ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• ประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของการประเมิน
สถานการณ์ในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) ที่นานาประเทศกำลังปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของความรู้ (Knowledge Based Economy) ผนวกกับทรัพยากรและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทำให้ความรู้กลายเป็นผลผลิตที่มีค่ามหาศาล เป็นที่ยอมรับในหลักความจริงที่ว่า การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและก้าวทันความเจริญก้าวหน้าของสังคมโลก และต้องมีประชากรที่มีคุณภาพเนื่องจากประชากรเป็นตัวกำหนดสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกันโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้มีความรู้ ที่เรียกว่าทุนทางปัญญา และมีความดีจึงจะทำให้ประเทศพัฒนาไปสู่ชั้นแนวหน้าอย่างมั่นคงและสง่างาม (สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา,2544, หน้า 1-2) ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องหันมาสนใจกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยมีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพได้นั้น คือระบบการจัดการศึกษาที่ดี
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งอยู่ในวงจรของกระบวนการจัดการศึกษาโดยรวม เมื่อมีการวางแผนการจัดการศึกษาและดำเนินการจัดการศึกษาแล้วก็ต้องมีการประเมินผลการจัดการศึกษาด้วย ซึ่งการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษาของสถานศึกษาต้องมีกรอบ
ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ปรากฏในมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญว่า
“รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้จัดการศึกษาให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้ และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อการพัฒนาประเทศพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ”
(รุ่ง แก้วแดง, 2543, หน้า 2-10) นอกจากนี้ยังต้องดำเนินตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขปรับปรุง (ฉบับที่2) พ.ศ.2545 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หน้า 3-5) ในทุกหมวดและและมาตราที่ผ่านมามีงานวิจัยที่เห็นสอดคล้องในทิศทางเดียวกันว่า การจัดการศึกษาของประเทศยังไม่บรรลุ
เป้าหมายเท่าที่ควร จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ปัญหาเกิดจากการพัฒนากำลังคนในการพัฒนาไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ การดำเนินโยบายของชาติไม่ต่อเนื่อง วิสัยทัศน์ทางการศึกษาไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่จะนำการศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้จริง จึงเกิดแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเริ่มที่การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาใหม่อย่างเชื่อมโยง การจัดตั้งกลุ่มองค์กรภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์ได้ด้วยตนเองมาขึ้น นั่นหมายถึงวิสัยทัศน์ทางการศึกษาไทยในอนาคตต้องเป็นระบบการบริหารจัดการที่คนทุกกลุ่มมีโอกาสพัฒนาการเรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้มีการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงโรงเรียน ให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการเกื้อหนุนการศึกษา (วิทยากร เชียงกูล, 2542, หน้า 7)
ทั้งนี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
การบริหารการศึกษา คือ การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษา (มาตรา 39) กำหนดให้มีคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่กำกับ ส่งเสริม สนับสนุนกิจกการของสถานศึกษา (มาตรา 40) ให้มีองค์กรวิชาชีพออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา (มาตรา 53)ให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (มาตรา 57) ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน ทั้งจากรัฐ สถาบันทางสังคม และชุมชนมาใช้จัดการศึกษา (มาตรา 58) (สำนักงานคณะกรรมการการปฏิรูปการศึกษา, 2544, หน้า 44-64)
แต่การที่ชุมชนได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้ความร่วมมือกับกิจกรรมบางกิจกรรมของโรงเรียนเป็นการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยที่ชุมชนและโรงเรียนยังขาดความเข้าใจลึกซึ้งว่าการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่แท้จริงนั้น ทั้งชุมชนและโรงเรียนควรจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาว่าควรเป็นเช่นใดซึ่งอาจเป็นเพราะระบบการศึกษามีความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลในชุมชนในบริบทอื่น ๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในชุมชน
โรงเรียนเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่อยู่ในชุมชนมีหน้าที่หลักในการให้การศึกษาอบรมอย่างเป็นระบบแก่เด็ก เพื่อให้เป็นสมาชิกที่ดีและมีประสิทธิภาพของสังคม โรงเรียนจะทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่เด็กได้ครบทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เรายอมรับกันว่าการศึกษา คือ การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กประสบการณ์ที่เด็กควรได้รับมิใช่อยู่เฉพาะในโรงเรียน แต่ยังมีอยู่ในที่ต่าง ๆ ในชุมชนอีกมาก ชุมชนจึงมีส่วนให้ประสบการณ์ที่เป็นรากฐานทางขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และเจตคติแก่เด็ก ดังนั้นโรงเรียนจะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ตรงตามความต้องการของชุมชน และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ทั้งยังเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอีกด้วย โดยถือว่าโรงเรียนเป็นของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน โรงเรียนจึงต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับชุมชนและทำประโยชน์ให้กับชุมชน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนากิจการของโรงเรียนด้วย ดังที่ สิริภัทร ทองแพ (2549, หน้า 57) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นเรื่องสำคัญในการจัดการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเป็นความสัมพันธ์สองทาง คือ จากชุมชนสู่โรงเรียนและจากโรงเรียนสู่ชุมชน ไม่ใช่เป็นการติดต่อจากโรงเรียนไปสู่ชุมชนอย่างเดียว หรือจากชุมชนมาสู่โรงเรียนอย่างเดียว เพราะความสัมพันธ์อย่างแท้จริงจะต้องเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนให้บรรลุตามสิ่งที่ต้องการนั้นจำเป็นที่โรงเรียนจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการที่ปรึกษา ชุมชน ผู้ปกครองและโรงเรียนให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การระดมทรัพยากรทางการศึกษา และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนจะดำเนินการโดยลำพังมิได้ ต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนนั้น ผู้บริหารจะต้องใช้ความรู้ความสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพื่อประสานความร่วมมือร่วมใจให้เกิดประโยชน์และสัมฤทธิ์ผลแก่หน่วยงาน
ดังที่กล่าวมาแล้วโรงเรียนเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่อยู่ในชุมชน โรงเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมซึ่งมีองค์กรอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่พัฒนาร่วมกันตามบทบาทหน้าที่ การร่วมมือกับชุมชนในการเสนอแนวทางปฏิบัติ แนะนำ ปรับปรุง การปฏิบัติและการแก้ไขปัญหาของชุมชนหรือหน่วยอื่นให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมในลักษณะการร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติด้วยความ
เต็มใจเต็มความสามารถจะนำไปสู่การยอมรับและเกิดศรัทธาต่อโรงเรียนอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นแนวทางหนึ่งของการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการจัดการศึกษาเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนทางสังคม (ปรีชา คัมภีรปกรณ์, 2549, หน้า 2-3) แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เป็นการศึกษากลยุทธ์ที่สามารถทำให้กระบวนการจัดการศึกษาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นพลวัตรและเป็นวิธีการปฏิบัติได้ในชีวิตจริงโดยการใช้องค์กรในท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อน และมีองค์กรอื่นเป็นตัวเสริมอันเป็นหนทางสำคัญในการสร้างสังคมฐานความรู้ (KBS: Knowledge-Based Society) เพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน (กรมวิชาการ, 2543, หน้า 14) สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนำพาประเทศให้ก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ที่มีขีดสมรรถนะในการแข่งขันกับสังคมโลกได้ ดังนั้น การรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหาหรือแสวงหาแนวทางการพัฒนาโดยใช้หลักการทำงานแบบร่วมมือรวมพลัง และใช้กระบวนการค้นหาคำตอบ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นำไปใช้ในการพัฒนาได้จริง และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น ลักษณะของการดำเนินงานนี้จึงเป็นการดำเนินงานภายใต้หลักการต่อไปนี้ คือ การพึ่งพาตนเอง (self-dependence) การทำงานแบบเชื่อมโยง (networking) ศักยภาพหรือจุดแข็งขององค์กรต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน การทำงานแบบร่วมมือรวมพลัง (collaboration) ในรูปแบบที่เท่าเทียมกันการแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น (area-based) จากหลักการดังกล่าวข้างต้น การศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะใช้เครือข่ายเป็นกลไก (mcchanism)ในการทำงานในทุกประเด็นที่เป็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของแต่ละชุมชนให้สูงขึ้นกว่าเดิม
การค้นหาแนวทางการพัฒนาจึงขึ้นอยู่กับความต้องการจำเป็น (needs) สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนนั้น ๆ และมีลักษณะของการดำเนินงานที่เป็นไปตามสภาพบริบทของ
ชุมชนนั้น ๆ กลยุทธ์การพัฒนาที่ได้จากการดำเนินงานของเครือข่ายจึงไม่ได้มีรูปแบบเดียว เมื่อพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก (พ.ศ.2544 - 2548) ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2549, หน้า 10-18) พบว่าผลการประเมินมีสถานศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่ได้มาตรฐานถึงร้อยละ 70 และหากพิจารณาตามสังกัด พบว่าสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสถานศึกษาที่มีผลการประเมินไม่ได้มาตรฐานถึงร้อยละ 66 โดยรวมของสถานศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 65 เป็นสถานศึกษาของรัฐขนาดเล็กในชนบทและเมื่อวิเคราะห์ผลการประเมินรายมาตรฐานแล้วพบว่า ในด้านผู้เรียน ไม่ได้มาตรฐานในเรื่องความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร ทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การรักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การมีทักษะในการทำงาน
รักการทำงานความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริตด้านผู้บริหาร
ไม่ได้มาตรฐานเกี่ยวกับ การบริหารวิชาการโดยเฉพาะการมีหลักสูตรที่เหมาะกับผู้เรียนและท้องถิ่นการมีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การส่งเสริมกิจกรรมและการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่วนในด้านของครู พบว่าไม่ได้มาตรฐานในเรื่อง ความเพียงพอของครู ความสามารถของครูในการจัด
การเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเมื่อพิจารณาจากผล
การประเมินดังกล่าว นับได้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะจากข้อเสนอแนะของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ที่ให้จัดเป็นวาระแห่งชาติว่าด้วยการปฏิรูปการเรียนรู้พัฒนาผู้เรียน ตามมาตรฐานที่ 4 ที่ว่า ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ที่ว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร และมาตรฐานที่ 6 ที่ว่าผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการศึกษาในชุมชนของเครือข่ายย่อยแต่ละเครือข่ายนั้น ควรเป็นไปตามความต้องการจำเป็น ตามบริบทของชุมชนนั้น ๆ
ด้วยหลักการพัฒนาและบริหารงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดังกล่าวเบื้องต้นเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1จึงได้จัดทำโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ขึ้น ในปีการศึกษา 2554 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชนให้การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อระดมทรัพยากรทางการศึกษาและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานโดยเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน มุ่งที่จะช่วยกันป้องกันปัญหา แก้ปัญหา และตอบสนองความต้องการของชุมชนตามหน้าที่และบทบาทของโรงเรียนที่พึงกระทำได้ นอกจากนี้ยังเป็นโครงการที่สนองตามภารกิจหลักของการบริหารงานโรงเรียนอันจะส่งผลให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญยิ่งงานหนึ่งของโรงเรียน ดังนั้นเพื่อตรวจสอบถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการนี้ ผู้ประเมินในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน จึงได้ทำการประเมิน โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อพิจารณาจุดเด่นจุดด้อยและประสิทธิผลของโครงการอย่างมีระบบ โดยได้ใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ของ สตัฟเฟิลบีม ซึ่งมีองค์ประกอบในการประเมิน 4 ด้าน คือ การประเมินด้านบริบท การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น การประเมินด้านกระบวนการ และการประเมินด้านผลผลิต เนื่องจากรูปแบบการประเมินนี้สามารถประเมินได้ครอบคลุมภารกิจต่าง ๆในการดำเนินงานโครงการรวมถึงความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ ข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบข้อดีข้อบกพร่องและประสิทธิผลของโครงการทั้งในภาพรวมและเป็นรายด้าน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาตัดสินใจ และปรับปรุงพัฒนาโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ของการประเมิน
ในการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียน
วัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผู้ประเมินกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน รายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ประเมินด้านบริบท เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับเป้าหมายของโครงการ
2. ประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความพอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ใน
การดำเนินโครงการ เช่น งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ เวลา บุคลากร เทคโนโลยี เป็นต้น
3. ประเมินด้านกระบวนการ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการดำเนินงานตามโครงการและนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง ให้การดำเนินงานในช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. ประเมินด้านผลผลิต เพื่อพิจารณาผลผลิตที่เกิดขึ้น ตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของโครงการ

ขอบเขตของการประเมิน
การประเมินครั้งนี้เป็นการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผู้ประเมินกำหนดขอบเขตการประเมินดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูโรงเรียนวัดสำนักกะท้อนจำนวน 11 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนวัดสำนักกะท้อนจำนวน 9 คนนักเรียนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน ปีการศึกษา 2554จำนวน 203 คน และผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนวัดสำนักกะท้อน ปีการศึกษา 2554จำนวน 203 คนรวมทั้งสิ้น 426 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่
1.2.1 คณะครูโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 7 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling)
1.2.2 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 7 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling)
1.2.3 นักเรียนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 101 คน โดย
การเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling)
1.2.4 ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 จำนวน 101 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยคัดเลือกจากผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
2. เนื้อหา
การประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ประกอบด้วยเนื้อหาการประเมิน
4 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 การประเมินบริบท
ด้านที่ 2 การประเมินปัจจัยเบื้องต้น
ด้านที่ 3 การประเมินกระบวนการ
ด้านที่ 4 การประเมินผลผลิต
3. ระยะเวลาที่ใช้ในการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ตลอด
ปีการศึกษา 2554

กรอบแนวคิดในการประเมิน
ในการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผู้ประเมินใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model)ของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam,1983, pp. 128-150) มากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการประเมินโครงการเนื่องจากเป็นรูปแบบการประเมินที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจการดำเนินงานโครงการ และเป็นการประเมินเพื่อให้ได้รายละเอียดต่าง ๆ อันเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน รายละเอียดสรุปเป็นแผนภาพได้ ดังนี้
















ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการประเมินโครงการ

ข้อจำกัดของการประเมิน
ในการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียน
วัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ผู้ประเมินกำหนดข้อจำกัดของการประเมินดังนี้
1. จำนวนประชากรที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจากนักเรียนระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษาปีที่ 1-2 เป็นเด็กเล็กซึ่งมี
วุฒิภาวะน้อยมากสำหรับการประเมินโครงการ อันอาจจะส่งผลให้ผลการประเมินคลาดเคลื่อน
2. ผู้ปกครองที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผลจากการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียน
วัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ดังนี้
1. เป็นแนวทางในการปรับปรุง แก้ไข พัฒนาการดำเนินงานโครงการและใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาวางแผน เพื่อพัฒนาโครงการต่อไปซึ่งจะส่งผลให้โรงเรียนสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ดีอย่างยั่งยืน
2. เป็นแนวทางในการดำเนินการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยการนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียน ส่งผลให้การจัดการศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา
3. เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารโรงเรียนนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการวางแผนดำเนินการบริหารโครงการอย่างเป็นระบบ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำให้ทราบข้อดีข้อบกพร่องของโครงการ และสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาปรับปรุง แก้ไข วางแผน และพัฒนาโครงการเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาต่อไป
4. ทำให้ทราบผลการดำเนินงานโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ปีการศึกษา 2554 เพื่อจะนำผลการประเมินมาแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานตามโครงการให้มีประสิทธิภาพในปีการศึกษาต่อไป

นิยามศัพท์เฉพาะ
1. คุณภาพการศึกษา หมายถึง จุดเน้นของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เกิดทักษะทางด้านการอ่าน การคิด การเขียน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2. การยกระดับคุณภาพการศึกษา หมายถึง การยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้เกิดทักษะทางด้าน
การอ่านการคิด การเขียน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
3. การมีส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยการดำเนินกิจกรรมที่ทำให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในลักษณะกัลยาณมิตรและเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนการเชิญวิทยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ความรู้แก่นักเรียนและครู เป็นต้น
4. โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ดำเนินการโดยโรงเรียนวัดสำนักกะท้อนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับท้องถิ่น ระดับชาติการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อมุ่งเน้นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามปณิธานและภารกิจในการจัดการศึกษาของโรงเรียน
5. การประเมินโครงการ หมายถึง การประเมินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam)
6. รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) หมายถึง การประเมินโครงการตามแนว
การประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ดำเนินกิจกรรมใด ๆ
ตามโครงการ ซึ่งแบ่งประเด็นการประเมินออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้
6.1 การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) หมายถึง การประเมินให้ได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ เป็นการตรวจสอบว่าโครงการที่จะทำสนองปัญหาหรือความต้องการจำเป็นที่แท้จริงหรือไม่ วัตถุประสงค์ของโครงการชัดเจนเหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการกับสภาพปัจจุบัน
6.2 การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) หมายถึง การประเมินเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม และความพอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ในการประเมินโครงการ เช่น งบประมาณบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เวลา รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงาน เป็นต้น
6.3 การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) หมายถึง การประเมินระหว่าง
การดำเนินงานโครงการ เพื่อหาข้อบกพร่องของการดำเนินโครงการ ที่จะใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนา
แก้ไข ปรับปรุง ให้การดำเนินการช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6.4 การประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) หมายถึง การประเมินผลเพื่อบ่งชี้ผลสำเร็จของโครงการว่าบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด หรือเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือ เป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
7. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง บุคคลที่โรงเรียนเสนอให้ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2546ให้ทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนวัดสำนักกะท้อน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ผู้แทนครู และผู้ทรงคุณวุฒิ

















โพสต์โดย ปรีดี1962 : [1 ม.ค. 2556 เวลา 20:02 น.]
อ่าน [858] ไอพี : 125.27.74.39
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม