การวิจัยในทางการศึกษาอาจจะแยกพิจารณากว้าง ๆ ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
การวิจัยเพื่อการตัดสินใจ การบริหารและกำหนดนโยบาย ซึ่งอาจจะเรียกว่า “D-Study” อีกประเภทหนึ่ง เป็นการวิจัยเพื่อเสาะแสวงหาความรู้ความจริง เพื่อเสริมสร้างกฎเกณฑ์และทฤษฎี เพื่อประโยชน์ในการอธิบายทำนายและควบคุมปรากฏการณ์ทางการศึกษาในฐานะเป็นศาสตร์หนึ่ง การวิจัยประเภทนี้ เรียกว่า “G-Study”
ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมานี้ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยาสนใจที่จะวิเคราะห์วิจัยการศึกษามากขึ้น และก็มักจะเป็นผู้นำรูปแบบการวิจัยมาเป็นแนวทางให้ขบคิดกัน รูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันแพร่หลายมากก็คือ Educational Production Function (E.P.F.) หลายสิบประเทศในโลกนี้ ก็ใช้รูปแบบนี้เป็นแม่บทในการวิจัย โดยมีเจตนารมณ์ที่จะอธิบายถึงตัวแปรที่จะสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ผลจากการทบทวนงานวิจัยใน 30 ประเทศที่ใช้ระบบนี้ปรากฏผลตรงกันและน่าสนใจอยู่ก็มีมาก และปรากฏผลที่ขัดแย้งก็มีมากดังจะขอยกมาพอสังเขปที่สำคัญที่เกี่ยวกับนโยบาย ดังนี้
- จำนวนนักเรียนในแต่ละชั้นที่เพิ่มขึ้นจาก 20 ถึง 30 คนนั้น ไม่กระทบกระเทือนถึงคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน แต่มักจะเกี่ยวกับความไม่พอใจของครูที่จะสอนเด็กในชั้นที่มีจำนวนมากขึ้น
- แบบเรียนที่ผ่านการทดลองทั้งรูปแบบ การเสนอเนื้อหา ขนาดตัวอักษร และความยากง่ายของคำนั้น มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
- เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเสมอ ๆ มักจะเป็นผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนดีขึ้นเรื่อย ๆ
- คุณวุฒิของครูอย่างเดียวไม่เป็นตัวชี้ถึงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน แต่ครูที่มีคุณวุฒิสูง บรรยากาศในการทำงานดี มีสภาวะแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ตำราแบบเรียนและระบบบริหารที่ดีมักจะมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ดังนั้น การผลิตครูที่วุฒิสูง ๆ แล้วไม่มีอุปกรณ์และเครื่องอำนวยทางการศึกษาอื่น ๆ นั้น ครูผู้นั้นก็ไม่สามารถจะทำการสอนได้ดี ต่างไปจากครูที่ไม่มีวุฒิแต่ประการใดเลย
- ประสบการณ์หรือจำนวนปีในการสอน ไม่ชี้ให้เห็นเด่นชัดว่าสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
- จำนวนปีในการฝึกหัดครูก็ไม่ปรากฏว่าเป็นตัวชี้ที่เด่นชัดถึงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
- ฐานะเศรษฐกิจของนักเรียนเป็นดัชนีที่สำคัญและสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- สุขภาพ อนามัย อาหารของนักเรียนสัมพันธ์กับผลการเรียนสูง และสัมพันธ์กับฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าฐานะเศรษฐกิจนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลการเรียน แต่เป็นตัวชี้ถึงความมั่งคั่งมั่นคงทางการเงินของครอบครัว
- นักเรียนที่ตกซ้ำชั้นมีแนวโน้นจะตกอีกและเรียนได้ผลต่ำเสมอ ๆ
ผลการวิจัยที่นำสรุปมาสั้น ๆ นี้ชี้แนวนโยบายอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดผู้วางแผนก็คงจะมีความสบายใจที่จะกำหนดนโยบายให้มีชั้นเรียนที่มีนักเรียนไม่น้อยเกินไป แต่ครูนั้นจะต้องเอาใจใส่ให้การบ้านสม่ำเสมอ แบบเรียนและอุปกรณ์การศึกษานั้นต้องมีการปรับปรุงทดลองแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ทั้งในแง่ของเนื้อหาสาระและวิธีการจัดเสนอ จะต้องมีการปรับปรุงสุขภาพอนามัย อาหาร การอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กหรือเด็กก่อนวัยเรียนให้พร้อมวัสดุอุปกรณ์ หลักสูตรจะต้องมีการพัฒนากันอย่างจริงจัง และให้ถึงมือเด็กผู้ใช้ให้มากที่สุดที่จะทำได้ ทั้งนี้การปรับปรุงคุณภาพของการศึกษานั้น ถ้ามุ่งผลิตครูให้มีคุณวุฒิสูงขึ้นแต่เพียงอย่างเดียวโดยละเลยอุปกรณ์ แบบเรียน และบรรยากาศการเรียนการสอนที่ดีแล้ว ก็ยากที่จะหวังผลการศึกษาให้เด็กมีคุณภาพได้
การวิจัยในลักษณะที่กล่าวแล้วนั้นเป็นการวิจัยเชิงนโยบาย เพียงแต่ชี้ให้เห็นกว้าง ๆ แต่ไม่สามารถจะชี้ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ มีท่านผู้รู้หลายคนชี้ให้เห็นว่า การวิจัยทำนองนี้ควรจะทำทุก ๆ 4-5 ปีเป็นระยะ ๆ ไป เพื่อตรวจสอบแนวโน้มกว้าง ๆ แต่การวิจัยที่จำเป็นและต้องทำให้ลึกซึ้งคือ การวิจัยประเภทที่สอง (G-Study) ซึ่งเป็นการทดลอง และมีแนวโน้มใหม่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่จะทำร่วมกัน โดยอาศัยรูปแบบการวิจัยคล้าย ๆ กันอีก คือ มีสมมุติฐานกว้าง ๆ ว่า
คุณภาพในการเรียนของผู้เรียนขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง แต่ที่เลือกสรรแล้วเห็นว่ามีความสำคัญมาก คือ
- ความรู้เดิมของผู้เรียน อันได้แก่ ความรู้พื้นฐานที่จะช่วยเป็นอุปกรณ์ของความคิดในสถานการณ์ที่เป็นการเรียนใหม่ เมื่อความรู้เดิมมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องใหม่แน่นแฟ้นมากเท่าใด ก็จะทำให้การเรียนนั้นได้ผลดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นถ้าสมมุติฐานนี้เป็นความจริง ผู้สอนก็มีหน้าที่จะต้องค้นหาความรู้เดิมของผู้เรียนในส่วนที่จำเป็นและเกี่ยวข้องจริง ๆ และขาดมิได้กับบทเรียนใหม่ ถ้านักเรียนยังไม่มีก็ต้องสอนซ่อมเสริมให้ จึงทำให้การเรียนได้ผล
- ความสามารถและความถนัดในการเรียน นักเรียนมีความถนัดในการเรียนต่างกัน ความถนัดนี้อาจจะมองได้ 2 ลักษณะคือ ความถนัดที่เป็นผลผลึกของความรู้เดิมส่วนหนึ่งกับความถนัดที่เป็นของเฉพาะตัว ที่ติดมาแต่กำเนิดอีกส่วนหนึ่ง ความถนัดทั้งสองอย่างนี้จะเป็นศักยภาพที่จะเสริมให้การเรียนได้ผลดีขึ้น
- ความวิริยะอุตสาหะ ตั้งใจมีสมาธิ มุ่งมั่นอยู่เสมอ คุณภาพของการเรียนนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะทางจิตวิทยาข้อนี้อยู่มาก ก็คงเป็นจริงอย่างสุภาษิตไทย ๆ ที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”
- เวลาที่ใช้จริงในการเรียนที่สอดคล้องกับธรรมชาติของบทเรียน เช่น การฝึกฝน การทำการบ้าน การทำแบบฝึกหัดบทเรียน บางอย่างฝึกสั้น ๆ แล้วหยุดฝึกซ้ำเป็นระยะ ๆ ได้ผลดีกว่าฝึกติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ แต่บทเรียนบางอย่างก็ใช้เวลาฝึกนานเป็นช่วง ๆ ที่สำคัญคือ การฝึกนั้นอย่าให้เกิดความเบื่อหน่าย แต่ให้เกิดความเพลิดเพลินแทน ดังนั้นครูที่ดีควรจะศึกษาช่วงของความสนใจของลูกศิษย์ตนเองให้เข้าใจพอที่จะจัดการบ้านและให้งานทำได้โดยไม่ขัดกับธรรมชาติของเด็ก
- คุณภาพการสอนของครู อันได้แก่ การเตรียมการสอน ความตั้งใจ การเสนอคำสอน จัดลำดับก่อนหลังตามความยากง่ายมีเครื่องช่วย และเครื่องเสริมความสนใจ มีการทบทวนแก้ไข ฯลฯ อันเป็นเรื่องของพฤติกรรมการสอนที่ดีนั่นเอง ดังนั้น ครูที่เตรียมการสอนจึงมีโอกาสที่จะสอนเด็กได้ดีกว่าครูที่ไม่ได้เตรียมการสอน
- องค์ประกอบภายนอกห้องเรียน เช่น เสียงรบกวนขณะที่เรียน การจัดชั้นเรียน บรรยากาศในห้องเรียนก็มีส่วนในการเสริมผลการเรียนของนักเรียนอยู่มาก
ผลการวิจัยเก็บตกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เล่ามา เก็บมาจากการอ่านและการไปร่วมประชุมของคณะผู้ทบทวนงานวิจัยทางการศึกษาซึ่งตั้งใจจะเล่าสั้น ๆ และง่าย ไม่ให้มีเทคนิควิธีการวิจัยเชิงปริมาณแต่อย่างใด โดยหวังผลว่า ท่านผู้อ่านจะได้นำไปคิดไปใช้ทั้งในแง่การปฏิบัติการวิจัย และการปฏิบัติการสอนในฐานะครูหรือผู้บริหารโรเงรียน
|