ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• สัมมนาอย่างไรให้ได้ผลเลิศและมีประสิทธิภาพสูงสุด (นายอดุลย์ ศรีทิพย์)

สัมมนาอย่างไรให้ได้ผลเลิศและมีประสิทธิภาพสูงสุด

๑. สัมมนาคืออะไร
การสัมมนาหมายถึงการแลกเปลี่ยน อภิปราย ถกเถียง และวิวาทะเชิงวิชาการเพื่อแก้ปัญหา เสนอแนวคิดใหม่ หาข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาหรือประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจ หรือสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความสนใจ การสัมมนาในระดับอุดมศึกษาถือเป็นนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยให้กับชุมชนวิชาการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน อภิปราย ฯลฯ โดยมีนักศึกษาเป็นผู้วิจัยสร้างองค์ความรู้ มีอาจารย์เป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และมีเพื่อนร่วมกลุ่มให้ข้อเสนอแนะ โต้แย้ง สนับสนุน หรือให้แง่คิดเพิ่มเติม หัวใจของการสัมมนาจึงเป็นการนำเสนอประเด็นใหม่ ความคิดใหม่ การตีความใหม่ การเสนอแนวคิด ทฤษฎี มุมมอง ทัศนะ และคำอธิบายใหม่ โดยวางพื้นฐานอยู่บนข้อมูลเก่าหรือข้อมูลใหม่ก็ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การสัมมนาเป็นการวิเคราะห์ใหม่ สังเคราะห์ใหม่ ตีความ/อธิบายใหม่ และประเมินค่าใหม่ นั่นเอง ผู้เข้าร่วมสัมมนามีบทบาทสูงในการสร้างบรรยากาศการสัมมนาให้มีความคึกคัก มีชีวิตชีวา บรรยากาศการสัมมนาจะอบอุ่นหรือร้อนแรงขึ้นอยู่กับประเด็น แนวคิด ทฤษฎี ฯลฯ และท่าทีของผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยทั่วไปแล้วมักถือว่าการถกเถียงอภิปรายเป็นการปะทะสังสรรค์ทางวิชาการ ความแตกต่างทางความคิด อันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ มากกว่าจะมองเป็นเรื่องของการถกเถียง ปะทะ และขัดแย้งเป็นการส่วนตัว ความแตกต่างทางความคิดถือเป็นความงดงามและการเจริญเติบใหญ่ขยายตัวของความคิดในวงวิชาการ ถือเป็นเรื่องปกติ ที่ใดมีแต่ความคิดแนวเดียว ไม่มีความต่างย่อมไม่น่าสนใจ ไม่มีสีสัน และไม่มีชีวิตชีวา ซึ่งการสัมมนาต้องใช้ทักษะแบบบูรณาการ ตั้งแต่กระบวนการคิด กระบวนการค้นคว้าหาความรู้และคำตอบ กระบวนการกลั่นกรอง และกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการเขียนออกมาเป็นเอกสารประกอบการสัมมนาหรือผลงานวิจัย และกระบวนการพูดที่ต้องมีการเตรียมตัวพร้อม ฝึกซ้อม การทบทวน แก้ไข และการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ด้วยเหตุนี้เอง การสัมมนาจึงถือเป็นการบูรณาการทักษะขั้นสูงด้านต่าง ๆ ทั้งของผู้นำเสนอผลงานและผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยที่ต่างฝ่ายต่างมีความคาดหวังซึ่งกันและกันค่อนข้างสูงมาก
๒. ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมการสัมมนา
ผู้เข้าร่วมสัมมนาล้วนมีความคาดหวังสูงจากเวทีการสัมมนา จากผู้นำเสนอหรือที่มักเรียกว่าวิทยากร และผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน ผู้เข้าร่วมสัมมนาหวังได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ ความรู้/ข้อมูลใหม่ แง่คิด มุมมองใหม่ แนวคิด/ทฤษฎีใหม่ ประเด็นใหม่ การวิเคราะห์/สังเคราะห์/ประเมินค่าแบบใหม่ หรือการอธิบายใหม่ที่มีพลังมากกว่าเดิม หรือเป็นการตั้งโจทย์/คำถามใหม่ และความพร้อมทางความคิด ข้อมูล และวิธีการนำเสนอที่ดี สั้น กระชับ ชัดเจน และดึงดูดความสนใจจากผู้เสนอผลงาน/วิทยากร และการอภิปรายถกเถียงและเสนอแนะเกี่ยวกับผลงานศึกษาวิจัยชิ้นนั้น ๆ และผู้เข้าร่วมการสัมมนายังต้องการบรรยากาศทางวิชาการที่อบอุ่น ไม่ร้อนแรงถึงขั้นดุเดือดที่เป็นการเอาชนะซึ่งกันและกัน หากเป็นบรรยากาศการเสนอแนะความคิดเห็น ขยายความคิดเพิ่มเติมไม่ว่าจะโต้แย้ง สนับสนุน หรือการเสนอแนวคิดใหม่ด้วยความรู้สึกของกัลยาณมิตร
๓. ความคาดหวังของผู้นำเสนอ/วิทยากร
ไม่เพียงแต่ผู้เข้าร่วมสัมมนาคาดหวังดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ผู้นำเสนอ/วิทยากรส่วนใหญ่เองก็ต้องการได้รับปฏิกิริยาจากผู้ฟังเช่นเดียวกัน แม้ว่าอาจจะต้องการปฏิกิริยาเชิงบวกมากกว่าเชิงลบก็ตาม ผู้นำเสนอมักต้องการคำวิจารณ์ ข้อเสนอแนะ และข้อโต้แย้งเพื่อนำมาคิดเพิ่มเติม ปรับปรุง และพัฒนาแนวความคิด ทฤษฎี ฯลฯ ของตนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่การวิจารณ์จะต้องไม่เป็นลักษณะของการถกเถียงเพื่อเอาชนะ เพื่อทำลาย หรือเพื่อทำให้อับอาย ลักษณะเช่นนี้จะก่อให้เกิดการถกเถียงด้วยวาจาที่เผ็ดร้อน สร้างความอึดอัดให้กับผู้ร่วมสัมมนาและวิทยากร หากเป็นการวิจารณ์ที่มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรทางวิชาการ มีวิธีการวิจารณ์ โต้แย้ง สนับสนุนและเสนอแนะอย่างแยบยล จะทำให้มีบรรยากาศเกื้อหนุนให้เกิดการเติบโตทางความคิด สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างอบอุ่นและสร้างสรรค์ การเสนอผลงานแล้วไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองนอกเหนือจากเสียงปรบมือนั้น ผู้นำเสนอมักไม่แน่ใจนักว่าผู้ร่วมสัมมนาคิดอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ เพียงใด และไม่แน่ใจว่าความคิด แนวคิด ทฤษฎีที่เสนอนั้นจะเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด คำถาม คำวิจารณ์ และข้อเสนอแนะจะช่วยให้ผู้นำเสนอเกิดความมั่นใจ ได้เรียนรู้ ได้แง่คิดและมุมมองเพิ่มขึ้น
๔. การเตรียมตัวที่ดีของผู้เข้าร่วมสัมมนา
การสัมมนาที่ดีจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ หากผู้เข้าร่วมสัมมนาและผู้นำเสนอไม่ร่วมกันสร้าง หนทางและวิธีที่จะทำให้เกิดการสัมมนาที่ดีได้นั้นสามารถทำได้ ๒ ประการคือ
ประการแรก ผู้ร่วมสัมมนาต้องเตรียมตัวอย่างดีด้วยการศึกษาภูมิหลัง แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อของการสัมมนาและหัวข้อของผู้นำเสนอ/วิทยากรแต่ละคน การเตรียมตัวเช่นนี้ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีพื้นฐานความรู้ ความคิด และเข้าใจเรื่องที่ผู้นำเสนอ/วิทยากรจะพูดในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับเอกสารของผู้นำเสนอ/วิทยากรล่วงหน้าก็ควรรีบอ่านและศึกษาเพื่อจับประเด็นสำคัญที่ต้องการเสนอ ทั้งนี้เพื่อจะได้วิจารณ์ โต้แย้ง และเสนอแนะหรือเสนอความคิดได้ การไม่เตรียมตัวล่วงหน้าจะทำให้เป็นการรับฟังข้อมูลความรู้ความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียว ยิ่งหากเป็นเรื่องที่เป็นการค้นคว้าต่อยอดความรู้และเสนอประเด็นใหม่ ผู้ฟังอาจไม่สามารถตามประเด็นได้ หรือหากตามได้โดยเพียงรู้และเข้าใจ แต่อาจไม่มีเวลาพอที่จะย่อยเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์หรือประเมินค่าได้ เพราะพื้นฐานความรู้น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจไม่มีข้อวิจารณ์ ถกเถียง เสนอแนะ และให้แง่คิดเพิ่มเติมได้ เพราะเกรงว่าเมื่อพูดไปอาจไปซ้ำซ้อนกับแนวคิดเก่าที่เคยมีคนศึกษาไว้แล้ว อาจเป็นการปล่อยไก่ ปล่อยขี้เท่อ ทำให้ตนเองต้องอับอายได้ แต่ถ้าหากประเด็นที่ผู้นำเสนอ/วิทยากรกล่าวถึงเป็นประเด็นที่ผู้ร่วมสัมมนาสนใจ รู้ เข้าใจ มีจุดยืน แนวคิด และวิธีคิดที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถปะทะสังสรรค์หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำเสนอได้อย่างน่าสนใจและเพิ่มสาระ ประโยชน์ ความรู้ ข้อมูล และความคิดให้กับตัวผู้นำเสนอเอง และให้แก่ผู้ร่วมสัมมนาคนอื่นอีกด้วย
