ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• จะอบรมสัมมนาอะไร เมื่อไหร่ อย่างไรดี ?

จะอบรมสัมมนาอะไร เมื่อไหร่ อย่างไรดี ?
9 ม.ค. 2555 : นางนารีรัตน์ สุขเรือง
ครูบ้านนอกดอทคอม

ปกติทุกเดือนดิฉันจะหาโอกาสไปเข้าฟังการสัมมนาอย่างน้อยสักเรื่องหนึ่งเสมอๆ จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ จ ก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละเดือนมีหลักสูตรอะไรที่ตัวเองให้ความสนใจอยู่

อัน ที่จริงในทุกๆเดือน จะพบปัญหาในการตัดสินใจเข้าสัมมนาอยู่เสมอ ปัญหาที่ว่าก็คือมีหลักสูตรที่น่าสนใจให้เลือกมากมายหลายหลักสูตรจนทำให้ เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าอบรมเรื่องอะไรดี

สุด ท้ายก็ต้องใช้วิธีทยอยตัดตัวเลือกออกไปทีละเรื่องๆ แล้วเลือกเอาหลักสูตรที่ลงตัวที่สุดทั้งในเรื่องของความน่าสนใจ วันเวลา และสถานที่ เป็นคำตอบสุดท้าย

บางเดือนก็ตัดสินใจง่ายหน่อยเพราะมีหลักสูตรใหม่ๆที่น่าสนใจหรือหลักสูตรที่นานๆครั้งจะจัดกันสัก คราวเสนอออกมาเป็นตัวเลือก ซึ่งถ้ามีกรณีแบบนี้ ก็สบายขึ้นเยอะ ล็อกวันเวลาที่จะไปเข้าสัมมนาตามกำหนดการเอาไว้ได้เลย

แม้ที่กล่าวมา นี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีการวางแผนการอบรมล่วงหน้าไว้ก็จริงอยู่ แต่ทว่าในภาพกว้างๆแล้วก็มีการวางแผนเข้าอบรมสัมมนาที่มีหลักมีเกณฑ์เป็นแนวทางไว้บ้างอยู่เหมือน กันนะคะ

หลักการที่ว่าก็จะประกอบไปด้วย

1. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการอบรม ข้อนี้ทำความเข้าใจกันครั้งเดียวจบครับว่า การอบรมสัมมนานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและ พัฒนางานหรือไม่ ถ้าใช่ก็เดินหน้ากันต่อไปในข้อที่ 2

สำหรับดิฉันเห็นพ้องอย่างยิ่งกับคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่อยู่เคียงคู่กับลมหายใจของมนุษย์ก็คือการเรียนรู้ การเรียนรู้มีหลายแบบหลายวิธี เช่นการเรียนรู้จากประสบการณ์ การอ่าน การพูดคุย การเรียน ส่วนการอบรมสัมมนาก็เป็นการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเองเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นการเรียนรู้ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนรู้อะไร เมื่อไหร่ กับใคร ที่ไหน

2. สำรวจตัวเองว่าสามารถเข้าอบรมได้มากน้อยแค่ไหนต่อปี ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าแต่คนละควรเข้าอบรมเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหนในแต่ละ ปี อันนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและองค์ประกอบต่างๆ ของแต่ละคนและแต่ละองค์กร

แต่สำหรับฉันคิดว่า เบื้องต้นแล้ว ถ้าเป็นไปได้ในแต่ละปีเราควรเข้าอบรมสัมมนากันไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมงเหตุผลก็คือปีๆหนึ่งเรามี 365 วัน มีชั่วโมง 8,760 ชั่วโมง การจะจัดแบ่งวลาสัก 30 ชั่วโมงหรือ 0.34% ให้กับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามคำจำกัดความที่ว่าไว้ในข้อที่ 1 นั้น ดูอย่างไรก็ไม่ถือว่ามากไปอย่างแน่นอน

3. ตรวจสอบตัวเอง เมื่อกะเกณฑ์คร่าวๆแล้วว่าในแต่ละปีเราจะจัดเวลามาอบรมพัฒนาตนเองมากน้อยแค่ ไหน จากนั้นก็ควรจะกลับมาสำรวจจากภายตัวเองต่อไปว่า การงานที่เราทำอยู่นั้นมันคืองานอะไรกันแน่ แล้วมีเรื่องมีหลักสูตรอะไรที่ในแดวงการอบรมสัมมนาในท้องตลาดเขาจัดกันอยู่ บ้าง

จากนั้นก็ตรวจสอบลึกลงมาอีกชั้นหนึ่งว่า ในงานที่ว่านั้น สำหรับเราแล้วมีอะไรที่ต้องการจะพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข หรือเพิ่มเติมความรู้อะไรบ้าง ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ดีเพราะบางคนมักจะรู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำนั้นดีอยู่แล้ว เป็นไปตามที่คาด สอดคล้องกับเงื่อนไข ข้อจำกัดต่างๆที่มีอยู่แล้ว แต่จริงๆแล้วคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกโบราณว่าปลาอยู่ในน้ำจึงมองไม่เห็นน้ำ นกอยู่บนฟ้าจึงมองไม่เห็นอากาศ มีปัญหาและอะไรใหม่เกี่ยวกับงานและอาชีพของเราอยู่เสมอ

นอก จากนี้แล้ว เรายังต้องคอยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงวิชาชีพเรื่องที่เกี่ยวกับ การงานที่เรารับผิดชอบดูแลทั้งโดยตรงด้วย ซึ่งสำหรับท่านที่เป็นนักวิชาชีพและต้องเข้ารับการอบรมตามวิชาชีพอยู่แล้วคง จะตระหนักในเรื่องที่ว่านี้แล้วเป็นอย่างดี แต่น่าจะดีมากขึ้นไปอีกหากเราจะติดตามหาข้อมูลไปถึงข่าวสารความเคลื่อนไหว ที่ไกลออกไปจากเดิม และเป็นสิ่งที่ยังคงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานของเราอยู่ด้วย เช่นเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงาน องค์กร หรืออุตสหกรรมในประเภทธุรกิจของเรา หรือเรื่องอื่นที่แม้ไม่เกี่ยวกับงานหรือวิชาชีพของเราโดยตรง แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่สามารถให้ประโยชน์กับชีวิตและงานของได้โดยอ้อม ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารประสานงานภายในองค์กร, จิตวิทยาในการทำงาน, เรื่องเช็ค, เรื่องการจัดเก็บเอกสาร ฯลฯ สารพัดสารพันไปจนถึงเรื่องธรรมะในการการทำงาน

4. ตรวจเช็คและศึกษาข้อมูล มาถึงเรื่องของการตรวจเช็คและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าอบรมสัมมนาแล้ว ตรงนี้ขอเน้นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลของสถาบันที่น่าเชื่อถือและไว้วาง ใจได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายแห่งหละ แต่จำนวนและความหลากหลายของหลักสูตร ของวิทยากรผู้สอน สิทธิประโยชน์ต่างของแต่ละสถาบันก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผู้ที่เป็นนักวิชาชีพที่มีหลักมีเกณฑ์ในการอบรม ที่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องเลือกใช้บริการจากสถาบันจัดอบรมที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่กำกับดูแล และเชื่อถือได้ว่าเมื่ออบรมไปแล้ว รับเอกสารการรับรองต่างๆไปแล้ว จะได้รับการรับรองที่เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ครบถ้วนถูกต้อง

5. เข้าสัมมนาให้ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อจัดเตรียมวางแผนทุกอย่างไว้แล้ว ก็จะเข้าสู้ขั้นตอนการไปอบรมแล้วการที่จะให้การอบรมสัมมนาในแต่ละครั้งเป็นไปตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูง สุดนั้น ในภาคปฎิบัติ ขอให้พิจารณาดังนี้

ศึกษารายละเอียดของหลัก สูตร - ต้องไม่ดูแค่ชื่อหลักสูตรหรือวันเวลา สถานที่ที่สะดวกแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรื่องหลักที่ควรดูก็คือหัวข้อรายระเอียดเนื้อในหลักสูตรนั้นๆต่างหากที่ ควรจะดูว่า ตรงกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ เข้าท่าหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าชื่อหลักสูตรและประเด็นหลักๆในหลักสูตรหนึ่งๆนั้น จะหาจากที่ไหนก็สามารถจะหาได้ไม่ยาก แต่รายละเอียด ประเด็น ขั้นตอนการไล่เรียง ชั้นเชิงการนำเสนออันกลั่นกรองมาจากความเข้าใจและความเชี่ยวชาญเฉพาะในหลัก สูตรนั้นๆต่างหาก ที่เป็นข้อแตกต่างและมีผลอย่างยิ่งต่อคุณภาพหลักสูตรและผลลัพท์ของการเรียน รู้

สำรองที่นั่ง - เมื่อกำหนดหลักสูตรและดูรายละเอียด กำหนดการณ์ รายละเอียดต่างๆของหลักสูตรที่จะเข้าอบรมแล้ว ก็ให้ดำเนินการสำรองที่นั่งให้เรียบร้อยก่อน ทางที่ดีควรโทรศัพท์ไปสอบถามด้วยตนเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง กรณีการเลื่อนวัน เปลี่ยนสถานที่ เต็มหรืองด ต่างๆเหล่านี้นั้น ย่อมจะมีผลต่อการเตรียมตัวของแต่ละคนไม่น้อย

เตรียมปัญหา - ไหนๆจะไปเข้าอบรมสัมมนาทั้งทีแล้ว การจัดเตรียมเป้าหมายสิ่งที่เราจะไปเรียน รวมไปถึงการจัดเตรียมประเด็นปัญหา ข้อสงสัยต่างๆ เพื่อใช้แลกเปลี่ยน สอบถาม หารือทั้งจากวิทยากรและอาจจะรวมถึงเพื่อนร่วมการสัมมนาในคราวนั้นๆด้วย ย่อมเป็นเรื่องที่จะทำให้ได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อเตรียมปัญหาไว้แล้วก็ต้องกล้าที่จะไต่ถามด้วยย่าเขินหรืออย่าไปรอว่าจะฟลุ๊คเจอสิ่งที่อาจารย์จะสอนหรือสิ่งที่เพื่อนจะ ถามว่าจะไปตรงกับสิ่งที่คุณต้องการรู้ เพราะแม้จะเป็นไปได้ แต่โอกาสก็อาจจะน้อยเต็มที

ฟังมากกว่าจด - หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่า การตั้งตาจดสิ่งที่เรียนนั้นอาจจะทำให้เราลืมที่จะตั้งใจฟังและทำความเข้าใจ กับเรื่องที่กำลังศึกษาอยู่ การฟังและการทำความเข้าใจนั้นเป็นทางเลือกในการเรียนรู้ที่ดีกว่าแน่นอน ส่วนการจดบันทึกนั้น เราอาจใช้เอกสารประกอบการสัมมนาที่มีหัวข้อย่อยอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ใน การช่วยจำ แล้วจึงค่อยใช้การบันทึกโดยย่อหรือโดยสรุปจากความเข้าใจกำกับลงเอกสารอีก ครั้งหนึ่ง

ต่อยอดความรู้ -สุดท้ายก็คือเรื่องของการนำความรู้ที่ได้รับมาอย่างอิ่มหนำนั้นมาพัฒนาต่อย อด ประยุกต์ใช้ และทดลองปฎิบัติเพื่อให้ประโยชน์ที่ได้รับมาเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งกับองค์กร และกับตัวเอง.

โพสต์โดย นารีรัตน์ : [9 ม.ค. 2555 เวลา 19:25 น.]
อ่าน [870] ไอพี : 61.19.65.29
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม