ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบ

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมา
ในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในสาขาวิชาแขนงต่าง ๆ ช่วยกันผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในสายงานของตนเอง การที่จะได้มาซึ่งความรู้ ความสามารถ หรือสมรรถนะนั้น ผู้ศึกษาจะต้องมีการสร้างความรับผิดชอบให้กับตนเอง ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเสริมสร้างทักษะในวิชาชีพ ตลอดจนด้านอารมณ์การตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องตามวัฒนธรรมประเพณีที่ดีของไทย เมื่อออกไปสู่สังคมการใช้ชีวิตจริง จะได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจของโลกมีพลวัตสูง ความเจริญทางเทคโนโลยี เป็นส่วนหนึ่งในความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นการเตรียมคนเพื่อให้พร้อมในความเจริญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลักสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ จะต้องให้ความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการ การฝึกอบรมความรู้ที่ทันสมัยรวมทั้งการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไป เช่น การให้คนมีความรู้ จะต้องฝึกให้มีวินัยในการทำงานควบคู่กันไปด้วย2.การพัฒนาคุณภาพชีวิต
สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศได้ โดยบุคคลที่เลือกศึกษาในสาขาวิชานี้จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ออกแบบ และนำความรู้ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ไปประยุกต์ใช้งานกับด้านอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากการศึกษาทางด้านวิชาการแล้วนั้น ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใดก็ตาม ผู้ศึกษาจะต้องมีไว้เสมอคือ คุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามต่อวิชาชีพและการดำรงชีวิตไม่หลงผิดในสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมได้
ดังนั้นผู้วิจัยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก จึงหาแนวทางที่จะพัฒนาเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างถาวรโดยเริ่มต้นที่พฤติกรรมพื้นฐาน คือ การแต่งกายที่ถูกต้อง สะอาด เรียบร้อยตามระบียบของโรงเรียน สร้างเอกลักษณ์ที่ดีของนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการให้นักเรียน นักศึกษาพึงกระทำเป็นกิจนิสัย ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใด ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการบันทึกพฤติกรรมการแต่งกายในแบบบันทึกพฤติกรรม หลังทำการสอนในรายวิชาตลอดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 รวมทั้งการจัดบอร์ดประชาสัมพันธ์ รณรงค์ภายในแผนกวิชา เรื่อง การแต่งกายที่ถูกต้อง






วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบของนักเรียนนักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โดยใช้แบบบันทึกพฤติกรรม
สมมติฐานของการวิจัย
นักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 มีการพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบมากขึ้นเป็นไปตามแบบบันทึกพฤติกรรม
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เป็นแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบของนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัย
2. นักเรียน นักศึกษาเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมการแต่งกายที่ดีอย่างถาวร
ขอบเขตของการศึกษา
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากร คือ นักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา จำนวน 176 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับ ปวช. 1/1 ,ระดับ ปวช. 1/2 และนักศึกษาระดับ ปวส.1 แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา จำนวน 86 คน
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับ ปวช.ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554
2. นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับ ปวส.ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554
3. การพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้อง หมายถึง การปฏิบัติตนที่ดีในเรื่องการแต่งกายที่ สะอาด เรียบร้อย ถูกต้องตามระเบียบของวิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาค้นคว้า ผู้วิจัยนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ดังนี้
1. ความหมายของคำว่า สมรรถนะ
2. แนวคิดเรื่องสมรรถนะ (Competency)
3. การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement)
1. ความหมายของคำว่า สมรรถนะ
คำว่า "สมรรถนะ" ภาษาอังกฤษใช้คำว่า competency มักถูกนิยาม ให้คำจำกัดความและความหมายแตกต่างกันออกไปตามความเข้าใจของนักวิชาการที่ศึกษาแต่ละคน นักวิชาการในประเทศไทยแปลคำว่า competency ไว้แตกต่างกัน เช่น สมรรถนะ ขีดความสามารถ หรือศักยภาพ (สุกัญญา, 2548 : 13) ซึ่งมีนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความหมายไว้อย่างหลากหลาย ทั้งสมรรถนะเป็นคุณลักษณะและคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวบุคคล สมรรถนะที่เป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมการทำงาน และสมรรถนะที่แสดงถึงระดับความสามารถที่เกี่ยวข้องกับผลการปฏิบัติงาน สรุปเป็นความหมายของสมรรถนะที่ครอบคลุมทั้งคุณลักษณะ พฤติกรรม และระดับความสามารถในแต่ละความหมาย สรุปได้ดังนี้
สมรรถนะเป็นคุณลักษณะที่บุคลากรในองค์การจำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ที่สามารถส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ (กรกช, 2548 : 59)
สมรรถนะเป็นคุณลักษณะเด่นของบุคคล ซึ่งได้แก่ ความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณสมบัติต่าง ๆ อันได้แก่ ค่านิยม จริยธรรม บุคลิกภาพ คุณลักษณะทางกายภาพ และอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมในการพัฒนาองค์การนั้น ๆ ได้ (อานนท์, 2547 : 61)
สมรรถนะเป็นคุณลักษณะที่มีเฉพาะของบุคคล คือ ด้านความรู้ ทักษะ และพฤติกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงาน การพัฒนาองค์กร และสามารถทำให้งานประสบความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ (ชลิดา, 2548 : 25)
สมรรถนะเป็นกลุ่มของความรู้ (knowledge) ทักษะ (skills) คุณลักษณะของบุคคล (attributes) หรือที่เรียกกันว่า KSAs ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากพฤติกรรมในการทำงาน ที่แสดงออกมาแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถวัดและสังเกตได้ (ณรงค์วิทย์, 2547)
สมรรถนะ คือ ความสามารถซึ่งเป็นการบูรณาการทั้งความรู้ ทักษะ คุณลักษณะส่วนบุคคลเพื่อทำให้งานนั้นมีประสิทธิภาพหรือมีคุณค่าสูงสุด (ดนัย, 2549)
สมรรถนะเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากความรู้ (knowledge) ทักษะ (skill) ความสามารถ (ability) และคุณลักษณะอื่น ๆ ที่ทำให้บุคคลสร้างผลงานได้โดดเด่นในองค์กร (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, 2548 : 5-6)
ในส่วนของนักวิชาการต่างประเทศให้ความหมายของสมรรถนะ(competency) สรุปได้ดังนี้
สมรรถนะ หมายถึง บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้น สามารถสร้างผลการปฏิบัติงานที่ดี หรือตามที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ
(Mc Clelland, 1973 : 14)
สมรรถนะ เป็นความสามารถในงานหรือเป็นคุณลักษณะที่อยู่ภายในบุคคลที่นำไปสู่การปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ (Boyatzis, 1982 : 1)
สมรรถนะ หมายถึง กลุ่มของความรู้ (knowledge) ทักษะ (skills) และคุณลักษณะ (attributes) ที่มีความสัมพันธ์กับผลของการปฏิบัติงานในตำแหน่งงานนั้น ๆ และสามารถวัดผลเทียบกับมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ และเป็นสิ่งที่สามารถเสริมสร้างขึ้นได้ โดยผ่านการฝึกอบรมและการพัฒนา (Parry, 1997 : 16)
สมรรถนะ หมายถึง บุคลิกที่สำคัญในความแตกต่างของบุคคล ซึ่งเป็นเหตุหลักที่ส่งผลให้สามารถปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือปฏิบัติงานได้ผลดีเยี่ยม (Spencer, 1993 : 8)
2. แนวคิดเรื่องสมรรถนะ (Competency)
แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการทำงาน (Competency) เกิดขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่ 1970 โดยนักวิชาการชื่อ David McClelland ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยว่าทำไมบุคลากรที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกันจึงมีผลงานที่แตกต่างกัน McClelland จึงทำการศึกษาวิจัยโดยแยกบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานดีออกจากบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานพอใช้ แล้วจึงศึกษาว่าบุคลากรทั้ง 2 กลุ่ม มีผลการทำงานที่แตกต่างกันอย่างไร ผลการศึกษาทำให้สรุปได้ว่า บุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานดีจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าสมรรถนะ (Competency) (จิรประภา อัครบวร, 2549 : 58) และในปี ค.ศ. 1973 McClelland ได้เขียนบทความวิชาการเรื่อง “Testing for Competence rather than Intelligence” ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่องสมรรถนะที่สามารถอธิบายบุคลิกลักษณะของคนว่าเปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)

ภาพที่ 2.1 แบบจำลองภูเขาน้ำแข็ง (The Iceberg Model)
ที่มา (ชูชัย สมิทธิไกร, 2550 : 29)
จากภาพสามารถอธิบายได้ว่าคุณลักษณะของบุคคลนั้นเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำโดยมีส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยลอยอยู่เหนือน้ำซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ง่าย ได้แก่ ความรู้สาขาต่างๆ ที่ได้เรียนมา (Knowledge) และส่วนของทักษะ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญพิเศษด้านต่าง ๆ (Skill) สำหรับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำซึ่งเป็นส่วนที่มีปริมาณมากกว่านั้น เป็นส่วนที่ไม่อาจสังเกตได้ชัดเจนและวัดได้ยากกว่า และเป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลมากกว่า ได้แก่ บทบาทที่แสดงออกต่อสังคม (Social role) ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง (Self image) คุณลักษณะส่วนบุคคล (Trait) และแรงจูงใจ (Motive) ส่วนที่อยู่เหนือน้ำเป็นส่วนที่มีความสัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาของบุคคล ซึ่งการที่บุคคลมีความฉลาดสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ และทักษะได้นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น จึงจำเป็นต้องมีแรงผลักดันเบื้องลึก คุณลักษณะส่วนบุคคล ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง และบทบาทที่แสดงออกต่อสังคมอย่างเหมาะสมด้วย จึงจะทำให้บุคคลกลายเป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นได้
ความหมายของคำว่า “สมรรถนะ” หรือ “ขีดความสามารถ” สามารถแบ่งได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำไปใช้งานได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ สมรรถนะตามแนว British approach ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศนียบัตรรับรองวิทยฐานะของพนักงานหรือบุคลากร โดยจะกำหนดจากมาตรฐานผลการปฏิบัติงานที่สามารถยอมรับได้ของงานและวิชาชีพนั้น สมรรถนะในแนวคิดจึงเป็นการกำหนดเฉพาะงานและเป็นไปตามวิชาชีพ ส่วนสมรรถนะตามแนว American approach จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคลากร กำหนดจากพฤติกรรมของผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี ซึ่งการพัฒนาบุคลากรนี้จะต้องเป็นไปตามแนวทางที่องค์การต้องการจะเป็น สมรรถนะตามแนวคิดนี้จึงไม่สามารถลอกเลียนกันได้เพราะแต่ละองค์การย่อมมีความต้องการบุคลากรที่มีลักษณะแตกต่างกันสำหรับการให้ความหมายของคำว่าสมรรถนะตามแนวคิด American approach มีดังนี้
Boyatzis (1982 : 58) ได้ให้คำนิยามว่า สมรรถนะ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่งถือเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคลเพื่อให้บรรลุถึงความต้องการของงานภายใต้ปัจจัยสภาพแวดล้อมขององค์การ และทำให้บุคคลมุ่งมั่นสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
Mitrani, Dalziel และ Fitt (1992 : 11) กล่าวถึงสมรรถนะว่าเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับประสิทธิผลหรือผลการปฏิบัติงานในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมายของ Spencer และ Spencer (1993 : 9) ที่ให้ความหมายของสมรรถนะว่าเป็นคุณลักษณะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลต่อความมีประสิทธิผลของเกณฑ์ที่ใช้และ/หรือการปฏิบัติงานที่ได้ผลการทำงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ Spencer และ Spencer (1993 : 11) ได้ขยายความหมายของสมรรถนะว่าเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของแต่ละบุคคล (Underlying characteristic) ที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจากความมีประสิทธิผลของเกณฑ์ที่ใช้ (Criterion reference) และ/หรือการปฏิบัติงานที่ได้ผลงานสูงกว่ามาตรฐาน (Superior performance) สามารถอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 2.2 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะและผลการปฏิบัติงานที่ต้องการ
ที่มา (Spencer และ Spencer, 1993 : 11)
1) แรงจูงใจ (Motive) เป็นสิ่งที่บุคคลคิดหรือต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นแรงขับในการกำหนดทิศทางหรือการเลือกของบุคคลเพื่อแสดงออกถึงพฤติกรรม หรือการตอบสนองต่อเป้าหมายหรือการถอยออกไปจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น
2) คุณลักษณะส่วนบุคคล (Trait) เป็นคุณลักษณะทางกายภาพของบุคคลและรวมถึงการตอบสนองของบุคคลต่อข้อมูลหรือสถานการณ์ที่เผชิญ
3) แนวคิดของตนเอง (Self concept) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทัศนคติ (Attitude) ค่านิยม (Value) และภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง (Self image) ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและทำให้สามารถทำนายพฤติกรรมของบุคคลที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงระยะสั้นๆ ได้
4) ความรู้(Knowledge)เป็นขอบเขตของข้อมูลหรือเนื้อหาเฉพาะด้านที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบครองอยู่
5) ทักษะ (Skill) เป็นความสามารถในการปฏิบัติงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับด้านกายภาพ การใช้ความคิด และจิตใจของบุคคลในระดับที่สามารถคิด วิเคราะห์ ใช้ความรู้กำหนดเหตุผลหรือการวางแผนในการจัดการ และในขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความซับซ้อนของข้อมูลได้
คุณลักษณะของสมรรถนะทั้ง 5 คุณลักษณะนี้ สามารถนำมาจัดกลุ่มภายใต้เกณฑ์ของพฤติกรรมที่แสดงออกและสังเกตเห็นได้ง่ายจำนวน 2 คุณลักษณะ ดังนี้
1) สมรรถนะที่สังเกตได้หรือเห็นได้ (Visible) ได้แก่ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่มีโอกาสพัฒนาได้โดยง่าย
2) สมรรถนะที่อยู่ลึกลงไปหรือซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล (Hidden) ได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) คุณลักษณะส่วนบุคคล (Trait) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ยากต่อการวัดและพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีสมรรถนะที่เรียกว่า แนวคิดของตนเอง (Self concept) ได้แก่ ทัศนคติ และค่านิยม ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ปรับเปลี่ยนได้แต่ต้องใช้ระยะเวลานานและสามารถทำได้ด้วยการฝึกอบรม การใช้หลักจิตวิทยา หรือการสั่งสมประสบการณ์ในการพัฒนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา
Dale และ Hes (1995 : 80) กล่าวถึงสมรรถนะว่าเป็นการค้นหาสิ่งที่ทำให้เกิดการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Excellence) หรือการปฏิบัติงานที่เหนือกว่า (Superior performance) นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของสมรรถนะในด้านอาชีพ (Occupational competency) ว่าหมายถึงความสามารถ (Ability) ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในสายอาชีพเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกคาดหวังไว้ คำว่ามาตรฐานในที่นี้หมายถึงองค์ประกอบของความสามารถรวมกับเกณฑ์การปฏิบัติงานและคำอธิบายขอบเขตงาน
วัฒนา พัฒนพงศ์ (2547 : 33) กล่าวว่า สมรรถนะ (Competency) หมายถึง ระดับของความสามารถในการปรับและใช้กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทัศนคติ พฤติกรรม ความรู้ และทักษะ เพื่อการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในองค์การ บุคลากรทุก
คนควรมีความสามารถพื้นฐานในหน้าที่ที่เหมือนกันครบถ้วนและเท่าเทียมกัน และควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไปนอกเหนือจากความสามารถของงานในหน้าที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ระดับความสามารถทางอารมณ์ (Emotional quotient : EQ) และความสามารถทางสติปัญญา (Intelligence quotient: IQ)
จากที่นำเสนอมาข้างต้นทำให้สามารถสรุปได้ว่าสมรรถนะหรือขีดความสามารถ (Competency) หมายถึง ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และคุณลักษณะของบุคคล (Attributes) ซึ่งบุคคลนั้นจะแสดงออกเป็นวิธีคิดและพฤติกรรมในการทำงานที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้เกิดความสำเร็จตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การได้กำหนดเอาไว้
สำหรับการจัดแบ่งประเภทของสมรรถนะนั้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ทรรศนะที่แตกต่างกันออกไป โดย ณรงค์วิทย์ แสนทอง (2547 : 10-11) ได้ทำการแบ่งสมรรถนะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1) สมรรถนะหลัก (Core competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวมที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์การบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ได้
2) สมรรถนะตามสายงาน (Job competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่จะช่วยส่งเสริมให้คนนั้นๆ สามารถสร้างผลงานในการปฏิบัติงานตำแหน่งนั้นๆ ได้สูงกว่ามาตรฐาน
3) สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่ทำให้บุคคลนั้นมีความสามารถในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้โดดเด่นกว่าคนทั่วไป เช่น สามารถอาศัยอยู่กับแมงป่องหรืออสรพิษได้ เป็นต้น ซึ่งเรามักจะเรียกสมรรถนะส่วนบุคคลว่าความสามารถพิเศษส่วนบุคคล
จิรประภา อัครบวร (2549 : 68) กล่าวว่า สมรรถนะในตำแหน่งหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วย 3 ประเภท ได้แก่
1) สมรรถนะหลัก (Core competency) คือ พฤติกรรมที่ดีที่ทุกคนในองค์การต้องมี เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและหลักนิยมขององค์การ
2) สมรรถนะบริหาร (Professional competency) คือ คุณสมบัติความสามารถด้านการบริหารที่บุคลากรในองค์การทุกคนจำเป็นต้องมีในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จ และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ ขององค์การ
3) สมรรถนะเชิงเทคนิค (Technical competency) คือ ทักษะด้านวิชาชีพที่จำเป็นในการนำไปปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ โดยจะแตกต่างกันตามลักษณะงาน โดยสามารถจำแนกได้ 2 ส่วนย่อย ได้แก่

สมรรถนะเชิงเทคนิคหลัก (Core technical competency) และสมรรถนะเชิงเทคนิคเฉพาะ (Specific technical competency)
จึงอาจสรุปได้ว่า สมรรถนะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สมรรถนะหลัก (Core competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานทุกคนในองค์การจำเป็นต้องมี ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้บรรลุเป้าหมายขององค์การ อาทิ ความรอบรู้เกี่ยวกับองค์การ ความซื่อสัตย์ ความใฝ่รู้ และความรับผิดชอบ เป็นต้น อีกประเภทหนึ่งคือสมรรถนะตามสายงาน (Functional competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ควรมีเพื่อให้งานสำเร็จและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
จิรประภา อัครบวร (2547) นำเสนอไว้ว่า สมรรถนะสามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกอบรมเนื่องจากการฝึกอบรมเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการพัฒนาสมรรถนะเท่านั้น โดยต้องยอมรับว่าสมรรถนะบางตัว เช่น thinking skills, achievement orientation ยากในการใช้การฝึกอบรมมาพัฒนาเป็นที่ทราบกันดีว่าบุคลิกลักษณะส่วนบุคคลนั้นทางจิตวิทยากล่าวว่ามีการหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเด็กและติดตัวบุคคลนั้น ๆ มาตั้งแต่เกิด ดังนั้นการที่จะพัฒนาสมรรถนะหรือคุณลักษณะส่วนบุคคลนั้นอาจต้องใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การมอบหมายงาน (job assignment) การกำหนดตัวชี้วัดผลงานหลักหรือ KPI (key performance indicator) การประเมินแบบ 360 องศา การติดตามผู้ปฏิบัติงานดีในการทำงาน (shadowing) เป็นต้น
3. การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement)
การเสริมแรงทางบวกเป็นแนวคิดหนึ่งของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operantconditioning Theory) ซึ่งการเสริมแรงพัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Burrhus F. Skinnerทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลพวงมาจากการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมพฤติกรรมที่เกิดขึ้น (Emitted) ของบุคคลจะเปลี่ยนไปเนื่องมาจากผลกรรม (Consequence) ที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมนั้น Skinner ให้ความสนใจกับผลกรรม 2 ประเภทคือ ผลกรรมที่เป็นตัวเสริมแรง(reinforcer) ทำให้พฤติกรรมที่บุคคลนั้นกระทำอยู่มีอัตราการกระทำเพิ่มมากขึ้นและ ผลกรรมที่เป็นตัวลงโทษ (purnisher) ทำให้พฤติกรรมที่บุคคลกระทำนั้นยุติลง ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะผลกรรมที่เป็นตัวเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcer)
ความหมายการเสริมแรงทางบวก
การเสริมแรงทางบวกคือการทำให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากผล
กรรมที่ตามหลังพฤติกรรมนั้น ผลกรรมที่ทำให้พฤติกรรมมีความถี่เพิ่มขึ้น เรียกว่า ตัวเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcer) ลักษณะของตัวเสริมแรงมี 2 ชนิดคือ
1. ตัวเสริมแรงปฐมภูมิ เป็นตัวเสริมแรงที่มีคุณสมบัติด้วยตัวของมันเองในการตอบสนองความต้องการทางชีวภาพหรือมีผลต่อผู้ได้รับโดยตรงเช่น อาหาร ความเย็น เป็นต้น
2. ตัวเสริมแรงทุติยภูมิ เป็นตัวเสริมแรงที่ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นตัวเสริมแรง โดยการนำไปสัมพันธ์กับตัวเสริมแรงปฐมภูมิ เช่น เงิน รางวัล คำชมเชย เป็นต้น
หลักการทั่วไปในการใช้การเสริมแรงทางบวกอย่างมีประสิทธิภาพ
การเสริมแรงทางบวกนั้น สามารถใช้ได้กับพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือพฤติกรรมพึง
ประสงค์ เพียงแต่ผู้นำไปใช้จะต้องสามารถเลือกตัวเสริมแรงได้อย่างเหมาะสมและมีหลักการนำไปใช้ดังนี้ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต, 2549 และ ประทีป จินงี่, 2540)
1. เสริมแรงทางบวกจะต้องให้หลังจากการเกิดพฤติกรรมเป้าหมายเท่านั้น
2. การเสริมแรงจะต้องกระทำทันทีที่เกิดพฤติกรรมเป้าหมาย
3. การเสริมแรงควรให้อย่างสม่ำเสมอ
4. ควรมีการบอกเงื่อนไขการให้การเสริมแรง
5. ตัวเสริมแรงนั้นควรจะมีปริมาณพอเหมาะที่จะเสริมแรงพฤติกรรมโดยไม่ก่อให้เกิดการหมด
สภาพการเป็นตัวเสริมแรง
6. ตัวเสริมแรงนั้นจะต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ข้อควรคำนึงถึงและการเลือกใช้ตัวเสริมแรงประเภทต่าง ๆ
• ตัวเสริมแรงที่เป็นสิ่งของหรืออาหาร เช่น ขนม เครื่องเขียน ของรางวัล เป็นต้น การใช้อาหาร
หรือสิ่งเสพได้จะเกิดปัญหาการหมดสภาพได้ถ้าให้มากเกินไปหรือช่วงเวลาไม่เหมาะสม เช่น ไม่สามารถให้ได้ทันที รบกวนกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ เป็นต้น วิธีการให้เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมายที่กำหนดทันที นำไปใช้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหลายพฤติกรรมซึ่งสิ่งของหรืออาหารเท่านั้นที่นำมาใช้เป็นตัวเสริมแรงทางบวกควรมีให้เลือกหลากหลายชนิด
• ตัวเสริมแรงทางสังคม เช่น ชมเชย ยิ้ม จับมือ สบตา เป็นต้น อาจแสดงออกด้วยคำพูดหรือ
ท่าทางต่างๆ หลักการคือต้องชมต่อหน้าทันที ต้องบอกว่าชมพฤติกรรมอะไรที่ดี และความรู้สึกที่คุณมีต่อผู้แสดงพฤติกรรม หลังจากพูดให้หยุดชัว่ ขณะใช้การแสดงความชื่นชมทางสีหน้า กระตุ้นให้เพิ่มความถี่พฤติกรรม
• ตัวเสริมแรงเป็นกิจกรรมที่บุคคลชอบทำมากที่สุดหรือกิจกรรมที่บุคคลทำบ่อยที่สุดมาเสริมแรงกิจกรรมที่บุคคลทำน้อยที่สุด แต่ข้อพึงระวังคือ ไม่สามารถให้ได้ทันทีในขณะที่เกิดพฤติกรรมและการให้ตัวเสริมแรงทางบวกประเภทนี้ต้องให้หรือไม่ให้กิจกรรมเท่านั้น และควรมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลาย
• ตัวเสริมแรงที่เป็นเบี้ยอรรถกร เช่น การใช้เงิน ดาว แต้มสะสม คะแนน เป็นต้นโดยสามารถ
นำไปแลกเป็นตัวเสริมแรงอื่นๆได้มากกว่า 1 ตัวขึ้นไป เบี้ยอรรถกรเป็นตัวเสริมแรงทางบวกที่มี
ประสิทธิภาพสูงมากในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสามารถใช้งานได้ง่ายและไม่รบกวนพฤติกรรมที่กำลังทำอยู่ แต่เมื่อยุติการใช้อย่างทันทีทันใดจะทำให้พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นกลับสู่สภาพเดิมทันที
• ตัวเสริมแรงที่เป็นข้อมูลป้อนกลับ เช่น ผลการตรวจสุขภาพ ประกาศคะแนนสอบ เป็นต้น ควร
ให้ข้อมูลป้อนกลับที่เป็นพฤติกรรมทางบวกมีความชัดเจนถูกต้องของข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลต้องเป็นบุคคลที่ผู้ถูกปรับพฤติกรรมเชื่อถือ ควรอธิบายให้บุคคเห็นความสำคัญของข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงพฤติกรรมตนเอง และกำหนดเป้าหมายของพฤติกรรมที่ต้องการปรับปรุง อาจใช้คู่กับตัวเสริมแรงอื่นๆโดยเฉพาะตัวเสริมแรงทางสังคมหรือเบี้ยอรรถกรจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บทที่ 3
วิธีดำเนินการศึกษา

ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนต่างๆ ของการดำเนินการศึกษาตาม
ลำดับขั้นตอน ดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
4. วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร คือ นักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา จำนวน 176 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับ ปวช. 1/1 ,ระดับ ปวช. 1/2 และนักศึกษาระดับ ปวส.1 แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา จำนวน 86 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
แบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกาย (ประเมินโดยครูผู้สอน)

การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
การสร้างแบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกาย (ประเมินโดยครูผู้สอน) ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับดังนี้
1. ศึกษาคำอธิบายรายวิชา มาตรฐานรายวิชาเครื่องมือวัดไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2545 (ปรับปรุง พ.ศ. 2546) รายวิชาการวิเคราะห์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ความถี่สูง และรายวิชาออปแอมป์และลิเนียร์ไอซี ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2546 และผลที่คาดหวังจากการเรียน
2. นำมาตรฐานรายวิชามาวิเคราะห์เพื่อสร้างแผนการสอนของผู้สอนและแผนปฏิบัติงานของผู้เรียน
3. สร้างแบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกาย (ประเมินโดยครูผู้สอน) จำนวน 9 ข้อ เพื่อให้ผู้เรียนมีการพัฒนาพฤติกรรมที่ดีขึ้น
วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ก่อนเลิกชั้นเรียนผู้สอนต้องประเมินผู้เรียนเสมอตามแบบประเมิน
2. นำผลการประเมินแต่ละรายสัปดาห์เก็บรวบรวมไว้เป็นสถิติและแจ้งคะแนนทุกครั้งที่มีการประเมินเพื่อให้ผู้เรียนรับทราบสถานะของตัวเองในแต่ละสัปดาห์
3. รวมคะแนนในแต่ละข้อประเมิน ทั้ง 3 รายวิชาตลอดทั้งภาคเรียน
4. นำผลของคะแนนมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. ค่าเฉลี่ย (บุญชม ศรีสะอาด, 2543, หน้า 102) โดยใช้สูตร


เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ย
แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (บุญชม ศรีสะอาด, 2543, หน้า 103) โดยใช้สูตร

สูตร
เมื่อ
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนน
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
แทน ผลรวมของคะแนน


บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ผลคะแนนประเมินการเข้าชั้นเรียนรายบุคคลจากแบบบันทึกพฤติกรรม ตลอดทั้งภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ของนักเรียนและนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ระดับ ปวช. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 64 คน และนักศึกษา ระดับ ปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 22 คน วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ซึ่งผลจากการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ตามรายละเอียดต่อไปนี้
ตารางที่ 4.1 แสดงผลคะแนนประเมินการเข้าชั้นเรียนรายบุคคลจากแบบบันทึกพฤติกรรม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554
ระดับชั้น ปวช.1/1 ระดับชั้น ปวช.1/2 ระดับชั้น ปวส.1
คนที่ คะแนนได้ คนที่ คะแนนได้ คนที่ คะแนนได้
1 131.5
1 159.5
1 150

2 144 2 153 2 132
3 117 3 131 3 148

4 116 4 86 4 157
5 125 5 133 5 156
6 98.5 6 162 6 153
7 124 7 157 7 160
8 87 8 79 8 151.5
9 160.5 9 122 9 148
10 117
10 88 10 134
11 134
11 115
11 135
12 117 12 134 12 101.5

13 150.5 13 120 13 161
14 159 14 150 14 155
15 162 15 134 15 141
16 157 16 118.5 16 158
17 114 17 89 17 162
18 144 18 126 18 120
ระดับชั้น ปวช.1/1 ระดับชั้น ปวช.1/2 ระดับชั้น ปวส.1
คนที่ คะแนนได้ คนที่ คะแนนได้ คนที่ คะแนนได้
19 162 19 130 19 151
20 97 20 115.5 20 110
21 144
21 109
21 117

22 133.5
22 117 22 150
23 153 23 125
24 134 24 72
25 152 25 97
26 162 26 98
27 141 27 117
28 134 28 144
29 150 29 81
30 161.5 30 132
31 144
31 119
32 106
33 137

รวม ระดับชั้น ปวช.1/1 4,469
รวม ระดับชั้น ปวช.1/2 3,713.50
รวม ระดับชั้น ปวส.1 3,151

ค่าเฉลี่ย ( )ระดับชั้น ปวช.1/1 135.42
ค่าเฉลี่ย ( )ระดับชั้น ปวช.1/2 119.79
ค่าเฉลี่ย ( )ระดับชั้น ปวส.1 143.23

ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับชั้น ปวช.1/1 20.89 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ระดับชั้น ปวช.1/2 24.56 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ระดับชั้น ปวส.1 17.43
รวมทั้ง 3 ระดับ 11,333.50

ค่าเฉลี่ย ( ) ทั้ง 3 ระดับ 131.78
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทั้ง 3 ระดับ 20.96
จากตารางที่ 4.1 ผลคะแนนประเมินการเข้าชั้นเรียนรายบุคคลจากแบบบันทึกพฤติกรรม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554
ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียน นักศึกษาเป็นรายบุคคลเป็นระยะเวลา 18 สัปดาห์โดยประเมินพฤติกรรมการแต่งกายตามหัวข้อประเมินต่าง ๆ ดังนี้
ข้อประเมินที่ 1 เรื่อง ความเรียบร้อยของทรงผม
ข้อประเมินที่ 2 เรื่อง ความเรียบร้อยของหนวดเครา
ข้อประเมินที่ 3 เรื่อง ไม่สวมใส่ต่างหู
ข้อประเมินที่ 4 เรื่อง การแขวนบัตรนักศึกษา
ข้อประเมินที่ 5 เรื่อง ความเรียบร้อยของเสื้อ
ข้อประเมินที่ 6 เรื่อง ความเรียบร้อยของเข็มขัด
ข้อประเมินที่ 7 เรื่อง ความเรียบร้อยของกางเกง
ข้อประเมินที่ 8 เรื่อง ความเรียบร้อยของถุงเท้า
ข้อประเมินที่ 9 เรื่อง ความเรียบร้อยของรองเท้า

ในระดับ ปวช.1/1 มีค่าเฉลี่ยรวม ( ) ของคะแนนประเมินเท่ากับ 135.42 คะแนน จากคะแนนเต็ม 162 คิดเป็นร้อยละ 83.59 คิดเป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 20.89
ในระดับ ปวช.1/2 มีค่าเฉลี่ยรวม ( ) ของคะแนนประเมินเท่ากับ 119.79 คะแนน จากคะแนนเต็ม 162 คิดเป็นร้อยละ 73.94 คิดเป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 24.56
ในระดับ ปวส.1 มีค่าเฉลี่ยรวม ( ) ของคะแนนประเมินเท่ากับ 143.23 คะแนน จากคะแนนเต็ม 162 คิดเป็นร้อยละ 88.41 คิดเป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 17.43
ผลรวมทั้ง 3 ระดับมีค่าเฉลี่ยรวม ( ) ของคะแนนประเมินเท่ากับ 131.78 คะแนน จากคะแนนเต็ม 162 คิดเป็นร้อยละ 81.35 คิดเป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 20.96



บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

ในการดำเนินการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สรุปรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
2. วิธีดำเนินการวิจัย
3. สรุปผลการวิจัย
4. อภิปรายผล
5. ข้อเสนอแนะ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบของนักเรียนนักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โดยใช้แบบบันทึกพฤติกรรม

วิธีดำเนินการวิจัย
1. ก่อนเลิกชั้นเรียนผู้สอนต้องประเมินผู้เรียนเสมอตามแบบประเมิน
2. นำผลการประเมินแต่ละรายสัปดาห์เก็บรวบรวมไว้เป็นสถิติและแจ้งคะแนนทุกครั้งที่มีการประเมินเพื่อให้ผู้เรียนรับทราบสถานะของตัวเองในแต่ละสัปดาห์
3. รวมคะแนนในแต่ละข้อประเมิน ทั้ง 3 รายวิชาตลอดทั้งภาคเรียน
4. นำผลของคะแนนมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ

สรุปผลการวิจัย
หลังจากการวิเคราะห์ข้อมูล ผลที่ได้ปรากฏว่า นักเรียน นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง มีการพัฒนาพฤติกรรมการแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบมากขึ้น เป็นไปตามแบบบันทึกพฤติกรรม ดังปรากฏจากค่าของคะแนนเฉลี่ยในแต่ละระดับชั้นที่ใกล้เคียงกัน เป็นค่าที่น่าพึงพอใจในการวิจัย ซึ่งเป็นผลมาจากสิ่งทีผู้วิจัยได้สร้างแบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกายที่ถูกต้องตามระเบียบของวิทยาลัยขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นความรับผิดชอบต่อตนเอง หน้าที่การเรียน เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมการแต่งกายที่ดีอย่างถาวร นำไปสู่การเกิดสมรรถนะทางการเรียนของนักเรียน นักศึกษาเองด้วย


อภิปรายผล
จากผลของการวิจัยพบว่าการใช้แบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกายซึ่งมี 9 ข้อการประเมินดำเนินการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 นั้นสามารถที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีความกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบตัวเองในเรื่องของการแต่งกายที่ถูกต้องตามระเบียบของวิทยาลัย โดยสังเกตจากผลเฉลี่ยของคะแนนประเมินรายห้อง อยู่ในเกณฑ์ที่สูง มีค่าร้อยละมากกว่า 70.00 โดยผู้วิจัยหวังที่จะให้เกิดเป็นพฤติกรรมการแต่งกายที่ดีอย่างถาวรกับนักเรียน นักศึกษา ทำให้เกิดสมรรถนะทางการเรียนและนำไปสู่อุปนิสัยที่ดีในการทำงาน การดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ข้อเสนอแนะ
การจัดกิจกรรมเพื่อนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมการแต่งกายที่ดีอย่างถาวรให้กับนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องมีการดำเนินการในรูปแบบเดียวกันทุก ๆ ชั้นปี และบุคลากรทุก ๆ คนต้องให้ความร่วมมือในการใช้เครื่องมือร่วมกันในการประเมินผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ
















ภาคผนวก






















ภาคผนวก ก
แบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกาย (ประเมินผลโดยครูผู้สอน)

































แบบบันทึกพฤติกรรมการแต่งกาย (ประเมินผลโดยครูผู้สอน)
ชั้น EN.1/1 ข้อประเมิน
ที่ รหัส ชื่อ-สกุล ทรงผม หนวดเครา ต่างหู บัตรนักศึกษา เสื้อ เข็มขัด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า รวมคะแนน
1 54130191 นาย กิตตศักดิ์ อินทรีย์
2 54150122 นาย ศุภกร จันทร์ส่องแสง
3 54170004 นาย กฤษณะ สง่างาม
4 54170005 นาย วิทวัช เสนาวงษ์
5 54170006 นาย อัครพล ไชยวัฒนะสกุล
6 54170007 นาย อดิศร คำเชื้อ
7 54170008 นาย สุหรรษา จับเกตุ
8 54170009 นาย รติ บัวทอง
9 54170010 นาย มนัสวี เขียวอรุณ
10 54170011 นาย ธนพัต ทองพูน
11 54170012 นาย เกียรติศักดิ์ ภักดี
12 54170013 นาย มารุต เวชวัน
13 54170014 นาย ชัชวาล จันทะชา
14 54170015 นางสาว หนึ่งฤทัย สร้อยทอง
15 54170016 นางสาว สุดารัตน์ แป้นตระกูล
16 54170018 นาย อิทธิพล ตานเตียน
17 54150154 นาย พันธ์ศักดิ์ อ่ำแห
18 54170019 นาย อชิตพล ฤทธิ์ธาโย
19 54170020 นาย ธนากร นันทเกิด
20 54170022 นาย ภัทรพล อิ่มใจกล้า
21 54170023 นาย ทิวัตถ์ จิตวิบูรณ์
22 54170024 นาย ณัฐกิต หมื่นรามสุข
23 54170025 นาย ธวัชชัย สีแสวง
24 54170027 นาย นิพนธ์ ดาษดื่น
25 54170030 นาย ภูษิตณัท นารี
26 54170033 นาย ยุทธการ นฤมิตร
27 54170034 นาย เอกมงคล โพธิ์งาม
28 54170035 นาย วชิรวิชญ์ เลิศสุวลีย์
29 54170036 นาย รัตนพงศ์ รัตนรัตน์
30 54170037 นาย วัฒนา พลกล้า
31 54170038 นาย วัชระพล เพชรนคร
32 54170039 นาย ยุพล แก้วศรี
33 54170040 นางสาว นริศรา ลาวเวียง

ชั้น EN.1/2 ข้อประเมิน
ที่ รหัส ชื่อ-สกุล ทรงผม หนวดเครา ต่างหู บัตรนักศึกษา เสื้อ เข็มขัด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า รวมคะแนน
1 54150118 นาย เทวินทร์ รุ่งเรือง
2 54170046 นาย อรรถพร แจ่มมิน
3 54170047 นาย ณัฐพล พูลสงวน
4 54170048 นาย ธนบดี วิระกูล
5 54170049 นาย ไพรัช จำปาดะ
6 54170050 นาย วรวิช อาภรณ์สุสัมฤทิ์
7 54170051 นาย ธนาธิป นาใจคง
8 54170053 นาย อิทธิพงศ์ บุนนาค
9 54170054 นาย ณัฐพงษ์ นีจาร์วี
10 54130115 นาย ศรายุทธ พฤกษชาติ
11 54160048 นาย พีรพล จันทร์จรูญ
12 54170055 นาย นพรัตน์ แห้วนคร
13 54170056 นาย พสิษฐ์ ฟูจิต้า
14 54170058 นาย กิตตินันท์ คนซื่อ
15 54170059 นาย อภิสิทธิ์ เบ้าดอน
16 54170060 นางสาว มาริสา ราเคอส์
17 54170061 นาย กนกศักดิ์ สายยวง
18 54170062 นาย วิทยา อภิรดีวจีเศรษฐ์
19 54170063 นาย ธีรวุฒิ แป้นวงค์
20 54170064 นาย สหภพ สำเภาทอง
21 54170065 นาย ธีรยุทธ โมฬี
22 54170066 นาย ประภัสพงศ์ แสงสว่าง
23 54170067 นาย กันตภณ รุ่งวัฒนากร
24 54170072 นาย ธัชพล คำอุ่น
25 54170069 นาย วรท พวงจินดา
26 54170070 นาย สุภชัย ปุณโณฑก
27 54170073 นาย เด่นกมล ทองทิพย์
28 54150121 นาย เกียรติวงศ์ กิติกร
29 54170074 นาย อดิศักดิ์ พุ่มเพิ้ง
30 51130022 นาย วุฒิพงษ์ จารุการ (เรียนเก็บ)
31 53170055 นาย ณัฐพงษ์ ท่าหาร (เรียนเก็บ)

ชั้น SEN.1/1,1/2 ข้อประเมิน
ที่ รหัส ชื่อ-สกุล ทรงผม หนวดเครา ต่างหู บัตรนักศึกษา เสื้อ เข็มขัด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า รวมคะแนน
1 54630003 นาย ชนะพล จันทรักษา
2 54630020 นาย ณัฐพล ไกรรัตน์
3 54630010 นาย ประภาส มาตลอย
4 54630009 นาย ประภาส สุวรรณสม
5 54630006 นาย ปิยะบุตร แจ้งเหล็ง
6 54630007 นาย พงศกร เอียงสัน
7 54630001 นาย พงศธร กุนากาล
8 54630018 นางสาว ภัทรา จันทรสีมาวรรณ
9 54630023 นาย มิคาเอล เชอร์สเตนโฮเมอร์
10 54630015 นาย วันชนะ แจ้งสัจจา
11 54630024 นางสาว สรารัตน์ ใจคง
12 54630025 นาย สราวุฒิ เขียวคำ
13 54630002 นาย สิทธิชัย จุนดาลัย
14 54750063 นาย สุขประเสริฐ จันทร์ย้อย
15 54630022 นางสาว สุชาดา ตั้งใจรบ
16 54630011 นาย เสริมศักด์ เฉียบแหลม
17 54630021 นาย แสงชัย มณีมงคล
18 54630019 นาย อนุชา มากรด
19 54630005 นางสาว อภิญญา ขอชิดกลาง
20 54630014 นาย อภิสิทธิ์ เชยชื่น
21 54630017 นาย อาทิตย์ เชื้อชาย
22 54640002 นาย ภัคพล ชวลิตนิติธรรม










ประวัติย่อของผู้รายงาน

ชื่อ-นามสกุล นายมีชัย จิตมั่น

วัน เดือน ปี เกิด 27 สิงหาคม พ.ศ. 2524

สถานที่เกิด จังหวัดขอนแก่น

สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 39 หมู่ 2 บ้านวังชัย ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง
จังหวัดขอนแก่น รหัสไปรษณีย์ 40140
เบอร์โทรศัพท์ 08-9420-1804

ตำแหน่งและประวัติการทำงาน

ปีการศึกษา 2548 – 2549 อาจารย์แผนกวิชาช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โรงเรียนอักษรเทคโนโลยีพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2550 อาจารย์แผนกวิชาช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ , อาจารย์ประจำฝ่ายวิชาการโรงเรียนอักษรเทคโนโลยีพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2551-2552 อาจารย์แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ , อาจารย์ประจำฝ่ายวิชาการ โรงเรียนอักษรเทคโนโลยีพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 อาจารย์แผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ , อาจารย์ประจำฝ่ายวิชาการ โรงเรียนอักษรเทคโนโลยีพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 หัวหน้าแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ โรงเรียนอักษรเทคโนโลยีพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ปีการศึกษา 2554 หัวหน้าแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา
ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี





ประวัติการศึกษา

ปีการศึกษา 2542 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์
วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปีการศึกษา 2544 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์
วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปีการศึกษา 2546 ระดับปริญญาตรี ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต
สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม เกียรตินิยมอันดับสอง
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
























โพสต์โดย Chai : [27 มี.ค. 2555 เวลา 16:14 น.]
อ่าน [1299] ไอพี : 49.49.86.206
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม