ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• บทเรียนสำเร็จรูปพระพุทธศาสนา

บทเรียนสำเร็จรูป
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
วิชา พระพุทธศาสนา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เล่มที่ 5
เรื่อง หน้าที่ชาวพุทธและมารยาทชาวพุทธ



โดย
นายสิรวิชญ์ ชาไกรยะ
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ



โรงเรียนขัติยะวงษา อำเภอเมือง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


คำนำ

ปัญหาการเรียนการสอนพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นับเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญ ที่ส่งผลไปถึงพฤติกรรมของนักเรียนในด้านความรับผิดชอบ ความขยันหมั่นเพียร ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเรียนการสอน ในสาระการเรียนรู้อื่นๆ อีกด้วย
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงได้คิดค้นนวัตกรรม ที่เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้มาแก้ไข ปรับปรุงการเรียนการสอน พัฒนานักเรียนให้สามารถมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐาน
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้ผู้เรียนเกิดความศรัทธาและสำนึก ในความสำคัญ ของพระพุทธศาสนาตลอดจนนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมได้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทเรียนสำเร็จรูป พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาพระพุทธศาสนา สามารถจะนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจจะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียน


สิรวิชญ์ ชาไกรยะ

สารบัญ
เรื่อง หน้า
คำนำ
คำแนะนำสำหรับครู........................................................................................................... ก
คำแนะนำสำหรับนักเรียน................................................................................................. ข
มาตรฐานการเรียนรู้........................................................................................................... ค
กรอบที่ 1........................................................................................................................... 1
กรอบที่ 2.......................................................................................................................... 2
กรอบที่ 3...........................................................................................................................3
กรอบที่ 4...........................................................................................................................4
กรอบที่ 5...........................................................................................................................7
กรอบที่ 6...........................................................................................................................13
กรอบที่ 7........................................................................................................................... 15
กรอบที่ 8........................................................................................................................... 16
กรอบที่ 9........................................................................................................................... 17
กรอบที่ 10..........................................................................................................................18
กรอบที่ 11...........................................................................................................................19
กรอบที่ 12..........................................................................................................................21
กรอบที่ 13...........................................................................................................................22
กรอบที่ 14...........................................................................................................................24
แบบทดสอบหลังเรียน...........................................................................................................26
เฉลยแบบทดสอบ.................................................................................................................30
บรรณานุกรม........................................................................................................................31








คำแนะนำสำหรับครู

1. ใช้บทเรียนสำเร็จรูปนี้ประกอบแผนการสอน ในวิชาพระพุทธศาสนาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. ใช้บทเรียนสำเร็จรูปนี้เสริมสำหรับนักเรียนที่เรียนดีและช่วยนักเรียนที่เรียน ช้าให้เรียนได้ทันเพื่อน
3. ศึกษาบทเรียนสำเร็จรูปตั้งแต่กรอบแรกจนถึงกรอบสุดท้ายทั้งเนื้อหากิจกรรมให้เข้าใจก่อน
4. ศึกษาว่า กิจกรรมในกรอบใดที่ครูต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาบ้าง
5. ชี้แจงให้นักเรียนอ่านคำแนะนำในการใช้บทเรียนสำเร็จรูป และปฏิบัติตามทุกขั้นตอน ทุกกรอบ ทั้งเนื้อหา กิจกรรม คำถาม คำตอบ หรือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน













คำแนะนำสำหรับนักเรียน

บทเรียนนี้เป็นบทเรียนโปรแกรม จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง โปรดอ่านคำแนะนำก่อนศึกษาบทเรียน ดังต่อไปนี้
1. บทเรียนนี้ไม่ใช่ข้อทดสอบ นักเรียนไม่ต้องกังวลใจ พยายามทำไปช้า ๆ ทีละกรอบ นักเรียนจะได้รับความรู้ ได้ทำแบบฝึกหัด และได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวของนักเรียนเอง
2. ก่อนที่นักเรียนจะศึกษา ควรทำแบบทดสอบก่อนเรียนก่อน
3. เริ่มทำตั้งแต่กรอบแรก เรียงตามลำดับ โดยไม่ข้ามกรอบใดกรอบหนึ่ง
4. อ่านคำอธิบายและคำถามช้า ๆ ให้เข้าใจ คิดให้ดี แล้วจึงตอบคำถามลงในกระดาษเปล่า อย่าขีดเส้นใด ๆลงในบทเรียนสำเร็จรูปนี้
5. เมื่อตอบคำถามกรอบหนึ่ง จึงเปิดคำถามในกรอบต่อไป เพื่อตรวจสอบคำตอบว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าตอบถูกจงทำกรอบต่อๆ ไป
6. ถ้าคำตอบผิด จงย้อนไปอ่านข้อความในกรอบที่ผ่านมาใหม่ ทำความเข้าใจให้ดี แล้วตอบคำถามใหม่
7. ทำไปช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าเหนื่อยหรือเบื่อให้พักสักครู่แล้วค่อยทำต่อไป
8. เมื่อศึกษาจบทุกกรอบแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วย เสร็จแล้วตรวจคำตอบในเฉลยหน้าต่อไป เพื่อดูผลการก้าวหน้าของนักเรียนเอง
9. นักเรียนที่ดี จะต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองเสมอ จะไม่เปิดดูคำตอบก่อน








มาตรฐานการเรียนรู้


มาตรฐาน ส.1.1 เข้าใจประวัติ ความสำคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนา ที่ตนนับถือ
สามารถนำหลักธรรมของศาสนามาเป็นหลักในการอยู่ร่วมกัน
มาตรฐาน ส.1.2 ยึดมั่นในศีลธรรม การกระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม และศรัทธาใน
พระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับลือ
มาตรฐาน ส.1.3 ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักธรรม และศาสนพิธีของพระพุทธศาสนา หรือศาสนา
ที่ตนนับถือ ค่านิยมที่ดีงาม และนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข




ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

1. รู้และปฏิบัติตนตามหน้าที่ของชาวพุทธได้
2. รู้และปฏิบัติตนเป็นผู้ที่มีมารยาทได้
3. เป็นคนมีวินัยและมีความรับผิดชอบในการทำงาน







1

กรอบที่ 1
มรรยาทชาวพุทธและการปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์

1. การไปวัด
การปฏิบัติตนเมื่อไปวัด
วัด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการความสงบ สำรวม สะอาดและเรียบร้อย เป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคนที่จะประพฤติปฏิบัติตนเมื่อไปวัดด้วยความสุภาพ ดังนี้
1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เสื้อผ้าควรใช้สีขาวหรือสีอ่อน ไม่บางเกินไป สตรีไม่ควรแต่งกายรัดรูปหรือนุ่งกระโปรงสั้น และนำผ้าคลุมเข่ามาด้วยเพื่อใช้ขณะนั่งพับเพียบ
2. ควรสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่พูดคำหยาบ ไม่คุยเสียงดัง หรือเอะอะโวยวาย
3. เมื่อไปถึงวัด ถ้าพระอุโบสถเปิดก็เข้าไปกราบพระประธาน
4. เมื่อพบพระสงฆ์ให้น้อมตัวลงยกมือไหว้ พนมมือสนทนากับท่านด้วยอาการสำรวม
5. ไม่ดื่มสุราหรือเล่นการพนัน และปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัด
6. ไม่ทำให้สิ่งของหรือสิ่งก่อสร้างในวัดเสียหาย เมื่อเห็นสิ่งใดชำรุดเสียหายควรช่วยซ่อมแซม
7. ไม่ทำอันตรายสัตว์หรือทำสัตว์ในวัดตกใจ เพราะวัดเป็นเขตอภัยทาน คือ เขตที่ไม่เบียดเบียนสัตว์
8. เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของวัด เช่น ฟังพระธรรมเทศนา หรือร่วมงานบุญที่ทางวัดจัดขึ้น
9. หากจะปฏิบัติธรรมที่วัดควรแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบก่อน ท่านจะได้เข้าใจเจตนาของผู้ที่อยู่วัด และอำนวยความสะดวกให้
10. บริจาคเงินบำรุงวัดตามสมควร เช่น ค่าดอกไม้ ธูป เทียน ไฟฟ้า น้ำประปา การดูแลเสนาสนะ เพราะวัดต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เมื่อเราไปวัดเท่ากับเรามีส่วนใช้สิ่งของเหล่านี้อยู่ด้วย จึงควรช่วยเหลือทางวัด



2




กรอบที่ 2
การนำเด็กไปวัด

พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวไทยมายาวนาน การนำเด็กไปวัดก็เพื่อให้เด็กได้ซึมซับวัฒนธรรมของชาวพุทธ ทำให้เด็กคุ้นเคยกับพระพุทธศาสนาและสามารถเข้าใจคำสอนได้ดีในที่สุด
เมื่อจะนำเด็กไปวัดควรปฏิบัติดังนี้
1. สอนให้เด็กเข้าใจว่าวัดคืออะไร และจะได้พบอะไรจากที่วัดบ้าง กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ดีอย่างไร
2. สอนให้เด็กรู้ว่าวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรเคารพ เป็นสถานที่ของคนดี เด็กจะต้องทำตัวเรียบร้อย เป็นคนดี ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ ทั้งโดยการทำสมบัติของวัดเสียหาย การรังแกสัตว์ และการแสดงกิริยาที่ไม่ดี
3. สอนการไหว้ การกราบให้ถูกต้องตามประเพณี
4. อาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วนำเด็กไปวัด
5. เมื่อถึงวัดให้เด็กไหว้ศาสนสถานและศาสนวัตถุ มีโบสถ์และพระพุทธรูป ไหว้พระสงฆ์แล้วอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้เด็กได้รู้จัก
6. ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรม คือ ประเคนของถวาย ฟังธรรม กรวดน้ำ
7. ตอบคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดเมื่อเด็กถาม ให้เด็กสนทนากับพระสงฆ์เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับพระ และใช้กิริยาวาจาถูกต้อง
8. ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงต้องสอนวิธีการปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ เช่น ไม่นั่งใกล้พระสงฆ์เกินไป ไม่ถูกตัวพระสงฆ์ เป็นต้น
9. ถ้ามีความจำเป็นต้องนำเด็กเล็กไปด้วย ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยให้ซุกซน ทำลายข้าวของหรือก่อความรำคาญแก่ผู้อื่น



3



กรอบที่ 3
การแสดงความเคารพพระรัตนตรัย


คนไทยเรานิยมใช้การประนมมือ การไหว้ และการกราบ เป็นวิธีการแสดงความเคารพ จะใช้วิธีใดก็ขึ้นกับโอกาสและฐานะของบุคคล วิธีทั้ง 3 นี้เราใช้ในการแสดง ความเคารพพระสงฆ์ ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการแสดงความเคารพพระสงฆ์ ด้วยวิธีทั้ง 3 ดังกล่าว

1 การประนมมือ ตรงกับภาษาบาลีว่า กระทำอัญชลี คือ การยกมือทั้งสองตั้งประนมเป็นพุ่ม โดยให้ฝ่ามือทั้งสองชิดกันตั้งไว้ระหว่างอก นิ้วมือทั้งสิบชิดกัน ไม่เหยียดข้างหน้า ตั้งตรงขึ้นคล้ายดอกบัวตูม ศอกทั้งสองแนบชิดชายโครง
การประนมมือทำได้ทั้งในขณะยืนหรือนั่ง การประนมมือใช้เมื่อฟังเทศน์ ฟังเจริญพระพุทธมนต์ ฟังพระสวดพระอภิธรรม ใช้เป็นท่าเตรียมไหว้หรือกราบ หรือเมื่อสนทนากับพระสงฆ์ แต่จะต้องให้ต่ำกว่าพระสงฆ์ เช่น เมื่อพระสงฆ์นั่งเราจะยืนประนมมือไม่ได้ ต้องนั่งแม้เมื่อยืนประนมมือก็ต้องด้วยความเคารพ อ่อนน้อม ไม่ยกมือประนมให้สูงจรดคาง และไม่ปล่อยให้มือตกลงมาอยู่ที่หน้าท้อง เป็นต้น

2 การไหว้ ตรงกับภาษาบาลีว่า วันทา คือ การประนมมือขึ้นพร้อมกับการก้มศีรษะลงเล็กน้อย ให้มือที่ประนมจดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ระหว่างคิ้ว ใช้แสดงความเคารพเมื่อพระสงฆ์นั่งเก้าอี้หรือยืนอยู่ ไม่ใช่เมื่อท่านนั่งราบกับพื้น
การยืนไหว้หรือนั่งไหว้ก็ตามต้องให้อยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าพระสงฆ์ และทำด้วยอาการที่เรียบร้อยเพื่อแสดงความเคารพ เมื่อสวมรองเท้าอยู่ควรถอดรองเท้าก่อน เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัย เช่น ยืนอยู่ในที่เฉอะแฉะ เป็นต้น เพราะการสวมรองเท้าเท่ากับเป็นการยืนอยู่บนพื้นที่สูงกว่าพระสงฆ์

4
3 การกราบ ตรงกับภาษาบาลีว่า อภิวาท การกราบพระสงฆ์ต้องกราบกับพื้นด้วยเบญจางค ประดิษฐ์ คือ การกราบประกอบด้วยองค์ 5 ได้แก่ เข่า 2 ฝ่ามือ 2 หน้าผาก 1 วิธีกราบ ยกมือขึ้นระหว่างอกและยกมือที่ประนมนั้นพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อยจนมือที่ประนมจรดหน้าผาก ปลายนิ้วชี้จดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างคิ้ว แล้วหมอบลงกับพื้น โดยมือทั้งสองแยกกัน วางหน้าผากลงกับพื้นระหว่างมือทั้งสองแยกกัน เงยขึ้นจนตัวตรงกราบลงเช่นเดิมจนครบ 3 ครั้ง แล้วยกมือขึ้นจบอยู่ระหว่างคิ้วหรือหน้าผากอีกครั้ง
การกราบเบญจางคประดิษฐ์สำหรับชาย นิยมใช้ข้อศอกทั้งสองต่อกับหัวเข่า ใช้นิ้วทางยันพื้น เรียกว่า นั่งท่าเทพบุตร ให้ปลายเท้าชิดโดยให้ส้นเท้าทั้งสองแยกกัน ส่วนการกราบหญิงนั้นเรียกว่า นั่งท่าเทพธิดา เมื่อกราบให้ข้อศอกทั้งสองอยู่ข้างลำตัวแนบชิดขาทั้งสองข้าง ไม่นิยมให้ศอกต่อหัวเข่าแบบชาย ขณะหมอบกราบทั้งชายหญิงต้องระวังอย่าให้ก้นโด่ง เพราะดูไม่งาม





















5


กรอบที่ 4
การฟังเจริญพระพุทธมนต์


การฟังเจริญพระพุทธมนต์ เป็นพิธีในงานมงคล ซึ่งเจ้าภาพจะต้องเตรียมงานต่าง ๆ พร้อมที่จะฟังเจริญพระพุทธมนต์ ดังนี้

1. อาราธนาพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์
2. เตรียมที่ตั้งพระพุทธรูปพร้อมทั้งเครื่องบูชา
3. ตกแต่งสถานที่บริเวณพิธี
4. วงด้ายสายสิญจน์
5. อัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งบนที่บูชา
6. ปูลาดอาสนะสำหรับพระสงฆ์
7. ตั้งภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์

เมื่อพระสงฆ์มาถึงแล้ว ปฏิบัติดังนี้
1. คอยล้างเท้าและเช็ดเท้าพระสงฆ์
2. ประเคนเครื่องรับรองที่จัดไว้
3. ได้เวลาแล้วจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา กล่าวคำบูชาพระแล้วกราบ 3 ครั้ง
4. อาราธนาศีลและรับศีล
5. อาราธนาพระปริตร แล้วกราบ 3 ครั้ง
6. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เจ้าภาพและแขกในงานพนมมือนั่งฟัง

การนั่งฟังเจริญพระพุทธมนต์ ปฏิบัติดังนี้
1. แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย
2. สำรวมกาย วาจา ใจ คือ ไม่หลุกหลิก ไม่เสียงดัง และตั้งใจฟังพระสวด
6
3. ควรศึกษาความหมายของพระพุทธมนต์ที่พระสวด ในปัจจุบันมีหนังสือเล่าเรื่องและแปลความหมาย เช่น เรื่องเกี่ยวกับพระปริตร เป็นต้น
4. เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว กล่าวคำถวายสังฆทาน แล้วถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์
5. เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ถวายดอกไม้ ธูปเทียน และปัจจัยไทยธรรม
6. เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาให้พร จึงกรวดน้ำ ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้หมู่ญาติ แล้วพนมมือรับพรด้วยความเคารพ
7. จากนั้นพระสงฆ์ประพรมน้ำพุทธมนต์ พนมมือน้อมศีรษะลงด้วยความเคารพ
8. ช่วยพระสงฆ์ถือเครื่องไทยธรรมไปส่งที่รถ เป็นอันเสร็จพิธี






















7

กรอบที่ 5
การฟังสวดพระอภิธรรม


ระหว่างที่เจ้าภาพตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดหรือที่บ้าน เวลากลางคืนอาราธนาพระสงฆ์ 4 รูป เรียกว่า “สำรับหนึ่ง” มาสวดพระอภิธรรม ก่อนสวดเจ้าภาพจุดธูปเทียนแล้วอาราธนาศีล พระสงฆ์ผู้อาวุโสในจำนวน 4 รูปให้ศีล เมื่อรับศีลแล้วจึงเริ่มสวดพระอภิธรรม โดยปกตินิยมสวด 4 จบ
การสวดพระอภิธรรมหน้าศพ สวดเพื่อให้ผู้ที่อยู่ได้ฟังพิจารณาในความตายเป็นที่สุดแห่งสังขาร ทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะดับความโศกเศร้าเสียใจของญาติลงได้บ้าง
ผู้ที่ไปฟังสวดพระอภิธรรมควรแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์ โดยปกติใช้สีดำ หรือขาว เมื่อไปถึงงานทักทายแสดงความเสียใจกับเจ้าภาพแล้วไปกราบพระพุทธรูป เคารพศพ แล้วเข้านั่งในที่ที่จัดไว้ด้วยความสงบ สำรวม หากพบคนรู้จักก็ให้พูดคุยเบา ๆ และสำรวม และไม่หัวเราะต่อกระซิก
เมื่อพระมาถึง ไหว้พระแล้วรอรับศีล รับศีลแล้วตั้งใจฟังพระอภิธรรมด้วยความสงบ ควรศึกษาคำแปลของพระอภิธรรมมาก่อน เพื่อให้เข้าใจความหมายของบทสวด ประนมมือฟังด้วยใจจดจ่อและแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายและสัตว์โลกทั้งหลาย ระหว่างหยุดพักแต่ละจบควรสำรวมกิริยาวาจา
เมื่อพระสวดจบที่ 4 แล้ว เจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาแล้ว เจ้าภาพกรวดน้ำ ผู้ร่วมพิธีตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เสร็จแล้วลาเจ้าภาพ เป็นอันเสร็จพิธี










13
กรอบ 6
หน้าที่ชาวพุทธ
พุทธศาสนิกชนยึดถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะในการดำรงชีวิต ในประเทศไทยประชาชนมากกว่าร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา เป็นเวลากว่าพันปีแล้วที่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาผสมกลมกลืนกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย จนแยกกันไม่ออก ความเจริญหรือความเสื่อมของพระพุทธศาสนาย่อมมีผลกระทบต่อสังคมไทย พวกเราชาวพุทธจึงมีหน้าที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป หน้าที่สำคัญของชาวพุทธมีดังนี้
การเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุที่ต้องศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ
ในฐานะที่เป็นชาวพุทธต้องเรียนรู้วิถีชีวิตของพระภิกษุซึ่งเป็นพุทธบริษัทระดับนำ จึงมีภาระหน้าที่ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยทำหน้าที่หลักใหญ่ ๆ 3 ประการ คือ 1) การศึกษา 2) การปฏิบัติ 3) การสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรม
1. การศึกษา ได้แก่ การทำ “คันถธุระ” หมายถึง พระภิกษุจะต้องศึกษาหลักพระธรรมวินัย ตามพระคัมภีร์พระไตรปิฎก เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย อย่างถูกต้อง สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสมณเพศ
2. การปฏิบัติ ได้แก่การทำ “วิปัสสนาธุระ” หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิ ให้มีพลัง เพื่อนำไปใช้ในการข่มหรือกำจัดกิเลสคือความเศร้าหมองแห่งจิต และให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง
นั่งสมาธิ
จากการทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ส่วนตนทั้ง 2 ประการนั้นก็เพื่อนำไปสั่งสอน ถ่ายทอด และเผยแพร่พระธรรม แก่พุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไป
________________________________________
14
3. การสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้พุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไป ได้เข้าใจในหลักธรรมและสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเองและสังคมได้อย่างปกติสุข เป็นการทำประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระพุทธเจ้าได้ตรัสหน้าที่ของพระภิกษุในการสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมแก่ประชาชนไว้ 6 ประการคือ




ชักชวนเพื่อนไปทำความดีไม่ทำชั่ว

1) สอนให้ละเว้นความชั่ว คือ การชักจูงใจให้บุคคลพึงละเว้นจากสิ่งที่กระทำลงไปแล้วเกิดโทษ ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดเป็นความทุกข์
2) สอนให้ทำความดี คือ การชักจูงใจให้บุคคลประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สิ่งที่เป็นกุศล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข
3) อนุเคราะห์ด้วยจิตใจอันงาม หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ และแนะนำสั่งสอนด้วยความปรารถนาดี มุ่งประโยชน์ที่บุคคลถึงได้รับเป็นสำคัญ ไม่หวังสินจ้างรางวัล ลาภ ยศ หรือชื่อเสียงใด ๆ เป็นการตอบแทน
4) สอนสิ่งที่เขาไม่เคยสดับตรับฟังมาก่อน ประชาชนส่วนมากมักวุ่นวายอยู่กับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาและสดับพระธรรม พระสงฆ์ผู้ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติมากกว่าชาวบ้าน จึงต้องนำเอาสิ่งที่ตนเรียนรู้มาถ่ายทอดให้เขาได้รู้ด้วย
5) อธิบายสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาแล้วให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น บางเรื่องที่เขาฟังมาแล้วเกิดความสงสัยไม่แน่ใจ ก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งหายสงสัย โดยรู้จักการจับประเด็นที่สำคัญมาขยาย และชี้แจงแต่ละประเด็นให้ชัดเจน
6) บอกทางสวรรค์ให้ หมายถึง การบอกทางสุข ทางเจริญ โดยการแนะนำทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม และเป็นประโยชน์สุขแก่ประชาชน
15
กรอบ 7
การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้านกาย วาจา และใจ
หน้าที่ของชาวพุทธอย่างหนึ่งในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นแนวปฏิบัติตนได้อย่างมีความสุข ดังนั้นชาวพุทธจึงต้องปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้านกาย วาจา และใจ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คนมีศีลธรรม” ซึ่งพระธรรมปิฎก ได้กล่าวถึง คนมีศีลธรรม (สมาชิกในหมู่อารยชน) หรือมีมนุษยธรรม ที่เรียนได้ว่าเป็นอารยชน มีคุณสมบัติดังนี้คือ
1. มีสุจริตทั้งสาม คือ มีความประพฤติดีประพฤติชอบ 3 ประการ ได้แก่
1.1 กายสุจริต คือ มีความสุจริตทางกาย ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย
1.2 วจีสุจริต คือ มีความสุจริตทางวาจา พูดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา
1.3 มโนสุจริต คือ มีความสุจริตทางใจ คิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ


________________________________________


16
กรอบ 8
ประพฤติตามอารยธรรม

ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม 10 ประการคือ
2.1 ทางกาย 3 ประการ คือ
1) ละเว้นการฆ่า การสังหาร การบีบคั้นเบียดเบียน; มีเมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กัน
2) ละเว้นการแย่งชิงลักขโมย และการเอารัดเอาเปรียบ; เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน
3) ละเว้นการประพฤติผิดล่วงละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่น; ไม่ข่มเหงจิตใจ หรือทำลายลบหลู่เกียรติและวงศ์ตระกูลของกันและกัน
2.2 ทางวาจา 4 ประการ คือ
4) ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง; กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่จงใจพูดให้ผิดจากความจริง เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใด ๆ
5) ละเว้นการพูดส่อเสียด ยุยง สร้างความแตกแยก; พูดแต่คำที่สมานและส่งเสริมสามัคคี
6) ละเว้นการพูดคำหยาบคาย สกปรกเสียหาย; พูดแต่คำสุภาพ นุ่มนวลชวนฟัง
7) ละเว้นการพูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ; พูดแต่คำจริง มีเหตุมีผล มีสาระประโยชน์ ถูกกาลเทศะ
2.3 ทางใจ 3 ประการ คือ
8) ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้; คิดให้ คิดเสียสละ ทำใจให้เผื่อแผ่กว้างขวาง
9) ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน หรือจ้องที่จะทำลาย; ตั้งความปรารถนาดี แผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน
10) มีความเห็นถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ เข้าใจในหลักกรรมว่า ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว; รู้เท่าทันความจริงที่เป็นธรรมดาของโลกและชีวิต มองเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
________________________________________


17
กรอบ 9
มีศีล 5

มีศีล 5 หลักความประพฤติ 10 ข้อข้างต้นนั้น เป็นธรรมจริยาและเป็นอารยธรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำคนให้เจริญขึ้นพร้อม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ แต่ผู้ใดยังไม่มั่นคงในอารยธรรม ท่านสอนว่าผู้นั้นถึงควบคุมตนให้ได้ในทางกายและวาจาก่อนเป็นอย่างน้อย ด้วยการประพฤติตามหลักศีล 5 ที่เป็นส่วนเบื้องต้นของธรรมจริยา 10 ประการนั้น ก็ยังจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีศีลธรรม คือ
1) เว้นจากปาณาติบาต ละเว้นการฆ่า การสังหาร ไม่ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย
2) เว้นจากอทินนาทาน ละเว้นการลักขโมยเบียดเบียนแย่งชิง ไม่ประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน
3) เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ละเว้นการประพฤติผิดในกาม ไม่ประทุษร้ายต่อของรักของหวง อันเป็นการทำลายเกียรติภูมิและจิตใจ ตลอดจนทำวงศ์ตระกูลของเขาให้สับสน
4) เว้นจากมุสาวาท ละเว้นการพูดเท็จโกหกหลอกลวง ไม่ประทุษร้ายเขา หรือประโยชน์สุขของเขาด้วยวาจา
5) เว้นจากสุราเมรัย ไม่เสพเครื่องดองของมึนเมาสิ่งเสพติด อันเป็นเหตุให้เกิดความประมาทมัวเมา ก่อความเสียหายผิดพลาดเพราะขาดสติ เช่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แม้อย่างน้อยก็เป็นผู้คุกคามต่อความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของผู้ร่วมสังคม



ผู้ที่ประพฤติผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งแล้วมักจะนำไปสู่การผิดศีลข้ออื่นๆ ด้วย
18
กรอบ 10
การเป็นเพื่อนที่ดี ตามหลักทิศเบื้องซ้าย ในทิศ 6

การเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียกว่า กัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่มีความรัก ความหวังดี ไม่หวังร้ายหมายมั่นบีบคั้นอาฆาต มีแต่หวังตั้งความปรารถนาให้มีแต่ความสุขความเจริญ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เพื่อนเป็นผู้ช่วยขวนขวายในกิจการทั้งปวง ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย ย่อมช่วยให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคภยันตราย เพื่อนก็คอยให้ความช่วยเหลือไม่หลบหนี ช่วยผ่อนปรนแก้หนักให้เป็นเบา ช่วยปลอบโยนยามเศร้าหมอง ช่วยดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย คอยให้กำลังใจ เป็นต้น ดังนั้นความเป็นเพื่อนในทิศ 6 ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย ถึงปฏิบัติต่อ มิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องซ้าย ดังนี้
1. เผื่อแผ่แบ่งปัน
2. พูดจามีน้ำใจ
3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
5. ซื่อสัตย์จริงใจ
มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3. ในคราวที่มีภัย เพื่อนเป็นที่พึ่งได้
4. ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามทุกข์ยาก
5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของเพื่อน



19
กรอบ 11
มิตรแท้ 4 มิตรเทียม 4

มิตรแท้ 4 (true friends) มิตรเทียม 4 (false friends)
การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าและความเสื่อมของชีวิตอย่างมาก จึงควรทราบหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องมิตรที่เป็นข้อสำคัญ ๆ ไว้ ดังนั้นจึงกล่าวถึงคนที่ควรคบ คนที่ไม่ควรคบ และหลักปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหาย ดังนี้คือ
มิตรแท้ 4 (true friends) มิตรที่ใจดี มิตรที่จริงใจ มี 4 ประเภทดังนี้

1. มิตรอุปการะ มีลักษณะ 4
1) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
2) เพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
3) เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
4) เมื่อเพื่อนมีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก

2. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ 4
1) บอกความลับแก่เพื่อน
2) รักษาความลับของเพื่อน
3) เมื่อเพื่อนมีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
4) แม้ชีวิตก็สละให้ได้

3. มิตรแนะนำประโยชน์ มีลักษณะ 4
1) เพื่อนจะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปรามไว้
2) แนะนำสนับสนุนให้เพื่อนตั้งอยู่ในความดี
3) ให้เพื่อนได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ได้ฟัง
4) บอกทางสุขทางสวรรค์ให้เพื่อน

20
4. มิตรมีน้ำใจ มีลักษณะ 4
1) เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ ทุกข์ด้วย)
2) เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุข สุขด้วย)
3) เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ไขให้
4) เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน

________________________________________


















21

กรอบ 12
มิตรเทียม 4

มิตรเทียม 4 (false friends) ศัตรูผู้มาในร่างของมิตร มี 4 ประเภทดังนี้

1. คนปอกลอก คนที่เอาของเพื่อนไปฝ่ายเดียว มีลักษณะ 4
1) คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
2) ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
3) ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
4) คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ประโยชน์
2. คนดีแต่พูด มีลักษณะ 4
1) พูดแต่เรื่องที่พูดไปแล้ว เช่น พูดทวงบุญคุณ บอกว่าจะช่วยเหลือเพื่อน แต่ไม่ช่วยเหลือ
2) พูดแต่เรื่องที่ห่างไกล ที่ยังมาไม่ถึง
3) สงเคราะห์เพื่อนด้วยสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
4) เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุขัดข้อง
3. คนหัวประจบ มีลักษณะ 4
1) เพื่อนจะทำชั่วก็เออออหรือสนับสนุนด้วย
2) เพื่อนจะทำดีก็เออออไปด้วย
3) อยู่ต่อหน้าเพื่อนสรรเสริญเยินยอ
4) ลับหลังเพื่อนก็ติฉินนินทา
4. มิตรคนชวนให้ฉิบหาย มีลักษณะ 4
1) คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
2) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
3) คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการละเล่น
4) คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน
22
กรอบ 13
การเข้าร่วมพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา


ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจะต้องปฏิบัติตนโดยความเรียบร้อย สำรวมและด้วยอาการอันแสดงความเคารพตลอดพิธี ระมัดระวังรักษากิริยามารยาท ซึ่งได้แก่
1. มารยาทเกี่ยวกับตนเอง ประกอบด้วย
1.1 กิริยา มีความประพฤติปฏิบัติมีกิริยามารยาทงามเรียบร้อย สำรวม จะยืน เดิน นั่ง ต้องเรียบร้อย มีสติ ไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตนและผู้อื่น
1.2 วาจา ต้องสุภาพ ไพเราะ ระมัดระวังการใช้เสียงในขณะเข้าร่วมพิธีกรรม
2. มารยาทเกี่ยวกับผู้อื่น ประพฤติตนให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของบุคคลอื่น ทั้งด้าน คุณวุฒิ ชาติวุฒิ และวัยวุฒิ
3. มารยาทเกี่ยวกับสถานที่ ชาวพุทธไม่เพียงแต่มีมารยาทต่อบุคคลเท่านั้น ยังต้องมีมารยาทต่อสถานที่ด้วย เช่น การเวียนเทียนรอบศาสนสถาน ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นความเคารพในศาสนสถานนั้น ไม่ควรลบหลู่ศาสนสถานของศาสนาอื่น ๆ ด้วย












23
หลักในการประกอบพิธีกรรม
1. ควรให้ถูกต้องตามหลักศาสนา หมายถึง ตรงตามจุดหมายและวิธีปฏิบัติทางศาสนา พิธีกรรมเหล่านี้ถ้าหากมาจากข้อกำหนดตามวินัยสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ก็ต้องทำตามนั้น ไม่อาจแก้ไข ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก เช่น อุปสมบท พิธีบรรพชา เป็นต้น แต่ก็ไม่มีการห้ามมิให้มีพิธีรีตองถ้าต้องการ เช่น มีการทำขวัญนาค แห่องค์กฐิน เป็นต้น
2. ควรมีการประหยัด อันหมายถึงการประหยัดทรัพย์ จุดประสงค์ของการประหยัดมิได้ให้คนเป็นคนตระหนี่ แต่หมายถึงความพอควรมุ่งตัดในทางที่เกินควรหรือเกินพอดี แต่ก็ไม่ได้มีการห้ามหากจะเป็นการอุทิศต่อศาสนาอย่างสุดกำลังศรัทธา
3. ควรคำนึงถึงประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ที่เป็นคุณความดีตามหลักศาสนา ไม่ใช่เพื่อประชันแข่งขันกันหรือเพื่อให้มีหน้ามีตา แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นบุญกุศลจริง ๆ
4. ไม่ขัดกับประเพณีนิยม พิธีกรรมบางพิธีมีหลายขั้นตอน หากตัดบางขั้นตอนออกไปได้ ไม่ทำให้ขัดกับประเพณีนิยมแต่จะช่วยให้ประหยัด ได้ความหมายและได้ประโยชน์เท่าเดิม การทำได้เช่นนี้ผู้ทำต้องทราบว่าอะไรเป็นสาระของพิธีกรรมที่ควรคงไว้ และอะไรที่ไม่ใช่สาระควรตัดออกไปได้













24


กรอบ 14
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ


การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฎว่า ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตนนั่นเอง
พิธีการ กรมการศาสนาได้ระบุถึงพิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยสรุป ดังนี้

1. ให้ผู้จะแสดงตนเป็นพุทธมามกะ นุ่งขาว ห่มขาวหรือแต่งเครื่องแบบของตนเรียบร้อยแล้วแต่กรณี ไปยังบริเวณพิธีก่อนกำหนด นั่งรอเวลาในที่ที่ทางวัดจัดไว้
2. ถึงเวลากำหนด พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปเข้าสู่บริเวณพิธี
3. ให้ผู้แสดงตนเข้าไปคุกเข่าหน้าโต๊ะหมู่บูชา จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ส่งใจระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เปล่งวาจาบูชาพระรัตนตรัย
4. เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ตรงหน้าพระสงฆ์ผู้เป็นประธาน ถวายพานเครื่องสักการะแล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง ถ้าแสดงตนหมู่ ทุกคนคงนั่งคุกเข่าประนมมืออยู่กับที่ หัวหน้าหมู่คนเดียวนำสักการะที่เดียวเข้าถวายแทนทั้งหมู่แล้วกราบพร้อมกับหัวหน้า
5. เปล่งคำปฏิญาณตนหน้าหน้าสงฆ์ทั้งคำบาลี และคำแปลเป็นตอน ๆ ไป ดังนี้แ

________________________________________
คำนมัสการและคำแปล นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
(ว่า 3 ครั้ง)
25
คำปฏิญาณและคำแปล
เอสาหํ ภนฺเต, สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ,
ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พุทฺธมามโกติ (หญิงว่า พุทฺธมามกาติ) มํ สงฺโฆ ธาเรตุ.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานไปนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน คือ ผู้นับถือพระพุทธเจ้า
ถ้าปฏิญาณพร้อมกันหลายคนทั้งชายหญิงคำปฏิญาณให้เปลี่ยนดังนี้

เอสาหํ เป็น ชายว่า เอเต มยํ (หญิงว่า เอตา มยํ
คจฺฉามิ เป็น คจฺฉาม (ทั้ง ชายและหญิง)
พุทฺธมามโกติ เป็น ชายว่า พุทฺธมามกาติ หญิงว่า พุทฺธมามกา (เหมือนเดิม)
มํ เป็น โน (ทั้ง ชายและหญิง)
คำแปลก็เปลี่ยนเฉพาะคำ “ข้าพเจ้า” เป็น “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” เท่านั้น นอกนั้นเหมือนเดิม สำหรับหญิงผู้ปฏิญาณคนเดียวว่า เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ เปลี่ยนเป็นว่า พุทฺธมามกาติ ถ้าหญิงกับชายปฏิญาณคู่กันเฉพาะคู่เดียวให้ว่าแบบปฏิญาณคนเดียว คือ ขึ้น เอสาหํ ฯลฯ ถึง พุทฺธมามโกติ ชายว่า หญิงเปลี่ยนว่า พุทฺธมามกาติ เท่านั้น

เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งหมดประนมมือรับ “สาธุ” พร้อมกัน ต่อนั้นให้ผู้ปฏิญาณลดลงนั่งราบแบบพับเพียบกับพื้นแล้วประนมมือฟังโอวาทต่อไป

6. เมื่อจบโอวาทแล้ว ให้ผู้ปฏิญาณรับคำว่า “สาธุ” แล้วนั่งคุกเข่าประนมมือน้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวคำอาราธนาเบญจศีล และสมาทานศีล ทั้งคำบาลีและคำแปล
7. เมื่อจบการสมาทานศีลแล้ว ผู้ปฏิญาณพึงกราบอีก 3 ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ พึงนำมาประเคนในลำดับนี้ เสร็จแล้วนั่งราบตรงหน้าพระสงฆ์เตรียมกรวดน้ำเมื่อพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี


26
แบบทดสอบเรื่องมารยาทชาวพุทธ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
แบบทดสอบนี้เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 20 ข้อ 10 นาที
..........................................................................................................................................................
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของวัด
ก. เป็นสถานศึกษา
ข. เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรม
ค. เป็นคลังวัสดุ
ง. เป็นสถาบันการเงิน
2. ข้อใดคือประโยชน์ของการไปวัด
ก. เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ข. เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์
ค. เป็นการสืบทอดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
ง. ถูกทุกข้อ
3. ผู้ใดปฏิบัติไม่ถูกต้องเมื่อไปวัด
ก. นรีแต่งตัวเรียบร้อยมิดชิด
ข. ราตรียกมือไหว้และทักทายพระสงฆ์
ค. พัชรียิ้มหวานให้กับพระสงฆ์และทักทายอย่างสนิทสนม
ง. สาวิตรีเดินไปกราบพระประธานในโบสถ์ก่อน
4. ผู้ใดปฏิบัติถูกต้องเมื่ออยู่ในวัด
ก. สมชายวิ่งเล่นกับเพื่อน
ข. สมศักดิ์คุยกับเพชรด้วยความเคารพ
ค. ศักดิ์ชายคุยเรื่องเล่นหวยกับพระสงฆ์
ง. พีระพงษ์นั่งดื่มเบียร์อยู่เงียบ ๆ
5. เราควรนำเด็กเล็กไปวัดด้วยหรือไม่
ก. ควร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งดีงามจากวัด
ข. ไม่ควร เพราะเด็กอาจส่งเสียงรบกวน
ค. ไม่ควร เพราะจะเป็นภาระ

27
ง. ควร เพราะใคร ๆ ก็นำเด็กไปวัด
6. เมื่อต้องคุยกับพระสงฆ์ควรปฏิบัติตัวเช่นไร
ก. คุยได้ทั้งในที่ลับตาคนและในที่โล่งแจ้ง
ข. คุยกับท่านด้วยความเป็นกันเองอย่างสนุกสาน
ค. คุยได้ทุกเรื่องเพราะท่านรับฟังเราอยู่แล้ว
ง. คุยกับท่านด้วยความเคารพ ถ้าเป็นหญิงไม่ควรอยู่กับท่านตามลพังสองต่อสอง
7. สังฆาฏิ หมายถึงอะไร
ก. ผ้าพาดบ่า
ข. ผ้านุ่ง
ค. ผ้าห่ม
ง. ผ้าอาบน้ำ
8. ปัจจัย หมายถึงข้อใด
ก. อาหาร
ข. เงิน
ค. ของถวาย
ง. ของใช้
9. อาบน้ำ พระสงฆ์ใช้ว่าอย่างไร
ก. ฉัน
ข. จำวัด
ค. ทรง
ง. อาพาธ
10. เราควรทำความเคารพพระสงฆ์ด้วยวิธีใดดีที่สุด
ก. ประนมมือ
ข. ไหว้
ค. กราบ
ง. แล้วแต่โอกาสอันควร



28
11. การประนมมือเพื่อแสดงความเคารพพระสงฆ์ไม่ควรใช้ในโอกาสใด
ก. ฟังเทศน์
ข. สนทนากับพระสงฆ์
ค. ฟังพระสวดมนต์
ง. เมื่อพบพระสงฆ์
12. ใครไหว้ไม่ถูกต้องตามโอกาส
ก. สุดา ไว้พระที่ยืนอยู่
ข. วิภาไหว้พระสงฆ์ที่นั่งเก้าอี้
ค. การดานั่งไหว้พระที่นั่งอยู่กับพื้นที่ราบ
ง. ผิดทุกข้อ
13. การกราบเบญจางคประดาฐ์ประกอบด้วยองค์ 5 คืออะไร
ก. เข่า 2 ฝ่ามือ 2 หน้าผาก 1
ข. เข่า 2 ฝ่ามือ 2 ข้อศอก 1
ค. ข้อศอก 2 ฝ่ามือ 2 หน้าผาก 1
ง. ข้อศอก 2 เข่า 2 หน้าผาก 1
14. การกราบเบญจางคประดิษฐ์ของหญิงและชายต่างกันอย่างไร
ก. ชาย ขณะหมอบกราบให้ศอกต่อกับหัวเข่า
ข. หญิง ขณะหมอบกราบให้ศอกต่อกับหัวเข่า
ค. ชาย ขณะนั่งท่าเทพพนมใช้นิ้วเท้าวางราบกับพื้น
ง. หญิง ขณะนั่งท่าเทพธิดาใช้นิ้วเท้ายันพื้น
15. ใครกราบพระสงฆ์ได้ถูกต้อง
ก. มาลี กราบขณะพระสงฆ์นั่งเก้าอี้
ข. มาลา กราบขณะพระสงฆ์ยืนอยู่
ค. มาลัย กราบขณะพระสงฆ์นั่งกับพื้น
ง. ถูกทุกข้อ
16. การไหว้ในข้อใดเป็นการไหว้ผู้ใหญ่
ก. ยกมือประนมขึ้นให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ระหว่างตัว ปลายนิ้วจรดหน้าผาก
ข. ยกกระพุ่มมือขึ้นไหว้ ให้นิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่บนดั้งจมูก
ค. ยกกระพุ่มมือไหว้ ให้ปลายนิ้วอยู่ทีดั้งจมูก นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ที่คาง
29
ง. ยกกระพุ่มมือไหว้อยู่ระหว่างอก ให้ปลายนิ้วชี้อยู่ที่ดั้งจมูก
17. การนั่งเจริญพระพุทธมนต์ข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. พูดคุยกับคนนั่งข้างเบา ๆ
ข. ศึกษาความหายของพระพุทธมนต์ที่พระสวด
ค. แต่งกายสะอาดเรียบร้อย
ง. สำรวมกาย วาจา ใจ
18. การสวดพระอภิธรรมมีจุดประสงค์หลักอย่างไร
ก. เพื่อส่งวิญญาณผู้ตายสู่สวรรค์
ข. เพื่อให้ผู้ตายได้บุญ
ค. เพื่อให้ผู้มีชีวิตอยู่ได้ฟังและพิจารณาในความตาย
ง. เพื่อศึกษาประเพณีไทยเอาไว้
19. ผู้ที่ประสงค์ที่จะไปฟังพระสวดอภิธรรมควรแต่งตัวอย่างไร
ก. ชุดสีขาว
ข. ชุดสีดำ
ค. ชุดสีน้ำเงินเข้ม
ง. ถูกทุกข้อ
20. ผู้ใดปฏิบัติไม่ถูกต้องในการฟังพระธรรมเทศนา
ก. สำลีแต่งกายสุภาพเรียบร้อย
ข. ปรานีตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาด้วยอาการสงบ
ค. อัญชลีคุยโทรศัพท์ไปด้วยขณะฟังธรรมเทศนา
ง. สุปราณีกล่าวคำสาธุเมื่อจบพระธรรมเทศนา





30

เฉลย

1. ง
2. ง
3. ค
4. ข
5. ก
6. ง
7. ก
8. ข
9. ค
10. ง
11. ง
12. ค
13. ก
14. ก
15. ง
16. ข
17. ก
18. ค
19. ง
20. ค


โพสต์โดย SIRAWIT : [22 ต.ค. 2552]
อ่าน [4668] ไอพี : 192.168.4.224
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม