หน้าแรก | ครูบ้านนอกบล็อก
ศูนย์รวมความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ของคุณครู สมาชิกเว็บไซต์ ครูบ้านนอก.คอม ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ตั้งใจทำเพื่อสังคมครับ
เจ้าของโพสต์นี้
ชุติชัย แก้วตา
จากจังหวัด NAN

การบริหารจิต...เพื่อชีวิตที่เป็นสุข
โพสต์เมื่อวันที่ : 11 พ.ย. 2552 IP : เปิดอ่าน : 8361 ครั้ง
คะแนนของ BLOG นี้
-ไม่มีผลโหวต-

Advertisement

.....

 

การบริหารจิต...เพื่อชีวิตที่เป็นสุข

          นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล

 

          ชีวิตคนเรามีทั้งหมด 4 ส่วน เปรียบเหมือนสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า ซึ่งด้านทั้งสี่ประกอบด้วยชีวิตการงาน (work life) ชีวิตครอบครัว (family life) ชีวิตส่วนตัว (private life) และชีวิตสังคม (social life)...สุขและทุกข์ก็เกิดขึ้นอย่างน้อยด้านใดด้านหนึ่งในชีวิตสี่ด้านนี้

                ความสุขและความทุกข์ ก็เป็นเหมือนดั่งเมฆบนท้องฟ้าหรือคลื่นในมหาสมุทร มาแล้วก็ไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด...เวลามีความสุขก็ต้องตระหนักว่าความสุขมิได้อยู่กับเราตลอดไป ตอนมีความทุกข์เราก็มิได้จมจ่อมกับทุกข์นั้นตลอดชีวิต

                ชีวิตต้องมีทั้งสุขและทุกข์ต้องสลับกันไป...คนที่อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีความตื่นเต้นหรือความเครียดเลย ก็ขาดรสชาติของชีวิต มีชีวิตแต่ไม่มีชีวา

                สมอง คืออวัยวะที่ทำงานในเรื่องจิตใจ...เป็นที่ตั้งของจิต คือออฟฟิตของใจ ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ อารมณ์ความรู้สึก (emotions) กับความคิด (เช่น ความจำ การตัดสินใจ การใช้เหตุผล การคำนวณ)

                ธรรมชาติที่สำคัญของจิตใจประการแรก คือความคิดกับความรู้สึกโน้มนำกันได้...เมื่อใดก็ตามที่เราคิดในทางบวก ความคิดทางบวกก็โน้มนำใจให้เรารู้สึกมีความสุข ภายใต้จิตที่สบายก็นำใจให้เกิดความคิดดีๆ เช่นเดียวกันความคิดทางลบก็กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์               

 

                คิดดีใจก็มีสุข คิดไม่ดีใจก็เป็นทุกข์...สุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับตัวความคิด

                มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ในการฝึกสติให้รู้เท่าทันความคิดกับความรู้สึกของตัวเอง เพื่อมิให้เกิดการปรุงแต่งให้ใจเป็นทุกข์

                ไม่ใช่สิ่งที่เราเจอ แต่เป็น ความหมาย ของสิ่งที่เราเจอต่างหาก ซึ่งเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเราต่อสิ่งนั้นว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์...การมีมุมมองทางบวก (positive thinking) อยู่เสมอ เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีความรู้สึกที่ดีๆต่อสิ่งที่เราพบ

               

                ภาพหยิน - หยาง...เป็นวงกลมที่มีสองส่วน ในแถบสีขาวมีจุดดำ ในแถบสีดำมีจุดขาว เปรียบเหมือนกับสิ่งดีที่เราได้รับอาจมีความโชคร้ายแฝงเร้น ในขณะที่ความโชคร้ายที่เราประสบก็มีความโชคดีที่เราต้องค้นให้พบ

 

 

·       สมบัติเงินทองที่เรามีอาจเป็นเครื่องล่อใจให้คนอื่นปองร้ายเราเพื่อหวังชิงทรัพย์นั้น

·       ผู้หญิงที่หน้าตาสวย ก็อาจกระตุ้นความใคร่ เร้าใจให้ผู้ชายบางคนล่วงละเมิดทางเพศต่อตัวเรา

·     ผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคร้ายแรง ชีวิตหลังจากนั้นอาจมีคุณภาพมากขึ้น เพราะเมื่อรู้ตัวแล้วก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น กลายเป็นชีวิตที่มีสติและความสุขมากกว่าเดิม

·     เศรษฐกิจขาลงครั้งที่ผ่านมา อาจมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจขาขึ้นครั้งใหม่ที่มีความมั่นคงและรอบคอบกว่าเดิม...เราจะขึ้นสู่ภูเขาลูกใหม่ที่สูงใหญ่กว่าเดิมได้อย่างไร ถ้าหากเราไม่เดินลงจากภูเขาลูกเก่าเสียก่อน เหมือนประเทศญี่ปุ่นซึ่งแพ้ย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

·     อุปสรรคทั้งหลายคือการบ้านจากพระผู้เป็นเจ้า วิกฤตของชีวิตคือการสอบไล่ครั้งใหญ่ เมื่อผ่านพ้นได้ จิตใจจะเกิดพัฒนาการ...ความทุกข์คือเครื่องมือในการฝึกจิตให้มีความเข้มแข็ง เหมือนการยกของหนักทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง คนที่ผ่านปัญหาของชีวิตมาต่อเนื่องทำให้กลายเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยแบบทานทน (hardy character)

                จากเศษเหล็กที่ไม่มีค่า ต้องเข้าเตาหลอมรนไฟให้ร้อนแดง หลังจากนั้นจึงนำไปทุบตี จึงจะกลายเป็นดาบเล่มงาม...จงถือเอาความเร่าร้อนและเจ็บปวดเป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์

                คนใดก็ตามที่โปรแกรมสมองตัวเองด้วยความคิดทางลบตลอด เป็นเหตุทำให้จิตใจอ่อนกำลัง เกิดความย่อท้อ ไม่สามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆในชีวิต...เราจึงต้องสร้างสัมมาทิฐิคือความคิดทางบวก เพื่อนำพาชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้ เพราะคิดดี แล้วจึงพูดดี ทำดี

                บุคคลจำนวนมากที่จิตใจอุดมไปด้วยความคิดทางบวก จึงทำให้ชีวิตตัวเองมีความสุข และสามารถเผื่อแผ่ความสุขนั้นไปสู่ผู้อื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น

                Lena Maria นักร้องชาวสวีเดนเจ้าของหนังสือเรื่อง บันทึกจากปลายเท้า เธอเคยมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ณ โรงละครแห่งชาติ เธอได้กล่าวในการแสดงของเธอตอนหนึ่งว่า เมื่อตอนแรกเกิด ฉันไม่มีแขน และขาข้างซ้ายของฉันก็ยาวเพียงครึ่งหนึ่งของขาข้างขวา แต่กระนั้นก็ดี ความพิการของฉันไม่เคยยับยั้งดิฉันจากการทำหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ฉันเชื่อว่าทุกๆคนบนโลกใบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และฉันยังเชื่ออีกว่าคนทุกๆคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร หรือเขาจะมีเงินมากมายเพียงใด หรือจะมีความสามารถมากน้อยเพียงใด คนทุกๆคนมีคุณค่าและความสำคัญเท่าเทียมกันเสมอ...และยิ่งกว่านั้น ทารกน้อยๆก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

                หรือกรณีคุณกำพล ทองบุญนุ่ม เจ้าของผลงานหนังสือเรื่อง จิตสดใส แม้กายพิการ ซึ่งอัมพาตทั้งแขนขาจากอุบัติเหตุในวัยหนุ่มก็ยังสามารถมีความสุขในชีวิตได้ด้วยการฝึกสติแนวพุทธ จนนำไปสู่ความเข้าใจชีวิต

                เรื่องทำนองเดียวกันก็เกิดขึ้นกับคุณสุภัทราพร ตันอธิคม อดีตแอร์โฮสเตสผู้กลายมาเป็นคนพิการขั้นรุนแรง เคลื่อนไหวไม่ได้ตั้งแต่หัวไหล่ลงมาถึงปลายเท้า ถึงแม้ว่าเธอไม่มีมือ เธอก็เขียนหนังสือได้ เธอไม่มีเท้า เธอก็เดินหน้าต่อไปภายใต้หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ เรื่องราวชีวิตของเธอได้รับการบันทึกในหนังสือ จากหัวไหล่...ไปถึงเบื้องบน

                มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวเท่านั้นที่มีความทุกข์ ทั้งๆที่มนุษย์ที่มีสมองพัฒนาเหนือสัตว์ทั้งหลาย เพราะสัตว์ต่างๆไม่มีการปรุงแต่งของจิต...ตรงข้ามกับสมองของคนเราที่ความคิดกับความรู้สึกปรุงแต่งกัน แต่ขาดสติ คือการรู้ตัวทั่วพร้อม หรือรู้เท่าทัน ผลพวงของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือสภาพจิตที่เป็นทุกข์

                ปรุงแต่งของจิตที่พบบ่อย เช่น จากการเห็น นำไปสู่ความชื่นชอบ แล้วก็ปรุงแต่งไปเป็นความอยากได้ แล้วก็ต้องเอามาเป็นเจ้าของ...ผู้ชายก็เจ้าชู้มักมากในกาม ผู้หญิงก็ติดนิสัยชอบช้อปปิ้ง เพราะฉะนั้นจากความชอบ (ซึ่งเป็นความสุข) ปรุงแต่งไปเป็นความอยากได้ (ซึ่งเป็นทุกข์)...สติต้องมาทัน จิตจึงไม่ผลิตเป็นความทุกข์

                ธรรมชาติของจิตใจอีกอย่างหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ใจของเราเต็มไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรง อารมณ์นั้นจะรบกวนการทำงานของความคิด ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกสิ่งนี้ว่า นิวรณ์ แปลว่า เครื่องรบกวนสมาธิหรืออุปสรรคขัดขวางการทำงานของปัญญา ได้แก่ พยาบาท ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา อุทธัทจะกุกกุจจะ กามฉันทะ...มีผลทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด คิดเลขคูณหารก็ถูกๆผิดๆ อ่านหนังสือก็จำไม่ได้ หรือความลุ่มหลงทำให้มองไม่เห็นความบกพร่องในคนที่เรากำลังหลงรัก (ความรักที่ถูกนำหน้าด้วยคำว่าหลง)

                จิตที่ไม่นิ่งแต่วอกแวกไปสู่เหตุการณ์ในอดีตหรืออนาคต ก็นำไปสู่ความเศร้าหรือกังวล...การมีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ต่อหน้าในเวลาปัจจุบัน (here and now) จึงเป็นสุข...หากรู้ตัวว่าใจกำลังเป็นทุกข์ ก็จงมีสติอยู่กับอารมณ์นั้นๆเสมือนแม่ที่กำลังประคับประคองลูกน้อยในอ้อมแขน แทนที่จะปฏิเสธหรือพยายามกำจัดมัน แต่จงอยู่กับมันอย่างรู้เนื้อรู้ตัว แล้วอารมณ์ทุกข์นั้นจะไม่ปรุงแต่งไปสู่ความคิดในทางลบ (คือตัวสังขาร)

                ความคิดที่ถูกปรุงแต่งมาจากอารมณ์ เรียกว่า สังขาร...แต่ความคิดที่ตกผลึกจากภาวะจิตที่เป็นสมาธิ เรียกว่า ปัญญา

                ความสุข คือความรู้สึกในทางบวกในรูปแบบต่างๆ มีหลายกลุ่ม  ไม่จำเป็นต้องเป็นความสนุกสนานที่ต้องซื้อหาตามแหล่งบันเทิง แต่อาจเป็นความสงบผ่อนคลายทางจิตใจเมื่ออยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ หรือความภาคภูมิใจในการงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น รวมไปถึงความปิติอิ่มเอิบเมื่อจิตใจบังเกิดความรู้

                จิตที่เป็นทุกข์ คือสภาพจิตที่เต็มไปด้วยขยะทางความคิดและมลพิษทางอารมณ์...จิตที่เป็นสุข คือจิตอันอุดมด้วยสัมมาทิฐิและสามารถแบ่งปันความสุขไปสู่ผู้อื่นได้

                แม้จะยังไม่พบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของการมีชีวิต ก็จงดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์

 

Advertisement


เรื่องน่าสนใจจากสมาชิกท่านอื่น
 

ไม่มีความเห็น
เกี่ยวกับเรื่อง การบริหารจิต...เพื่อชีวิตที่เป็นสุข
 
 


 
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

ชุติชัย แก้วตา
เจ้าของบล็อกนี้
Advertisement
Advertisement
เรื่องราวล่าสุด ของ
ชุติชัย แก้วตา..