ประการที่สอง ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องตั้งใจฟังผู้นำเสนอ/วิทยากรผลงานอย่างวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้สามารถเข้าใจเนื้อหาและประเด็นได้อย่างถูกต้อง การมีท่าทีการฟังเช่นนี้ด้านหนึ่งเป็นการทำให้ตัวเองใจจดใจจ่อกับเรื่องที่กำลังรับฟัง คิดติดตาม วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ และประเมินผลไปในเวลาเดียวกัน หากไม่แน่ใจก็อาจถามโดยทบทวนประเด็นคำถามว่าผู้นำเสนอ/วิทยากรกล่าวมานั้นคืออย่างนี้ใช่หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการตีความหรือการจับประเด็นสำคัญผิดพลาด การใจจดใจจ่อฟังนั้นทำให้มองเห็นการวางตรรกะเหตุผลของแนวคิด ระบบคิด และวิธีคิดของผู้นำเสนอได้ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ฟังเข้าใจและมองเห็นนัยการตีความในแง่มุมต่าง ๆ ได้อีกด้วย อีกด้านหนึ่งนั้น การตั้งใจฟังเป็นการให้เกียรติและเป็นกำลังใจให้กับผู้นำเสนอ ท่าทีของผู้ฟังจะบอกผู้นำเสนอ/วิทยากรได้อย่างดีว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาให้ความสนใจหัวข้อที่กำลังพูดมากน้อยเพียงใด และกำลังติดตามเรื่องที่กำลังนำเสนอบ้างหรือไม่ เป็นต้น
ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ดีจึงต้องมีลักษณะเชิงรุก ๓ ประการคือ คือ ๑.รุกในแง่ของการเตรียมพร้อมในแง่ของการปูพื้นความรู้ของตนเองเกี่ยวกับเรื่องที่สัมมนา ๒.รุกในแง่ของการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าสิ่งที่กำลังรับฟังอยู่ และ ๓.รุกในการตั้งคำถาม วิจารณ์ เสนอแนะ และอภิปราย ด้วยท่าทีของกัลยาณมิตร ผู้เข้าร่วมสัมมนาเช่นนี้จะมีส่วนเพิ่มคุณค่า สาระ ประโยชน์ ความรู้ และบรรยากาศที่ดีให้กับการสัมมนาอย่างมาก
๕. การเตรียมตัวที่ดีของผู้นำเสนอ/วิทยากร
ผู้นำเสนอ/วิทยากรคือหัวใจสำคัญของการสัมมนา และคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ทั้งนี้เพราะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ค้นคว้า ศึกษา และวิจัยหัวข้อที่จะนำเสนอ เป็นผู้ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาคาดหวังจะมาฟัง มารับรู้ความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้นำเสนอ/วิทยากร ที่ได้ค้นคว้า ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มาระยะหนึ่ง มีประเด็น ความคิด แนวคิด วิธีคิดที่น่าสนใจ มีความลุ่มลึก มีแง่มุม วิธีคิดที่ดีพอที่จะนำเสนอให้เพื่อนร่วมชั้นสัมมนาได้รับฟังเพื่ออภิปรายถกเถียงกันต่อไป อย่างไรก็ตาม บางกรณี ผู้นำเสนอ/วิทยากรอาจเพียงนำเสนอแง่คิดบางประเด็นเพื่อให้มีการระดมความคิดจากผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน หัวใจของการสัมมนาเช่นนี้มุ่งที่การมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่ม แต่กระนั้นก็ตาม ผู้นำเสนอ/วิทยากรจำเป็นต้องเตรียมตัวให้มีความรู้ รอบรู้ และลุ่มลึกพอประมาณเพื่อที่จะนำการสัมมนา เชื่อมโยงความคิด สังเคราะห์สิ่งที่ได้ระดมความคิดกันมา จะเห็นได้ว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาคาดหวังกับผู้นำเสนอ/วิทยากรค่อนข้างสูงเสมอ การเตรียมตัวที่ดีเพื่อเป็นผู้นำเสนอ/วิทยากรจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง พึงระลึกเสมอด้วยว่าการนำเสนอนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปตามนั้น หากเป็นการนำเสนอที่ดีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นการนำเสนอที่ล้มเหลว หนทางเยียวยาให้กลับมาดีเพื่อจะได้นำเสนอใหม่นั้นไม่มี เพราะได้เป็นเหตุการณ์อดีตที่ทุกคนจำได้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว ผู้นำเสนอ/วิทยากรควรมีการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการนำเสนอผลงานของตนอย่างดีโดยมีหลักการเตรียมตัว ๕ ขั้นตอน ดังนี้
๑.ตั้งประเด็นคำถามและมีเป้าหมายชัดเจน ก่อนลงมือค้นคว้าศึกษาและวิจัยต้องมั่นใจว่าตนมีประเด็นคำถามที่ชัดว่าต้องการทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ด้วยวิธีการศึกษาค้นคว้าอย่างไร มีแหล่งข้อมูล มีผู้ศึกษาไว้ก่อนหน้าที่อย่างไรบ้าง เมื่อได้คำถามที่ชัดเจน และมีเป้าหมายที่แน่นอนแล้ว การค้นคว้าศึกษาวิจัยก็คือการมุ่งหาคำตอบให้กับคำถามที่ตั้งไว้อย่างมีเป้าหมายนั่นเอง
๒.ค้นคว้าลุ่มลึกรอบด้านโดยมีจุดยืน ประเด็นคำถามและเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยในการกำหนดแหล่งข้อมูลและง่ายต่อการหาคำตอบ การค้นคว้าศึกษาอย่างลุ่มลึก อ่านผลงานเขียนในแนวเดียวกันและต่างแนว เพื่อให้เกิดความคิดเปรียบเทียบ มองเห็นส่วนเหมือน ส่วนต่าง มองเห็นความหลากหลายของคำตอบและวิธีคิด สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับงานศึกษาค้นคว้าวิจัยก็คือ การมีจุดยืนที่แน่นอน จุดยืนในที่นี้จะเป็นจุดยืนทางการเมือง จุดยืนทางสังคม หรือจุดยืนในเชิงแนวคิด ทฤษฎีก็ได้ การมีจุดยืนที่แน่นอนจะทำให้มองเห็นความแตกต่างของคำตอบที่มาจากต่างทัศนะ แนวคิด ทฤษฎี และจุดยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผนวกกับเป้าหมายของคำตอบจะยิ่งทำให้เห็นความเหมือนและความต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปราศจากจุดยืนเช่นนี้ คำตอบอะไรก็ดูเหมือนดีไปหมด เลือกไม่ได้ จำแนกไม่ได้ ทำให้เกิดการผสมผสานคำตอบที่จุดยืนต่างกันทำให้ดูเหมือนว่ารับเอาส่วนดีของแต่ละแนวคิดมาประยุกต์ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้วเหมือนกับเอาน้ำผสมกับน้ำมันที่ไม่มีทางเข้ากันได้เลย เพราะแนวคิด ทฤษฎี จุดยืน และเป้าหมายต่างกัน การค้นคว้าที่ลุ่มลึก หลากหลาย ทำให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้มาก
๓.ลำดับความคิดขยายด้วยตัวอย่างกระจ่างแจ้ง การนำเสนอที่ดีต้องเข้าใจง่าย วิธีที่จำทำให้เข้าใจง่ายคือการลำดับความคิดตามเหตุตามผล ตามลำดับเวลา สถานที่ ฯลฯ และการยกตัวอย่างเพื่อให้แนวคิด ข้อเสนอมีลักษณะเป็นรูปธรรมชัดเจน อาจมีตัวอย่างมากกว่าหนึ่งตัวอย่าง หรือหาวิธีอะไรที่แตกต่างและตัวอย่างที่แตกต่าง การอ้างผลงานของผู้อื่นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถตามความคิดในผลงานของผู้นำเสนอได้ดีขึ้น การลำดับความคิดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเข้าใจและจำได้ง่ายคือ การตั้งเป็นประเด็นหรือหัวข้อที่มีไม่มากเกินไปนัก เช่น อาจมี ๓ ประเด็น แต่ละประเด็นขยายเป็นอีก ๔ หัวข้อ แต่ละหัวข้ออาจยกตัวอย่างหนึ่งหรือสองตัวอย่าง ประเด็นและหัวข้ออาจตั้งให้มีสัมผัสคล้องจองกัน ก็จะยิ่งทำให้จำง่ายขึ้นไปอีก
๔.เขียนเอกสาร ทบทวน แก้ไข เพิ่มเติม และฝึกซ้อม หลังจากลำดับความคิดออกมาเป็นประเด็นและหัวข้อแล้ว หากมีเวลาควรเรียบเรียงออกมาเป็นผลงานเพื่อที่จะสามารถนำมาทบทวน แก้ไข และเพิ่มเติมได้ ใช้เวลากับการเขียนเท่ากับเป็นการฝึกซ้อมการนำเสนอไปในตัว ทำให้เข้าใจตนเองและเข้าใจผลงานที่กำลังเขียนได้มากขึ้น มีโอกาสตรวจสอบแนวคิด ทฤษฎี ต่าง ๆ ที่อ้างถึง และทบทวนแนวคิดของตนเองว่ามีน้ำหนัก มีเหตุมีผล เป็นเหตุเป็นผล มีตัวอย่างชัดเจน และมีโอกาสเขียนคำ วลี ประโยคที่คมคายเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผลงานของตนอีกด้วย อย่าลืม การคิดเพียงอย่างเดียวมีลักษณะล่องลอยไม่ลงตัว แต่เมื่อได้นำมาเรียบเรียงแล้วเท่านั้น จึงจะมองเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่คิด ประเด็นคำถาม การให้คำตอบ เหตุผล ตัวอย่าง และลำดับต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างที่พึงจะเป็นหรือไม่ และเป็นการตรวจสอบให้มั่นใจว่าได้เขียนสิ่งที่ค้นคว้ามาได้อย่างครบถ้วน มีน้ำหนัก และมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้คือประเด็นและจุดมุ่งหมายที่ต้องการนำเสนอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับฟัง ถกเถียง และอภิปราย การไม่มีงานเขียนไว้ล่วงหน้าทำให้ต้องใช้ความจำอย่างมาก เมื่อสมองต้องไปทำหน้าที่จำเสียแล้ว โอกาสที่จะใช้สมองมาทำหน้าที่กลั่นกรองกระบวนการคิดการหาคำตอบและการเพิ่มเติมงานที่สมบูรณ์ก็เกิดขึ้นได้น้อย ความรู้สึกว่าพร้อมจะไม่มี ความมั่นใจลดลง ในทางตรงกันข้าม หากมีงานเขียนออกมา สิ่งที่จะคิดคือการเพิ่มเติมเค้าโครงรายละเอียด ตามลำดับนั้นได้ทำไว้อย่างลงตัวแล้ว
๕.นำเสนอด้วยวิธีการที่ดึงดูดน่าสนใจด้วยเอกสารและแผ่นใส การสัมมนาไม่ใช่เรื่องของความเข้าใจและสนใจของผู้นำเสนอ /วิทยากรเพียงฝ่ายเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องตามความคิด เข้าใจ และมองเห็นประเด็นที่นำเสนอได้ง่ายและกระจ่างชัด วิธีการช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้นคือการใช้สื่อประกอบ เช่น เอกสารฉบับเต็ม หรือเอกสารฉบับย่อที่มีเฉพาะหัวข้อหรือตัวอย่าง แผ่นใส ภาพประกอบ ฯลฯ แผ่นใสช่วยผู้ฟังได้มากหากเขียนตัวโต อ่านง่าย ลำดับประเด็น หัวข้อ และตัวอย่างชัดเจน สื่อเหล่านี้มีประโยชน์สองด้าน ด้านหนึ่งสื่อเป็นเสมือนโครงหรือแนวการพูดที่ผู้นำเสนอ/วิทยากรจะเดินตามนั้น อีกด้านหนึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาตามประเด็น หัวข้อ ลำดับ และตัวอย่างได้ง่ายและชัดเจน หากมีการนำเสนอที่ดึงดูดได้เพิ่มเติมด้วยลีลา ท่าทาง และภาษาเฉพาะตน มุ่งเน้นที่ผู้เข้าร่วมสัมมนา สามารถประสานสายตาและสื่อสิ่งที่ต้องการสื่อเข้าไปในดวงตาของผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่ละคนได้ และเพิ่มความยั่วยุความคิดของผู้เข้าร่วมสัมมนาเพื่อจะก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกันในเวลาต่อมาได้อีกด้วย การเตรียมตัวที่ดีและการเตรียมพร้อมดังกล่าวข้างต้นเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทั้งฝ่ายผู้นำเสนอและฝ่ายผู้ร่วมสัมมนา เป็นการให้เกียรติผู้เข้าร่วมสัมมนาที่สละเวลาอันมีค่ามาฟังผู้นำเสนอ และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและน่าชื่นชมแก่ผู้นำเสนอในสายตาและทัศนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การสัมมนาที่ดีจะเกิดขึ้นได้หากสองฝ่ายร่วมกันสร้าง
๖. กระบวนการการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ดีก่อนเสนอผลงานในการสัมมนา การสัมมนาเป็นการเสนอผลการศึกษาวิจัยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสร้างองค์ความรู้เพื่อนำมาแลกเปลี่ยน ถกเถียง อภิปรายกัน กว่าจะมาขั้นตอนนี้ได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการการทำงานที่ถูกต้อง เพราะหากมีกระบวนการทำงานที่ถูกต้องแล้ว ผลงานที่ออกมามักจะได้ผลดี ถูกต้อง มีความลุ่มลึก รอบด้าน และเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับวงการวิชาการ กระบวนการทำงานค้นคว้าศึกษาวิจัยเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลาในการสืบเสาะ ค้นคว้า ครุ่นคิด ทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการประเมินค่าผลงานที่ศึกษาแต่ละชิ้น ข้อมูลที่ได้มาแต่ละข้อมูล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ได้วิเคราะห์สังเคราะห์นั้นเป็นสิ่งที่ใหม่ ไม่เคยมีผู้ศึกษาตีความหรืออธิบายเช่นนี้มาก่อน อาจมีการทดสอบความคิด แนววิเคราะห์ ตีความ สังเคราะห์ ซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยการคิดหรือการนำประเด็นไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมวงการวิชาการอย่างไม่เป็นทางการหลายครั้ง ก่อนที่จะนำมาเรียบเรียงลำดับความคิด เหตุผล ด้วยภาษาที่เหมาะเจาะต่อไป เหล่านี้คือกระบวนการการทำงานศึกษาค้นคว้าวิจัยก่อนจะเป็นผลงานที่พร้อมจะนำเสนอในการสัมมนาต่อไป

๗. การคิด วิธีคิด และระบบคิด การคิดเป็นเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง ปกติเราไม่ค่อยสังเกตว่าคนเราคิดอย่างไร ทำไมจึงคิดแตกต่างกัน และเพื่อตอบคำถาม หาวิธีแก้ปัญหา แต่ละคนมีวิธีคิดและระบบคิดอย่างไร ความคิดและการคิดคือกระบวนการพื้นฐานที่จะนำไปสู่การสืบหา ค้นคว้า ศึกษาและวิจัยเพื่อหาคำตอบ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ความคิดและองค์ความรู้ใหม่ หากไม่เข้าใจการคิด วิธีคิด และระบบคิดของตนเอง และการคิด วิธีคิดและระบบคิดของเจ้าของผลงานอื่นหรือคนอื่น ๆ แล้ว การทำความเข้าใจเพื่อที่จะจับระบบคิด การตีความ การวิเคราะห์วิจารณ์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่าอาจทำได้ยาก หากพิจารณาการพูด งานเขียน และพฤติกรรมทางสังคมต่าง ๆ แล้วจะพบว่า สิ่งที่แสดงออกมาเหล่านี้เป็นเพียงปรากฏการณ์ภายนอกที่เป็นผิวเปลือกให้เห็นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวแทนรูปผิวของความคิด วิธีคิด ระบบคิด และกระบวนทัศน์ที่เป็นเหมือนโครงสร้างรูปลึกที่ฝังแน่นอยู่ภายใน การจะเข้าใจผลงาน เข้าใจผู้พูดหรือผู้เขียนได้ว่าทำไมถึงแสดงออกเป็นพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์เช่นนั้น จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างส่วนลึกของความคิด การคิด วิธีคิด ระบบคิด และกระบวนทัศน์ หากใช้ภาษาอย่างง่าย ๆ ก็คือ ความเข้าใจและการรับรู้โลกและสังคมของคนใดคนหนึ่งนั่นเอง การศึกษาผลงานทางวรรณกรรมหรือภาษาที่เป็นเครื่องมือแสดงความคิด วิธีคิด ระบบคิด และกระบวนทัศน์ จะได้ผลดีหากได้ศึกษาโครงสร้างรูปลึกของเจ้าของผลงาน จะช่วยในการวิเคราะห์วิจารณ์ ตีความ สังเคราะห์และประเมินค่าผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดอย่างเป็นระบบ มีวิธีคิด รู้กระบวนทัศน์ดังกล่าวนำไปสู่การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้โดยไม่ยากนัก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นได้อย่างลอย ๆ แต่เป็นผลพวงของกระบวนการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้นผนวกกับประสบการณ์ชีวิตที่เป็นประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์อ้อมที่ได้จากการอ่าน การฟัง การสังเกต การช่างคิด และความใฝ่รู้ การมีประสบการณ์ที่หลากหลายก่อให้เกิดความคิดเปรียบเทียบ มองเห็นความเหมือนความต่าง มองเห็นระบบและโครงสร้าง นำไปสู่การคิดอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ มีเหตุมีผล มีลักษณะเป็นองค์รวมมากขึ้น และนำไปสู่การสร้างความคิดใหม่ ผลิตข้อมูลใหม่ และกระบวนทัศน์ใหม่ได้ ประสบการณ์น้อย ไม่ใฝ่รู้ ขาดความช่างสังเกต ไม่มีความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ ไม่รู้จักสังเคราะห์ และประเมินค่าไม่ได้นั้นอาจนำไปสู่ความคิดคับแคบ มีลักษณะจารีตนิยมและอนุรักษ์นิยม คิดไม่เป็นระบบ และยึดติดอยู่กับกระบวนทัศน์เก่า ผู้ที่ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดรอบด้าน พยายามมีประสบการณ์ที่หลากหลาย มักเป็นผู้ที่เปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้กว้างขวางและยาวไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่ช่างสงสัย ช่างสังเกต และใฝ่รู้ มักเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมเกิดขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ด้วยความสงสัย ความใฝ่รู้ได้นำไปสู่การตั้งคำถามที่หลายคนไม่เคยคิดถาม และเป็นจุดเริ่มต้นของการได้คำตอบที่แปลกใหม่และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั่นเอง ผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จึงเป็นผู้ที่ผ่านกระบวนการคิด มีวิธีคิด ระบบคิด ไม่ติดอยู่กับกระบวนทัศน์ใดกระบวนทัศน์หนึ่ง ได้เรียนรู้ความคิดที่เป็นระบบ มีวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล อันวางอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ชีวิตจริงและประสบการณ์การอ่าน การเรียนรู้ และการฝึกคิด ช่างสังเกต ฝึกตั้งคำถามอย่างเป็นกระบวนการมาก่อน กระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ จำ เข้าใจ หากยังได้รู้จักวิธีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวในการคิดและการปฏิบัติจริงในสังคมได้อีกด้วย ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการสร้างสรรค์องค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การสร้างผลงานศึกษาวิจัยเพื่อนำเสนอในการสัมมนา และเป็นผลผลิตของการมีการคิด วิธีคิด ระบบคิด และกระบวนทัศน์ที่ชัดเจน เป็นระบบ
๘. การสร้างงานเขียนที่น่าสนใจสำหรับการสัมมนา งานเขียนเป็นผลิตผลของการค้นคว้าศึกษาวิจัยที่ทำขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ งานเขียนจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถติดตามความคิด เข้าใจแนวคิดและเนื้อหาของผู้นำเสนอผลงานได้ง่ายยิ่งขึ้น หากงานเขียนเป็นงานที่ดี ชัดเจน และเข้าใจง่าย งานเขียนที่ดีที่จะเสนอในงานสัมมนาควรมีลักษณะ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
๑.ส่วนแรกบอกความสำคัญหรือความน่าสนใจของประเด็นปัญหา/หัวข้อเรื่อง เช่น ทำไม่จึงเลือกศึกษาวิจัยหัวข้อนี้ มีความน่าสนใจและความสำคัญอย่างไร มีมูลเหตุมาจากอะไร ดังนี้เป็นต้น
๒.บอกจุดมุ่งหมายของการศึกษาให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่าน/ผู้เข้าสัมมนารู้ว่าเป้าหมายที่ต้องการไปถึงนั้นคืออะไร สามารถตรวจสอบได้ว่าทำงานได้ตรงประเด็นและครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
๓.บอกถึงแนวคิด ทฤษฎีที่ใช้อันเป็นการบอกจุดยืนของผู้เขียนเอง และบอกถึงวิธีการเก็บ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ และประเมินค่าข้อมูล แหล่งข้อมูล ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ ที่นำไปสู่การได้คำตอบ สิ่งนี้จะบอกถึงระบบการทำงานภายใต้ระบบคิด/กรอบคิดของผู้เขียนที่ผู้อ่านจะนำไปประเมินกับคำตอบต่อไปว่าถูกต้อง เหมาะสม และน่าเชื่อถือเพียงใด หากเป็นแนวคิด ทฤษฎีที่ไม่แพร่หลายก็อาจจำเป็นต้องอธิบาย นิยาม และให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจเป็นพื้นฐานเบื้องต้นด้วย
๔.บอกผลสรุปของคำตอบที่ได้ อธิบายพร้อมตัวอย่างเพื่อให้เห็นจริง เพื่อให้เข้าใจคำตอบได้ง่าย ชัดเจน และง่ายต่อการติดตามและจดจำ ควรแบ่งคำตอบเป็นประเด็น ปกติ ๓-๕ ประเด็นจะช่วยให้จำง่าย แต่ละประเด็นอาจจำแนกเป็นหัวข้อ แต่ละหัวข้อมีตัวอย่างประกอบ มีการเปรียบเทียบแนวคิด ตัวอย่าง ประเด็น แนวคิด ทฤษฎีอื่นอย่างชัดเจน
๕.สรุปด้วยการเน้นย้ำถึงข้อดีของแนวคิดที่ใช้วิเคราะห์ นัยทางวิชาการหรือผลกระทบอันพึงมีจากการวิเคราะห์สังเคราะห์เช่นนี้ หรือเป็นแนวคิดทางเลือกเพื่อให้ผู้อ่าน/ผู้เข้าสัมมนาพิจารณา
