ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานผลการศ฿กษารายกรณ๊นักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน

เอกสารเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
เรื่อง รายงานผลการศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน
โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก
ของนางสาวจริยา ขาวดี ครูชำนาญการโรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร”


รายงานผลการศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียนโรงเรียน
บ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก มีรายละเอียดดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อศึกษาปัญหาและสาเหตุของนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน
ส่งผลให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น
2. เพื่อศึกษาแนวทางในการส่งเสริมให้นักเรียนมีพฤติกรรมทางการเรียนได้
เหมาะสม
3. เพื่อลดจำนวนนักเรียนที่เรียนซ้ำชั้น

2. ขอบเขตของการศึกษา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา
2.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก ปีการศึกษา 2550 ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยของปีการศึกษา 2549 ต่ำกว่า 1.00 ส่งผลให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น จำนวน 13 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร”
จังหวัดนครนายก ปีการศึกษา 2550 ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยของปีการศึกษา 2549 ต่ำกว่า 1.00 ส่งผลให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น จำนวน 5 คน ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีข้อจำกัดดังนี้
1. เพศชาย
2. อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2550
ที่มีผลการเรียนเฉลี่ยของปีการศึกษา 2549 ต่ำกว่า 1.00 ส่งผลให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น
3. อายุใกล้เคียงกัน คือ ระหว่างอายุ 15 – 16 ปี
2.3 ตัวแปรที่ศึกษา
2.3.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การศึกษารายกรณี
2.3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ สาเหตุและการช่วยเหลือนักเรียนเรียนซ้ำชั้น
2.4 ระยะเวลาในการศึกษาในการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม 2550
ถึงกันยายน 2550 เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา

3. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
1. แบบสังเกตและบันทึกการสังเกต
2. แบบสัมภาษณ์และบันทึกการสัมภาษณ์
3. แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน
4. แบบบันทึกอัตชีวประวัติ
5. แบบบันทึกประจำวัน
6. แบบบันทึกการให้คำปรึกษา
7. แบบสอบถาม
7.1 แบบสอบถามนิสัยทางการเรียน
7.2 แบบสอบถามบรรยากาศการเรียนการสอน
7.3 แบบสอบถามตัวฉันและแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล
7.4 แบบสอบถามการปรับตัวและปัญหาพฤติกรรม
7.5 แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง
7.6 การประเมินตนเอง
7.7 แบบสำรวจบุคลิกภาพ
8. ระเบียนสะสม

4. วิธีการศึกษารายกรณี
การรายงานผลการศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียนโรงเรียน
บ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก ในครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษาตามขั้นตอน 7 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การกำหนดปัญหาและการตั้งสมมติฐาน
ขั้นที่ 2 การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นที่ 3 การวินิจฉัย
ขั้นที่ 4 การช่วยเหลือ การป้องกัน และการส่งเสริม
ขั้นที่ 5 การทำนายผล
ขั้นที่ 6 การติดตามผล
ขั้นที่ 7 การสรุปผลและข้อเสนอแนะ

5. สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล

จากการศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียนโรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก ทั้ง 5 ราย ที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน ส่งผลให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น สามารถสรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล ได้ดังนี้
1. จากการศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย สรุปได้ว่า ปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน ส่งผลทำให้นักเรียนเรียนซ้ำชั้น เกิดจากสาเหตุดังนี้
1.1 สาเหตุจากตัวนักเรียนเอง คือ
1.1.1 ลักษณะส่วนตัวไม่เหมาะสม จากการศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย พบว่า
นักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียนขาดความสนใจในการเรียน ขาดความกระตือรือร้น
ไม่มีความรับผิดชอบ ขาดความพยายามในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับสุรัตน์ อังกุรวิโรจน์ (2532 :4-6) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบ ย่อมจะช่วยในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นองค์ประกอบที่ผลักดันให้บุคคลต้องการความสำเร็จสูงขึ้น กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ส่งเสริมการเรียนให้ก้าวหน้าขึ้น ความสนใจเป็นการแสดงออกซึ่งความชอบพอเป็นแรงผลักดันให้บุคคลกระทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อความสำเร็จในการเรียน
1.1.2 พื้นฐานทางการเรียนเดิม จากการศึกษาทั้ง 5 ราย พบว่า นักเรียน
ที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน มีพื้นฐานทางการเรียนในระดับประถมศึกษาไม่ดีเท่าที่ควร
ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียน เพราะเนื้อหาวิชาในการเรียนต่อเนื่องกัน คือ ผู้ที่จะเรียน
ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้ดี จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานดีมาจากชั้นประถมศึกษาด้วย ซึ่งในระดับมัธยมศึกษาจะมีเนื้อหาซับซ้อนมากขึ้น และมีความยากมากขึ้น นักเรียนที่มีความอดทนและมีความพยายามจะสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดี แต่ถ้าไม่มีความพยายาม ขาดความสนใจในการเรียน
จะทำให้เรียนไม่เข้าใจ และเกิดความเบื่อหน่ายในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับประจิม เมืองแก้ว
(2536 : 132 -141) ที่ได้ศึกษารายกรณีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ จำนวน 4 คน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ คือ การมีพื้นฐานการเรียนขณะที่เรียนอยู่ในระดับประถมศึกษามีผลการเรียนต่ำ จึงส่งผลมาถึงการเรียน
ในระดับมัธยมศึกษา ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ยากขึ้น เนื่องจากเนื้อหาวิชาในระดับมัธยมศึกษาย่อม
มีความละเอียดและยากกว่าในระดับประถมศึกษา ฉะนั้นเมื่อเรียนในระดับประถมศึกษาไม่เข้าใจการเรียนในระดับมัธยมศึกษาจึงต้องใช้ความพยายามเพิ่มมากขึ้น
1.1.3 นิสัยในการเรียน พบว่านักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน
ไม่ส่งงานหรือการบ้านที่ครูสั่ง ขาดเรียนบ่อย ขณะเรียนเมื่อไม่เข้าใจในบทเรียนไม่กล้าซักถามครู คุยในเวลาเรียนทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่ทบทวนบทเรียนเมื่อเรียนเสร็จในแต่ละวัน ไม่มีการเตรียมตัวอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียนซึ่งสอดคล้องกับศรีระพร
จันทโนทก (2538 : 20) กล่าวว่า นิสัยในการเรียน ทัศนคติในการเรียน และการปรับตัว
มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงมีนิสัย
ในการเรียนดีกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
1.1.4 การมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน พบว่านักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรม
ทางการเรียนไม่ชอบวิชาที่ให้การบ้านเยอะ เมื่อครูถามแล้วตอบไม่ได้ วิชาที่เรียนไม่เข้าใจ
และทำการบ้านไม่ได้ จึงทำให้ไม่อยากเรียนซึ่งสอดคล้องกับสุรัตน์ อังกุรวิโรจน์ (2532 :4 - 6) กล่าวว่า ทัศนคติทางการเรียน มีอิทธิพลโดยตรงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากนักเรียนมีความรู้สึกที่ดีต่อครู วิธีการสอนของครู โรงเรียนและกระบวนการเรียนการสอน ยอมรับวัตถุประสงค์และคุณค่าของการศึกษาแล้วย่อมก่อให้เกิดแรงจูงใจ กำลังใจอันที่จะมีความขยัน
เอาใจใส่ มานะพยายามตั้งใจเรียนให้เกิดประสิทธิภาพ แต่หากว่านักเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ
การเรียนแล้วย่อมเป็นเหตุให้ผู้เรียนเกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย หมดกำลังใจ ซึ่งทำให้ผลการเรียนตกต่ำด้วย
1.2 สาเหตุจากลักษณะสิ่งแวดล้อมที่บ้าน
1.2.1 บิดามารดาไม่มีเวลา เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนเพราะบิดามารดาที่มีความพร้อมย่อมเป็นที่ปรึกษาให้ความรู้ และความอบอุ่น
แก่นักเรียนได้ดี จากการศึกษาพบว่านักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน เนื่องจากบิดามารดาไม่มีเวลาในการดูแลเอาใจใส่การทำการบ้าน และการหาความรู้ของเด็ก ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสัมภาษณ์ ฉัตรบุปผา (2529 : 52) ได้ศึกษาเปรียบเทียองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนสูงกับนักเรียน
ที่มีความสามารถทางการเรียนต่ำ จากผลการวิจัยพบว่า ความเอาใจใส่ของผู้ปกครองมีความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพราะว่าเมื่อผู้ปกครองให้ความเอาใจใส่ต่อนักเรียนก็จะเป็นแรงกระตุ้นหรือส่งเสริมให้นักเรียนมีความพยายามในการเรียนมากขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับเด็กที่ผู้ปกครองไม่สนใจ ขาดความเอาใจใส่ ก็จะทำให้เด็กขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ผลที่ตามมาคือ ไม่สามารถที่จะเรียนได้ดีตามความต้องการ และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของพรทิพา
สิงหะบาล (2548 : 63) ที่ศึกษาปัจจัยทางจิต-สังคมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี พบว่า นักเรียน
ที่มีพฤติกรรมรับผิดชอบต่อการเรียนสูง เป็นนักเรียนที่ได้รับการเอาใจใส่ต่อการเรียนจากบิดามารดามาก
1.2.2 ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจของบิดามารดา ส่งผลต่อปัญหา
ด้านระเบียบวินัยในการเรียนของนักเรียนซึ่งสอดคล้องกับอัจฉรา สุขารมณ์ และอรพินทร์ ชูชม (2530 : 11 - 40) กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือ องค์ประกอบด้านการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดา แบ่งเป็นการอบรมเลี้ยงดูแบบมีเหตุผล การอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย การอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขัน
1.3 สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน คือ ขนาดของห้องเรียนไม่เหมาะสม
กับจำนวนนักเรียนในแต่ละห้องซึ่งมีมากเกินไป ทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนไม่น่าเรียน ครูดูแล
ไม่ทั่วถึง การจัดการศึกษาของโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2530 : 37-39) กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในด้านโรงเรียนว่า โรงเรียนและการจัดการศึกษาในโรงเรียนมีความสำคัญมากต่อสภาพการเรียนการสอน อันมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าระดับความสามารถของนักเรียน เพราะนักเรียนจะมีความสุข
ต่อการเรียนการสอนหรือไม่ขึ้นอยู่กับการจัดสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน การจัดการอาคารสถานที่ในโรงเรียนอัตราเฉลี่ยของครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและยังสอดคล้องกับงานวิจัยของโสภณ พรหมพลจร (2547 : 56) ที่ได้ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการควบคุมตนด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัยพบว่า บรรยากาศในชั้นเรียนมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการทำงานร่วมกับกลุ่มนักเรียน
ผลดังกล่าวเป็นเพราะบรรยากาศในชั้นเรียนดี ทำให้จิตใจสบาย มีความมิตร สามัคคี ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีและร่วมกันทำงานต่าง ๆ ของกลุ่มได้ดี


2. จากการศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย ผู้รายงานได้ให้ความช่วยเหลือ และเสนอแนะ
แนวทางในการส่งเสริมให้นักเรียนมีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียนได้เหมาะสมโดยการปฎิบัติดังนี้
2.1 ให้คำปรึกษา โดยใช้เทคนิคการให้คำปรึกษาแบบนำทางและไม่นำทาง พยายามพัฒนาตนเอง มีการตั้งเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องและในขณะที่ให้คำปรึกษา ผู้รายงานได้ให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาและอาชีพ เพื่อให้เห็นคุณค่าการศึกษาและอาชีพเพื่อพัฒนาแรงจูงใจ อันมีผลถึงความพยายามพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
2.2 แนะวิธีการเรียนที่ถูกต้อง การสร้างสมาธิในการเรียน การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทักษะวิธีการอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพ การส่งงานที่ครูสั่งให้ทำ รวมทั้งให้ความรู้เพิ่มเติมในบทเรียนที่ไม่เข้าใจ
2.3 เพิ่มแรงจูงใจในการเรียน โดยการให้ข้อมูลในการศึกษาและอาชีพ เพื่อให้
มีเป้าหมายในการเรียน มีความพยายาม ความมุ่งมั่นในการเรียนและมีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ถูกต้อง
ซึ่งสอดคล้องกับแมคเคลแลนด์ (McClelland) ที่กล่าวว่าแรงจูงใจเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่เกี่ยวกับการเรียนรู้เป็นสิ่งที่กำหนดไว้ตั้งใจไว้ก่อนที่จะได้รับความสำเร็จ โดยมาตรฐานอันดีเลิศเป็นเกณฑ์ เช่นเดียวกับกับเจียรนัย ทรงชัยกุลและประดินันท์ อุปรมัย (2532 : 436) กล่าวว่า แรงจูงใจเปรียบเสมือนเป็นพลังผลักดันให้บุคคลก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาตนเองอยู่เพื่อความเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ ดังนั้นบุคคลใดที่มีแรงจูงใจสูงจึงมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูงและด้วยมาตรฐานที่ดีเยี่ยมกว่าผู้ที่มีแรงจูงใจต่ำและผู้ที่ขาดแรงจูงใจ
2.4 ให้ความสนใจและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเหลือและให้กำลังใจ
ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจอันจะทำให้สามารถพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
2.5 ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูผู้สอน เพื่อขอความ
ช่วยเหลือเอาใจใส่ ให้กำลังใจและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อเป็นการส่งเสริม
ให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีแนวคิดที่ถูกต้องในเรื่องการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
2.6 ปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับบิดามารดา เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และขอความร่วมมือในการแก้ปัญหา เพื่อจะได้มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสูงขึ้นไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นอีกในปีการศึกษาต่อไป
2.7 การประชุมปรึกษาเป็นรายกรณีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการ
ให้กำลังใจ เอาใจใส่ และเข้าใจพฤติกรรมการเรียนที่เกิดขึ้นช่วยกันแก้ไขเพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข ผลจากการประชุมปรึกษารายกรณี ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการดูแลเอาใจใส่ ให้กำลังใจมากขึ้น

3. จากการติดตามผลการศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย ผู้รายงานได้ติดตามผลดังนี้
1. จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ผู้รับการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า
นักเรียนที่เป็นผู้รับการศึกษามีพฤติกรรมในการเรียนดีขึ้น นิสัยทางการเรียนเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น สนใจเรียนมากขึ้นและมีแนวคิดเกี่ยวกับตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
2. จากการสัมภาษณ์ครูแนะแนว ครูที่ปรึกษา ครูประจำวิชาต่าง ๆ และ
ผู้ปกครอง สามารถสรุปได้ว่า นักเรียนที่ผู้รับการศึกษามีพฤติกรรมการเรียนดีขึ้น มีความตั้งใจเรียนมากขึ้นทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน
3. จากการรายงานผลการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้รับการศึกษาปรากฎว่า ผู้รับการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นดังนี้

เด็กชาย ก. ปีการศึกษา 2549 มีผลการเรียนเท่ากับ 0.59 หลังได้รับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550 มีผลการเรียนเท่ากับ 1.52
เด็กชาย ข. ปีการศึกษา 2549 มีผลการเรียนเท่ากับ 0.87 หลังได้รับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550 มีผลการเรียนเท่ากับ 1.59
เด็กชาย ค. ปีการศึกษา 2549 มีผลการเรียนเท่ากับ 0.70 หลังได้รับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550 มีผลการเรียนเท่ากับ 1.62
เด็กชาย ง. ปีการศึกษา 2549 มีผลการเรียนเท่ากับ 0.85 หลังได้รับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550 มีผลการเรียนเท่ากับ 1.55
เด็กชาย จ. ปีการศึกษา 2549 มีผลการเรียนเท่ากับ 0.85 หลังได้รับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550 มีผลการเรียนเท่ากับ 1.66


จากการศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย นักเรียนที่เป็นผู้รับการศึกษามีพฤติกรรมในการเรียน
ดีขึ้น มีทัศนคติต่อการเรียน มีความสนใจเรียนมากขึ้น และมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนตนเองไปในทางที่ดีขึ้น และจากผลการเรียนนักเรียนที่เป็นผู้รับการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
เป็นผลมาจากการได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับการศึกษาทุกฝ่าย คือ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ครูแนะแนว ครูที่ปรึกษา ครูประจำวิชาต่าง ๆ ในการดูแลช่วยเหลือผู้รับการศึกษาอย่างใกล้ชิด ตลอดจนตัวของผู้รับการศึกษาเอง ที่ประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไขปัญหาและส่งเสริม จนทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ไม่ต้องเรียนซ้ำชั้น ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (กรมสุขภาพจิต : 13) ที่กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพียงแต่ใช้เวลาที่แตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้น การยึดนักเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนา เพื่อดูแลช่วยเหลือ
ทั้งด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือการส่งเสริมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาคือนักเรียนที่ไม่ได้เรียนซ้ำชั้น ผู้ศึกษาใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวในการดูแลและพัฒนาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น เพราะการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนว เป็นการนำวิธีการที่เป็นระบบ มีขั้นตอน มุ่งให้ประสบการณ์ตรงกับนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยใช้เทคนิคกรณีตัวอย่าง เป็นการอ้างอิงเหตุการณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงนำมาดัดแปลง และใช้เป็นตัวอย่างให้นักเรียนได้ศึกษาวิเคราะห์และร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การนำเอากรณีต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมาจัดกิจกรรมจะช่วยให้การดำเนินกิจกรรมมีลักษณะใกล้เคียงกับความจริง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ และฝึกฝนหาทางแก้ปัญหานั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม ส่วนบทบาทสมมติเป็นการใช้เหตุการณ์สมมติที่มีการกำหนดบทบาทให้นักเรียนได้แสดงออกตามธรรมชาติ โดยอาศัยบุคลิกภาพ ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ใช้ความคิดวิเคราะห์และเปรียบเทียบพฤติกรรมของตนเองกับพฤติกรรมการแสดงออก ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศการทำกิจกรรมดำเนินไปด้วยความสนุกสนานและน่าสนใจ สถานการณ์จำลอง ก็เป็นการสร้างสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับความจริง แล้วให้นักเรียนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น และมีปฏิกิริยาโต้ตอบกัน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสทดลองแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ และเทคนิคการอภิปรายกลุ่ม เป็นวิธีการที่มีประโยชน์ต่อนักเรียน เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้มีส่วนในการแสดงออก และช่วยให้นักเรียนได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ทำให้นักเรียนได้แสดงออกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่มสมาชิก ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น อยากเข้าร่วมกิจกรรมและนักเรียนมีความสนิทสนมคุ้นเคยซึ่งกันและกัน กล้าพูด กล้าถาม กล้าทำ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนได้ช่วยเหลือกันและกันโดยเฉพาะในด้านการเรียน นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (มาตรา 6) ที่ได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และ(มาตรา 22) แนวการจัดการศึกษายังได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนทุกคน โดยยึดหลักว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองและถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพที่ดี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ
เป็นคนดี คนเก่ง และคนมีความสุข ให้เติบโต งอกงาม เป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป

ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้รับการศึกษารายกรณี มีดังนี้
1.1 ควรมีความเข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเอง ยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับปัญหาด้านการเรียนที่เกิดขึ้น
1.2 เข้าใจสาเหตุของปัญหาด้านการเรียนของตนเอง มีการตั้งเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจน มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้านการเรียน
1.3 เสริมสร้างแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ
ในการเรียนและชีวิตตามเป้าหมาย
1.4 ควรปรึกษาครูเมื่อไม่เข้าใจในบทเรียน
1.5 ควรทบทวนบทเรียนและอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนเรียน
1.6 ควรจัดตารางเรียนให้เหมาะสมกับตนเองและปฏิบัติตามตารางที่จัดไว้
2. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้รับการศึกษารายกรณี มีดังนี้
2.1 บิดามารดาควรตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองในการอบรมเลี้ยงดู
ให้ความเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านความเป็นอยู่ ด้านสังคม ด้านสุขภาพและด้านการเรียน เป็นต้น ด้านการเรียน ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถทั้งในเรื่องของทุนทรัพย์และเวลา เอาใจใส่ดูแลในเรื่องความรับผิดชอบต่อการเรียน การใช้เวลาว่างอย่างเหมาะสม
ให้กำลังใจ และเป็นที่ปรึกษาที่ดีในทุกโอกาส เพื่อจะได้รับความอบอุ่นและมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองในด้านการเรียนต่อไป
2.2 ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว และครูประจำวิชาต่าง ๆ ควรให้ความเอาใจใส่ดูแล
และให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ เห็นคุณค่าของตนเอง มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้านการเรียน และพัฒนาตนเองในด้านการเรียน ตลอดจนให้คำแนะนำและความช่วยเหลือเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคและกลยุทธ์ในการเรียน เพื่อให้การศึกษารายกรณีทั้ง 5 ราย ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านการเรียนของตน และสามารถเรียนได้ดียิ่งขึ้น
2.3 ผู้ศึกษาควรสร้างสัมพันธภาพที่ดี ให้ความเอาใจใส่ ห่วงใย ดูแล อย่างจริงใจและสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้รับการศึกษาเกิดความเชื่อใจและไว้วางใจในตัวผู้ศึกษา กล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขและการหาแนวทางให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและมีประโยชน์ อีกทั้งผู้ศึกษาจะต้องมีเวลาในการศึกษาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง และควรศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตหลังจากให้ความช่วยเหลือไปแล้ว
3. ข้อเสนอแนะสำหรับบุคคลที่สนใจหรือบุคคลที่จะศึกษาในลักษณะเช่นเดียวกันต่อไป มีดังนี้
3.1 ผู้ที่จะศึกษาต่อไปควรมีการฝึกการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการเก็บข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ และควรมีการฝึกเทคนิคต่าง ๆ ในการให้คำปรึกษา
3.2 ฝึกการประชุมปรึกษารายกรณีเพื่อให้เกิดความชำนาญ
3.3 ควรศึกษารายกรณีในพฤติกรรมที่เป็นปัญหาอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมก่อกวนในชั้นเรียน การปรับตัวกับเพื่อน เป็นต้น
3.4 การศึกษารายกรณีควรใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 5 เดือน และศึกษาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ทราบผลของการพัฒนาพฤติกรรมและสาเหตุของปัญหาชัดเจนยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมทางการเรียน
1. ประโยชน์เชิงวิชาการ
1.1 ทำให้ผู้ศึกษาทราบรายละเอียดของบุคคลหลายด้าน ได้รู้จักและเข้าใจ
ธรรมชาติของบุคคลอย่างแท้จริง
1.2 ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงสาเหตุ เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา
จนให้ผู้ศึกษามองเห็นแนวทางจะช่วยเหลือบุคคลได้
1.3 ผลจากการศึกษารายกรณีสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างของการเกิดสถานการณ์
ต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการศึกษาวิจัย และการสอนเกี่ยวกับบุคคล
2 ประโยชน์เชิงปฏิบัติ
2.1 ช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเอง ยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเอง
มีการปรับปรุงตนเองหรือแก้ไขปัญหาของตนเอง เพื่อช่วยให้สภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม
2.2 ช่วยให้ครูแนะแนวมีความรู้ มีทักษะในการใช้เครื่องมือและกลวิธีต่าง ๆ ในการ
เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน และยังช่วยให้เป็นคนที่มีเหตุผล รู้จักเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รู้จักการแก้ปัญหา โดยใช้ข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาประกอบการพิจารณาตัดสินใจ
2.3 ช่วยให้ครูประจำวิชาต่าง ๆ เข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดสึกซึ้ง ถูกต้อง และนำผลของการศึกษารายกรณีไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม และการให้บริการต่าง ๆ แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน
2.4 โรงเรียนได้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของ
นักเรียน ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน
การจัดกิจกรรมและการให้บริการด้านต่าง ๆ แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ



โพสต์โดย นางสาวจริยา ขาวดี : [24 ก.พ. 2553]
อ่าน [1866] ไอพี : 119.42.93.240
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม