถให้สามีพิการท่องเที่ยวไปตามชายหาด ผลัดกันถ่ายรูปให้กันเมื่อผ่านไปทางไหน ผู้คนจะหยุดเหลียวหลังมองกระซิบกระซาบกับผู้อยู่ใกล้ๆตามความเข้าใจที่คิดกันไปทางอกุศล ซึ่งเขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

         จากประสบการณ์ และความเป็นคนช่างสังเกต ทำให้เขาอยากรู้เรื่องราวของเธอกับฝรั่งขึ้นมา เพราะอะไรเธอจึงอุทิศกายใจให้กับชายพิการที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาต่างผิวพรรณ ถ้าหากเป็นเหตุผลของความรักก็ต้องเป็นความรักสากลที่อมตะยิ่งใหญ่กว่าความรักของหนุ่มสาวทั่วไป

         เขาเดินตามเธอไปเรื่อยๆ พลางสังเกตกิริยาที่เธอมีต่อชายพิการต่างชาติคนนี้เพื่อศึกษาถึงอุปนิสัยใจคอ เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนจะเข้าไปแนะนำตัวอย่างสุภาพว่าเขาชื่อโสภณ ดวงประเสริฐเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อยากจะขอสัมภาษณ์เรื่องราวของเธอและสามี ตอนแรกเธอเขินอายไม่ยินยอมให้สัมภาษณ์ ต่อ เมื่อชี้แจงให้เธอทราบว่าจะไม่เอาไปเขียนในทางเสื่อมเสียเธอจึงค่อยคลายความวิตก และยอมคุณด้วย

         "เรื่องของฉันกับนอร์เบิร์ดนี่หรือคะ ที่คุณจะเอาไปลงเดลินิวส์" เธอตอบแล้วหัวเราะอย่างขบขัน

         "ใช่ครับ ผมคิดว่าอย่างน้อยก็อาจจะเป็นกำลังใจกับลูกผู้หญิงที่ท้อแท้ และหมดหวังในชีวิตจะได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ยังไงล่ะครับ…."

         "คุณยกยอฉันเกินไปแล้ว เอาแบบนี้ดีกว่าตรงไหนที่คุณอยากรู้ถามมา ให้ฉันพูดเองบางทีนึกไม่ออก"

         "อย่างนั้นก็ได้….ตอนนี้นอร์เบิร์ดมาอยู่เมืองไทยกับคุณเลยหรือว่ามาเที่ยวครับ…."

         เธอหันไปแปลเป็นภาษาเยอรมันกับสามีแล้วเล่าให้เขาฟังต่อว่า

         "หลังจากที่พี่งามกับคุณแฟรงค์มาเยี่ยมแม่ที่เมืองไทย เขาติดต่อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้แล้ว ทางมหาวิทยาลัยให้เขาช่วยติดต่ออาจารย์มาสอนการตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับนักศึกษา คุณแฟรงค์ก็มาถามนอร์เบิร์ดว่าสนใจไหม ฉันกับนอร์เบิร์ดตั้งใจอยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยอยู่แล้วเลยตอบตกลง จากนั้นก็ติดต่อคุยกับท่านอธิการทางโทรศัพท์ ปรากฏว่าเขาไม่ได้รังเกียจความพิการก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนดิฉันคุณหมอวิเชียร ประสบโชค ซึ่งอยู่โรงพยาบาลพญาไท ไปดูงานที่เยอรมัน ท่านก็ช่วยติดต่อโรงพยาบาลเอกชนให้ดิฉันทำที่กรุงเทพฯ…. คุณโทมัสกับคุณแอนนาหรือคะ….พอท่านทราบว่าเราสองคนจะมาอยู่ที่เมืองไทย ท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ก่อนจะเดินทางมาท่านก็เศร้าไปมาก คุณโทมัสที่เคยคุยสนุกสนานร่าเริงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ขณะที่ฉันเข็นรถพานอร์เบิร์ดออกไปเดินเล่นในตอนเช้า ฉันพูดกับท่านว่า….

         "ขณะนี้พ่อฉันคงนับวันในปฏิทินแล้วว่า ยังอีกกี่วันฉันจะเดินทางไปถึง" ….คุณโทมัสท่านซึมอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบฉันว่า….. "ฉันก็เหมือนกัน ขณะนี้นั่งนับปฏิทินอยู่ทุกวันว่า เมื่อไหร่จะถึงวันที่เธอทั้งสองจากฉันไปและหลังจากนั้นก็คงจะต้องตั้งตาตั้งใจคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่เธอทั้งสองจะกลับมาหาฉันอีก…."

         "ข้างคุณแอนนาก็เฝ้าแต่พูดฝากฉันว่า อย่าทอดทิ้งนอร์เบิร์ดนะ"…. "เธอไปแล้วฉันจะต้องอยู่ที่นี่ด้วยความเงียบเหงาต่อไป ถ้าหากมีเวลาก็เขียนจดหมายมาหาฉันบ้าง"….ยิ่งใกล้วันเดินทางเข้าไปเท่าไหร่ ยิ่งเศร้าใจมากขึ้น ฉันกับนอร์เบิร์ดอธิบายให้ท่านทั้งสองฟังว่า ในช่วงที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยปิดภาคเรียน หรือในช่วงพักร้อนเราจะกลับมาเยี่ยมท่านทุกปี และที่ประทับใจฉันจนถึงวันนี้คือวันที่ฉันออกมาจากโรงพยาบาลทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้บอกใคร แต่คุณรู้ไหม เพื่อน ๆ ที่เป็นพยาบาลอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีบางคนที่ไม่ค่อยชอบฉัน ต่างออกมายืนเรียงแถวที่หน้าโรงพยาบาลยื่นมือมาจับแสดงความยินดีกับฉันทีละคน อวยพรให้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก ไม่นึกว่าชีวิตฉันจะมีวันนี้ เมื่อก่อนเคยคิดแต่เสียใจที่ถูกพวกเขาดูถูกเหยียดหยาม ฉันกลับมาเล่าให้นอร์เบิร์ดฟังที่บ้านด้วยความตื้นตันใจร้องไห้ออกมาบอกเขาว่า บัดนี้คำปณิธานที่ฉันเคยพูดไว้ว่า…. "วันนี้พวกคุณเกลียดฉันไม่เป็นไร แต่สักวันหนึ่งพวกคุณจะต้องยอมรับ และรักฉันนั้นเป็นจริงแล้ว"

         นักข่าวเปลี่ยนเทปม้วนใหม่อย่างรีบร้อน ด้วยความกลัวว่าจะไม่ทันได้อัดตอนสำคัญ

         "แล้วคุณนอร์เบิร์ดล่ะ ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง"

         หญิงสาวหันไปมองสามีด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่แล้วก็ฝืนยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนจะเล่าสืบไปว่า

         "ตอนนี้อาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ตั้งแต่สะดือลงไปไม่มีความรู้สึกเลย แต่เขาก็มีความหวังว่าจะต้องหาย และเดินได้ อีกสามเดือน หมอนัดให้ไปผ่าตัดใหม่"

         เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้เธอหันไปพูดกับสามีเป็นภาษาเยอรมัน

         "นี่ เห็นไหม เขาบอกว่าเขาต้องเดินได้ เขาเชื่อในความสามรถของหมอที่โน่น" เธอพูดแล้วหัวเราะ แก้มสองข้างแดงเรื่อเป็นสีชมพู

         แม่ค้าข้าวหลามเดนผ่านมา เธอซื้อ 3 กระบอก ยื่นให้นักข่าว 1 กระบอก แล้วพูดกับสามีเป็นภาษาเยอรมัน แม่ค้าสนใจจ้องตาไม่กระพริบ

         "ทานซิคะ คุยไปทานไปก็ได้"

         "ขอบคุณครับ"

         เธอฉีกให้สามีทดลองกินดู แล้วตัวเองเอาใส่ปากกินด้วยความเอร็ดอร่อย

         ใครผ่านมาก็อดชำเลืองมองแล้วหัวเราะไม่ได้ ที่เห็นฝรั่งพิการนั่งกินข้าวหลาม ต่อเมื่อพ่อค้าขายมะพร้าวอ่อนเดินผ่านมาเธอก็ซื้อเลี้ยงอีกตามเคย จนนักข่าวเขิน นึกชมเชยในความมีน้ำใจของเธอ

         "แล้วสาเหตุ ที่ออกจากราชการ เพราะอะไรครับ" นักข่าวถาม

         เธอมีสีหน้ากังวลอย่าเห็นได้ชัด หันไปปรึกษากับสามีเป็นภาษาเยอรมัน

         "มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราไม่อยากเปิดเผยนะ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร"

         "ครับ ผมขอโทษครับ"

         เรื่องราวที่เธอเล่ามาร่วมสองชั่วโมง ตั้งแต่มีปัญหา จนกระทั่งต้องลาออกจากราชการ ไปผจญภัยเสี่ยงโชคตายเอาดาบหน้าบนแผ่นดินเยอรมัน ถ้าหากนำมาเขียนเป็นข่าวก็คงจะยาวมาก และถ้าหากจะตัดตอนเอาเฉพาะที่สำคัญก็คงไม่ได้ใจความที่สมบูรณ์

         "ผมว่าอย่างนี้ ดีไหมครับ คุณเขียนเอง แล้วส่งไปให้ผมที่เดลินิวส์ ลงเป็นตอนๆจะดีไหมครับ" เขาเสนอ

         "คุณจะให้ฉันเขียนเหรอ ฉันเขียนไม่ได้หรอก ไม่เคยเขียน" เธอพูดแล้วหัวเราะ เห็นเป็นเรื่องขบขัน แปลให้นอร์เบิร์ดฟัง เขาก็หัวเราะเช่นกัน

         "คุณเขียนเหมือนที่เล่าให้ผมฟังนี่เเหละ ผมว่าน่าอ่าน"

         "ไม่ได้หรอก ไม่เคยเขียน" เธอยืนกราน

         "ไม่ยากหรอกครับ คุณมีความรู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น แล้วผมจะช่วยขัดเกลาให้"

         เธอนั่งคิด อยู่ครู่หนึ่ง มองไปกลางทะเล ดวงตามีประกายสดใสวาวโรจน์ขึ้นมา ก่อนจะหันมายิ้มให้เขา

         "เอาล่ะ แล้วฉันจะลองดู ถ้าไม่ได้อย่างไร คุณช่วยขัดเกลาใหม่ก็แล้วกัน"

         ชายหนุ่มเก็บเทปเอากล้องถ่ายรูปคล้องคอ กล่าวอำลาเธอด้วยหัวใจที่ชื่นบาน รู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบแดงของเขา ส่วนเธอเข็นรถพาสามีพิการท่องเที่ยวตามชายหาดต่อไป โดยไม่สนใจว่าจะตกเป็นเป้าสายตาใคร และในขณะที่ผ่านผู้หญิงวัยรุ่นสองคนชำเลืองตามอง คล้อยหลังเธอไปได้ยินเสียงแว่วๆว่า

         "อีตัวจับฝรั่งพิการ ทุเรศมาก"

 


COMMENT
ปฐมบท

        ณ ชายหาดกลางแหลมสิมิหลา จังหวัดสงขลา ยามนี้น้ำทะเลกำลังลงมองไปจะเห็นคลื่นสาดซัดเข้ามาเป็นระลอกอยู่ไกลลิบ เด็กๆหนุ่มสาวเดินเกี่ยวก้อยหยอกล้อลงไปเก็บเปลือกหอยกันอย่างสนุกสนานบริเวณทิวสนที่ให้ร่มเงาร่มรื่นอยู่ริมหาด มีนักท่องเที่ยวนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบที่จัดไว้ให้เช่าเป็นแถวยาวเหยียด แม่ค้าสวมหมวกสานขายของขบเคี้ยว เมี่ยงคำ ปลาหมึกย่างไก่ย่าง ข้าวหลาม มะพร้าวอ่อน เดินขายไปตามโต๊ะต่างๆ พอผ่านมาที่โต๊ะที่มีฝรั่งพิการหน้าตาดีอยู่ในชุดสูทน้ำทะเลนั่งอยู่บนรถเข็น ซึ่งมีหญิงไทยร่างเล็กผิวคล้ำ ในชุดเครื่องแต่งกายที่ทันสมัยคอยเป็นพี่เลี้ยงนั่งคุยอยู่กับชายหนุ่ม มีเทปขนาดเล็กกำลังบันทึกเสียง ข้างๆมีกล้องถ่ายรูปวางอยู่มักจะหยุดชำเลืองมองด้วยความสนใจ และไม่ใช่แต่เฉพาะแม่ค้าเท่านั้น แม้แต่นักท่องเที่ยวคนอื่นที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็สนใจเหมือนกัน

        การสนทนา หญิงสาวจะเป็นฝ่ายพูดเสียมากกว่า พอนึกอะไรไม่ออก เธอเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก และกดเครื่องบันทึกเทปพูดว่า พอแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ แล้วหันไปปรึกษากับฝรั่งซึ่งนั่งยิ้มตั้งใจฟังอย่างสนอกสนใจ

        "นักข่าวกำลังสัมภาษณ์" เสียงจากโต๊ะข้างๆ

        "เรื่องฉันมันยาวนะ จะให้เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ อาทิตย์หนึ่งก็ไม่จบหรอก" แล้วเธอก็หัวเราะพลอยให้เขาหัวเราะตามไปด้วย

         "ตอนนี้พี่งามกลับมาด้วยหรือเปล่า" ชายหนุ่มถาม

         "เขาก็อยู่กับสามีที่เยอรมัน ครั้งหลังมาเอาลูกไปอยู่ด้วย "

         "แล้วสุคนธาล่ะ ยังทำธุรกิจด้านนี้…." ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเธอชิงพูดเสียก่อนว่า

         "ไม่ทราบนะ เพราะไม่ได้เจอกันมา 2 ปีแล้ว ครั้งหลังสุดทราบแต่ว่ากลับมาเมืองไทยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำต่อหรือเลิก…." หญิงสาวมีสีหน้ากังวลใจ " …ฉันไม่อยากให้คุณเขียนถึงเขาเลยเดี๋ยวเขาจะเดือดร้อนไปด้วย"

         "ผมอยากรู้เท่านั้น ไม่เอ่ยชื่อจริงเขาหรอก" ชายหนุ่มยืนยัน

         หญิงสาวยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก

         นักข่าวประทับใจหญิงสาวอยู่มาก เธอเป็นคนกล้าพูดกล้าเปิดเผยเพียงแค่ได้สัมผัสในระยะเวลาอันสั้น ก็รู้สึกเหมือนกับได้รู้จักมานาน

         เป็นความบังเอิญของเขาแท้ๆที่พบเธอผู้ซึ่งกำลังจะเป็นข่าวชิ้นโบแดงให้เขาฝากผลงานไว้ในวิชาชีพหนังสือพิมพ์

        เขาพบเธอขณะที่กำลังเข็นรถให้สามีพิการท่องเที่ยวไปตามชายหาด ผลัดกันถ่ายรูปให้กันเมื่อผ่านไปทางไหน ผู้คนจะหยุดเหลียวหลังมองกระซิบกระซาบกับผู้อยู่ใกล้ๆตามความเข้าใจที่คิดกันไปทางอกุศล ซึ่งเขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

         จากประสบการณ์ และความเป็นคนช่างสังเกต ทำให้เขาอยากรู้เรื่องราวของเธอกับฝรั่งขึ้นมา เพราะอะไรเธอจึงอุทิศกายใจให้กับชายพิการที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาต่างผิวพรรณ ถ้าหากเป็นเหตุผลของความรักก็ต้องเป็นความรักสากลที่อมตะยิ่งใหญ่กว่าความรักของหนุ่มสาวทั่วไป

         เขาเดินตามเธอไปเรื่อยๆ พลางสังเกตกิริยาที่เธอมีต่อชายพิการต่างชาติคนนี้เพื่อศึกษาถึงอุปนิสัยใจคอ เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนจะเข้าไปแนะนำตัวอย่างสุภาพว่าเขาชื่อโสภณ ดวงประเสริฐเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อยากจะขอสัมภาษณ์เรื่องราวของเธอและสามี ตอนแรกเธอเขินอายไม่ยินยอมให้สัมภาษณ์ ต่อ เมื่อชี้แจงให้เธอทราบว่าจะไม่เอาไปเขียนในทางเสื่อมเสียเธอจึงค่อยคลายความวิตก และยอมคุณด้วย

         "เรื่องของฉันกับนอร์เบิร์ดนี่หรือคะ ที่คุณจะเอาไปลงเดลินิวส์" เธอตอบแล้วหัวเราะอย่างขบขัน

         "ใช่ครับ ผมคิดว่าอย่างน้อยก็อาจจะเป็นกำลังใจกับลูกผู้หญิงที่ท้อแท้ และหมดหวังในชีวิตจะได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ยังไงล่ะครับ…."

         "คุณยกยอฉันเกินไปแล้ว เอาแบบนี้ดีกว่าตรงไหนที่คุณอยากรู้ถามมา ให้ฉันพูดเองบางทีนึกไม่ออก"

         "อย่างนั้นก็ได้….ตอนนี้นอร์เบิร์ดมาอยู่เมืองไทยกับคุณเลยหรือว่ามาเที่ยวครับ…."

         เธอหันไปแปลเป็นภาษาเยอรมันกับสามีแล้วเล่าให้เขาฟังต่อว่า

         "หลังจากที่พี่งามกับคุณแฟรงค์มาเยี่ยมแม่ที่เมืองไทย เขาติดต่อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งได้แล้ว ทางมหาวิทยาลัยให้เขาช่วยติดต่ออาจารย์มาสอนการตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับนักศึกษา คุณแฟรงค์ก็มาถามนอร์เบิร์ดว่าสนใจไหม ฉันกับนอร์เบิร์ดตั้งใจอยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยอยู่แล้วเลยตอบตกลง จากนั้นก็ติดต่อคุยกับท่านอธิการทางโทรศัพท์ ปรากฏว่าเขาไม่ได้รังเกียจความพิการก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนดิฉันคุณหมอวิเชียร ประสบโชค ซึ่งอยู่โรงพยาบาลพญาไท ไปดูงานที่เยอรมัน ท่านก็ช่วยติดต่อโรงพยาบาลเอกชนให้ดิฉันทำที่กรุงเทพฯ…. คุณโทมัสกับคุณแอนนาหรือคะ….พอท่านทราบว่าเราสองคนจะมาอยู่ที่เมืองไทย ท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ก่อนจะเดินทางมาท่านก็เศร้าไปมาก คุณโทมัสที่เคยคุยสนุกสนานร่าเริงก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ขณะที่ฉันเข็นรถพานอร์เบิร์ดออกไปเดินเล่นในตอนเช้า ฉันพูดกับท่านว่า….

         "ขณะนี้พ่อฉันคงนับวันในปฏิทินแล้วว่า ยังอีกกี่วันฉันจะเดินทางไปถึง" ….คุณโทมัสท่านซึมอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบฉันว่า….. "ฉันก็เหมือนกัน ขณะนี้นั่งนับปฏิทินอยู่ทุกวันว่า เมื่อไหร่จะถึงวันที่เธอทั้งสองจากฉันไปและหลังจากนั้นก็คงจะต้องตั้งตาตั้งใจคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่เธอทั้งสองจะกลับมาหาฉันอีก…."

         "ข้างคุณแอนนาก็เฝ้าแต่พูดฝากฉันว่า อย่าทอดทิ้งนอร์เบิร์ดนะ"…. "เธอไปแล้วฉันจะต้องอยู่ที่นี่ด้วยความเงียบเหงาต่อไป ถ้าหากมีเวลาก็เขียนจดหมายมาหาฉันบ้าง"….ยิ่งใกล้วันเดินทางเข้าไปเท่าไหร่ ยิ่งเศร้าใจมากขึ้น ฉันกับนอร์เบิร์ดอธิบายให้ท่านทั้งสองฟังว่า ในช่วงที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยปิดภาคเรียน หรือในช่วงพักร้อนเราจะกลับมาเยี่ยมท่านทุกปี และที่ประทับใจฉันจนถึงวันนี้คือวันที่ฉันออกมาจากโรงพยาบาลทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้บอกใคร แต่คุณรู้ไหม เพื่อน ๆ ที่เป็นพยาบาลอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีบางคนที่ไม่ค่อยชอบฉัน ต่างออกมายืนเรียงแถวที่หน้าโรงพยาบาลยื่นมือมาจับแสดงความยินดีกับฉันทีละคน อวยพรให้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก ไม่นึกว่าชีวิตฉันจะมีวันนี้ เมื่อก่อนเคยคิดแต่เสียใจที่ถูกพวกเขาดูถูกเหยียดหยาม ฉันกลับมาเล่าให้นอร์เบิร์ดฟังที่บ้านด้วยความตื้นตันใจร้องไห้ออกมาบอกเขาว่า บัดนี้คำปณิธานที่ฉันเคยพูดไว้ว่า…. "วันนี้พวกคุณเกลียดฉันไม่เป็นไร แต่สักวันหนึ่งพวกคุณจะต้องยอมรับ และรักฉันนั้นเป็นจริงแล้ว"

         นักข่าวเปลี่ยนเทปม้วนใหม่อย่างรีบร้อน ด้วยความกลัวว่าจะไม่ทันได้อัดตอนสำคัญ

         "แล้วคุณนอร์เบิร์ดล่ะ ขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง"

         หญิงสาวหันไปมองสามีด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่แล้วก็ฝืนยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนจะเล่าสืบไปว่า

         "ตอนนี้อาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ตั้งแต่สะดือลงไปไม่มีความรู้สึกเลย แต่เขาก็มีความหวังว่าจะต้องหาย และเดินได้ อีกสามเดือน หมอนัดให้ไปผ่าตัดใหม่"

         เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้เธอหันไปพูดกับสามีเป็นภาษาเยอรมัน

         "นี่ เห็นไหม เขาบอกว่าเขาต้องเดินได้ เขาเชื่อในความสามรถของหมอที่โน่น" เธอพูดแล้วหัวเราะ แก้มสองข้างแดงเรื่อเป็นสีชมพู

         แม่ค้าข้าวหลามเดนผ่านมา เธอซื้อ 3 กระบอก ยื่นให้นักข่าว 1 กระบอก แล้วพูดกับสามีเป็นภาษาเยอรมัน แม่ค้าสนใจจ้องตาไม่กระพริบ

         "ทานซิคะ คุยไปทานไปก็ได้"

         "ขอบคุณครับ"

         เธอฉีกให้สามีทดลองกินดู แล้วตัวเองเอาใส่ปากกินด้วยความเอร็ดอร่อย

         ใครผ่านมาก็อดชำเลืองมองแล้วหัวเราะไม่ได้ ที่เห็นฝรั่งพิการนั่งกินข้าวหลาม ต่อเมื่อพ่อค้าขายมะพร้าวอ่อนเดินผ่านมาเธอก็ซื้อเลี้ยงอีกตามเคย จนนักข่าวเขิน นึกชมเชยในความมีน้ำใจของเธอ

         "แล้วสาเหตุ ที่ออกจากราชการ เพราะอะไรครับ" นักข่าวถาม

         เธอมีสีหน้ากังวลอย่าเห็นได้ชัด หันไปปรึกษากับสามีเป็นภาษาเยอรมัน

         "มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราไม่อยากเปิดเผยนะ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร"

         "ครับ ผมขอโทษครับ"

         เรื่องราวที่เธอเล่ามาร่วมสองชั่วโมง ตั้งแต่มีปัญหา จนกระทั่งต้องลาออกจากราชการ ไปผจญภัยเสี่ยงโชคตายเอาดาบหน้าบนแผ่นดินเยอรมัน ถ้าหากนำมาเขียนเป็นข่าวก็คงจะยาวมาก และถ้าหากจะตัดตอนเอาเฉพาะที่สำคัญก็คงไม่ได้ใจความที่สมบูรณ์

         "ผมว่าอย่างนี้ ดีไหมครับ คุณเขียนเอง แล้วส่งไปให้ผมที่เดลินิวส์ ลงเป็นตอนๆจะดีไหมครับ" เขาเสนอ

         "คุณจะให้ฉันเขียนเหรอ ฉันเขียนไม่ได้หรอก ไม่เคยเขียน" เธอพูดแล้วหัวเราะ เห็นเป็นเรื่องขบขัน แปลให้นอร์เบิร์ดฟัง เขาก็หัวเราะเช่นกัน

         "คุณเขียนเหมือนที่เล่าให้ผมฟังนี่เเหละ ผมว่าน่าอ่าน"

         "ไม่ได้หรอก ไม่เคยเขียน" เธอยืนกราน

         "ไม่ยากหรอกครับ คุณมีความรู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น แล้วผมจะช่วยขัดเกลาให้"

         เธอนั่งคิด อยู่ครู่หนึ่ง มองไปกลางทะเล ดวงตามีประกายสดใสวาวโรจน์ขึ้นมา ก่อนจะหันมายิ้มให้เขา

         "เอาล่ะ แล้วฉันจะลองดู ถ้าไม่ได้อย่างไร คุณช่วยขัดเกลาใหม่ก็แล้วกัน"

         ชายหนุ่มเก็บเทปเอากล้องถ่ายรูปคล้องคอ กล่าวอำลาเธอด้วยหัวใจที่ชื่นบาน รู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบแดงของเขา ส่วนเธอเข็นรถพาสามีพิการท่องเที่ยวตามชายหาดต่อไป โดยไม่สนใจว่าจะตกเป็นเป้าสายตาใคร และในขณะที่ผ่านผู้หญิงวัยรุ่นสองคนชำเลืองตามอง คล้อยหลังเธอไปได้ยินเสียงแว่วๆว่า

         "อีตัวจับฝรั่งพิการ ทุเรศมาก"

 


COMMENT
 
ดิฉันอ่านตั้งแต่เขียนลงเป็นตอน ๆ ใน นสพ.เดลินิวส์ และพอนำมารวมเล่มก็ได้อ่านอีกอ่านรวดเดียวจบเลย เพราะสนใจปัญหาเรื่องโสเภณีเด็ก สิทธิสตรีและเยาวชนอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของโสเภณีหรอกนะ เป็นเรื่องของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศเยอรมัน แล้วเข้าไปใช้บริการหาคู่ทางไปรษณีย์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ทางตะวันตกเขานิยามกันมาก ทำให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคม และผู้หญิงคนนี้คือ ผกามาศ นี่เธอก็เข้าไปอยู่ในครอบครัวของพ่อ แม่สามีชาวเยอรมัน ซึ่งต้องทำให้เขายอมรับลูกสะใภ้ชาวเอเซียให้ได้ มาถึงตรงนี้แหละที่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิง ขอชมว่าเขียนได้ดีมาก
โดย : ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ
คนเราเลือก "ที่เกิด" ไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็น "คนดี" ได้ ชีวิตของบางคนอาจต้องเผชิญและต่อสู้กับอุปสรรคนานานับประการ ถึงขนาดที่เรียกว่าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อยังมีลมหายใจทุกคนก็ยังมี "ความหวัง" ต้องดิ้นรนต่อสู้ในทุกวิถีทาง โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี ก็จะไม่กระทำในสิ่งที่ทุจริตผิดกฏหมาย จะต้องต่อสู้ในหนทางที่สุจริต แม้บางครั้งอาจจะต้องยอมสูญเสียความรู้สึกที่ดี หรือความภาคภูมิใจในส่วนตัวไปบ้าง เพราะชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป เพื่อความอยู่รอดทั้งของตนเองและครอบครัว ดังนั้นบทเรียนที่ได้รับจากชีวิตของแต่ละคนจึงเป็น "ประสบการณ์" ที่น่าสนใจและน่าศึกษา หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีกับบุคคลที่สนใจ โดยเฉพาะ "สตรี" ว่าในปัจจุบันยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้อยู่และพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ จึงขอฝากข้อคิดว่าคนเราบางคนอาจตกอยู่ในสภาวะการณ์ที่ค่อนข้างเลวร้าย แต่หากเรายังมีสติจิตใจยังเข้มแข็งโดยเฉพาะ มี "กำลังใจ" ที่จะต่อสู้จะแก้ไขกับอุปสรรคต่าง ๆ โดยใช้ความสุขุมรอบคอบและมีวิจารณญาณโดยไม่ท้อแท้ แล้วอุปสรรคต่าง ๆ ก็จะผ่านพ้นไป ความสำเร็จตามที่ปรารถนาก็ย่อมเป็นของเราในวันหนึ่งแน่นอน
โดย : ฯพณฯ ปวีณา หงสกุล

Advertisement


เรื่องน่าสนใจจากสมาชิกท่านอื่น
 

ไม่มีความเห็น
เกี่ยวกับเรื่อง ทดลองอ่าน - ดิฉันไม่ใช่โสเภณี
 
 


 
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

สุภาภรณ์ นิลยกานนท์(เพชรสุภา)
เจ้าของบล็อกนี้
Advertisement
Advertisement
เรื่องราวล่าสุด ของ
สุภาภรณ์ นิลยกานนท์(เพชรสุภา)..