๙. การนำเสนอผลงานปากเปล่าให้น่าสนใจในการสัมมนา การสัมมนาเป็นการใช้ทักษะการใช้ภาษาไทย แบบบูรณาการ ไม่เพียงจำเป็นต้องมีระบบคิด กระบวนการคิดที่ถูกต้อง มีลำดับที่ดีเท่านั้น หากต้องผ่านกระบวนการเขียนเพื่อให้ได้ผลงานนำเสนอ และสิ่งที่เป็นหัวใจในการนำเสนอผลงานในการสัมมนาคือการพูด บ่อยครั้งผู้เข้าร่วมสัมมนาไม่มีโอกาสได้อ่านผลงานมาล่วงหน้า การพูดจึงเป็นวิธีการที่จำเป็นที่ต้องทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเข้าใจได้อย่างชัดเจนเพื่อจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิด อภิปราย โต้แย้งและสนับสนุนกันต่อไป หรือแม้หากผู้เข้าร่วมสัมมนาได้อ่านผลงานมาก่อน การพูดก็ยังจำเป็นและต้องทำได้ดีเพื่อเป็นการสรุปความคิด ประเด็น และเสนอปัญหาที่ยั่วยุความคิดของผู้ฟังให้ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้นำเสนอ โดยต้องไม่เป็นการอ่านเอกสารอันจะทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย เพราะผู้ฟังอาจอ่านเองได้ และทำให้เกินเวลาไปโดยไม่จำเป็นอีกด้วย การสัมมนาเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำเสนอผลงานจะได้รับคำวิจารณ์ เสนอแนะ โต้แย้ง และสนับสนุน เมื่อได้รับคำวิจารณ์ คำถาม ข้อเสนอแนะ ข้อโต้แย้ง หรือข้อสนับสนุน พึงรอฟังผู้ร่วมสัมมนาเสนออภิปราย วิจารณ์ เสนอแนะ ฯลฯ ให้จบก่อน ด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้ม เป็นมิตร และขอบคุณที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาให้ความสนใจไต่ถาม วิจารณ์ เสนอแนะ ผู้นำเสนอควรขอบคุณทุกครั้งก่อนตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม สิ่งที่ไม่พึงกระทำนักคือการตอบในลักษณะแก้ตัวหรือแก้ต่าง การโกรธ ไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้หากแสดงออกแล้วผลที่ได้ก็คือการทำลายตัวเองของผู้นำเสนอผลงานเท่านั้น หากไม่ต้องการตอบก็อาจจะขอบคุณผู้ถามและขอรับไปพิจารณาต่อไป เพียงเท่านี้ก็สร้างความพอใจให้กับผู้ร่วมสัมมนาที่แสดงความคิดเห็นและให้ความสนใจกับหัวข้อที่เสนอ หรืออาจทำได้โดยนำคำถามเดียวกันนั้นถามผู้ที่ถามมาหรือผู้อื่นว่ามีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตอบคำถามนี้อย่างไร จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นไปอีกและช่วยสร้างบรรยากาศของการสัมมนาให้ดีขึ้นด้วย
๑๐. สรุป เวทีการสัมมนาเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้มาก และการเรียนรู้เหล่านี้เกิดจากองค์ประกอบสำคัญสองส่วนคือผู้เข้าร่วมสัมมนาและผู้นำเสนอผลงาน การเรียนรู้วิธีการสร้างผลงานศึกษาวิจัยที่ดีสำหรับการสัมมนาถือเป็นหัวใจสำคัญเบื้องต้นที่จะนำไปสู่ทำให้การสัมมนามีเนื้อหาและองค์ความรู้ที่น่าสนใจและคุ้มค่ากับเวลาและพลังความคิดในการติดตามการสัมมนาของผู้เข้าร่วมสัมมนา แต่การสัมมนาไม่ใช่การอ่านเอกสารมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หากเป็นการนำเสนอผลงานที่ต้องกระทำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในประเด็นคำถาม เป้าหมายของผลงาน และคำตอบหรือแนวทางที่เสนอ และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีปฏิกิริยา ปฏิสัมพันธ์ แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้มีความสำคัญ และแต่ละฝ่ายต้องมีการเตรียมตัว เตรียมความคิด และพร้อมที่จะแสดงความเห็นด้วยทัศนะและท่าทีของความเป็นมิตรและสร้างสรรค์ การสัมมนาเพื่อให้ได้ผลเลิศและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างลุ่มลึก รอบด้าน มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจ มีเป้าหมายชัดเจน มีการลำดับความคิดเนื้อหาเป็นขั้นตอนเข้าใจง่าย และต้องมีวิธีการนำเสนอที่ดึงดูดและมีประสิทธิภาพ การสัมมนาที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากแต่เกิดจากการร่วมกันสร้างของผู้นำเสนอผลงานและผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน.

โดย นายอดุลย์ ศรีทิพย์ ม.กรุงเทพธนบุรี

โพสต์โดย นายอดุลย์ ศรีทิพย์ : [10 ม.ค. 2555 เวลา 19:39 น.]
อ่าน [1067] ไอพี : 118.172.226.94
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม