ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเซลล์กัลวานิก โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเคมี 4 (ว33224) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ชื่อเรื่อง: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเซลล์กัลวานิก โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเคมี 4 (ว33224) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ผู้วิจัย : นางสาวอารีรัตน์ ใจกล้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

การจัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม

(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 มาตรา 22ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในส่วนของการจัดกระบวนการ เรียนรู้ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 มาตรา 24 ได้ระบุให้ สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้1) จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ ทำได้ คิดเป็น ทำเป็นรักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมสาระ ความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้ การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อ การเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ 6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดได้ทุกเวลา ทุกสถานที่มีการ ประสานความร่วมมือจากบิดามารดา ผู้ปกครองและบุคคลในทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2551)

วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคตเพราะวิทยาศาสตร์

เกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ต้องเน้นการเชื่อมโยงกับความรู้กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างความรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)

ธรรมชาติของวิชาเคมีเป็นวิชาที่ประกอบด้วยเนื้อหาที่เป็นนามธรรม ต้องใช้จินตนาการในการ

คิดเพื่อเชื่อมโยงเนื้อหากับประสบการณ์และชีวิตประจำวันของนักเรียน (Orgill and Bodner, 2004) การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง (ปัฐมาภรณ์ พิมพ์ทอง, 2551) อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนในวิชาเคมี ของโรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นวิชาที่มีเนื้อหาซับซ้อน เข้าใจยาก อีกทั้งครูผู้สอนเองก็จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบที่ไม่หลากหลาย ครูยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนการสอน นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้น้อย ทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อ ขาดความสนใจต่อวิชาเคมี ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนในรายวิชาเคมีค่อนข้างต่ำ ดังนั้นครูต้องมีเทคนิคการสอนที่หลากหลายเพื่อดึงความสนใจของนักเรียนและปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนให้เป็น Active Learning โดยอาศัยแนวคิด “Teach Less, Learn More” หรือที่เรียกว่า “สอนให้น้อย เรียนให้เยอะ (เยาวเรศ ภักดีจิตร, ม.ป.ป.) เพราะการสอน คือ การเรียนรู้ (Stern, 1983) และการเรียนกับการสอนเป้าหมายโดยแท้จริงแล้วคือเป้าหมายเดียวกัน คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนการสอนจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น มีความมุ่งมั่นและพยายาม (Dornyei, 2001) ซึ่งความชอบในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป (Nunan, 2001) ในการเรียนรู้ที่กำกับโดยผู้สอนจะตรงกันข้ามกับการเรียนรู้ด้วยตนเองดังนี้ 1) การเรียนรู้ที่กำกับโดยผู้สอนจะทำให้ผู้เรียนไม่รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองจะรอให้แต่ครูกำหนดว่าจะเรียนอะไรและเรียนอย่างไร 2) สิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้มาก่อนไม่ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ 3) ผู้เรียนไม่ได้เรียนตามความสามารถของตนเอง 4) ผู้เรียนจะมุ่งเน้นการศึกษาเนื้อหามากกว่าการฝึกฝนวิธีการเรียนรู้ 5) แรงกระตุ้นในการเรียนรู้เป็นแรงกระตุ้นภายนอกไม่ใช่แรงกระตุ้นภายในตัวผู้เรียน ดังนั้นการที่ผู้เรียนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองจะเรียนรู้ได้มากกว่าและดีกว่าผู้เรียนที่รอให้ครูสอน (Knowels, 1975) ดังนั้น การเรียนรู้ด้วยตนเองถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง (Dickinson, 1987) จากหลักการข้างต้นที่กล่าวมาจะเห็นว่าวัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้นก็ถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้หนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างแนวคิดในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (สุธี ผลดี และ ศักดิ์ศรี สุภาษร, 2554) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนด้วยวัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น (ปิยมาศ อาจหาญ, 2554) และทำให้นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหามากขึ้นอีกด้วย (นิรมล รอดไพ และ ภาคิน อินทร์ชิดจุ้ย, 2558) ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าวัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้นที่ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4)ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ 5) ขั้นประเมินผล (Evaluation) เน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ต่างๆด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เน้นการทำงานเป็นทีมโดยช่วยกันคิดและวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก และคอยกระตุ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียน มีความมุ่งมั่นในการสืบเสาะหาความรู้เพื่อนำไปสู่คำตอบ สามารถตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล และสามารถสื่อสารข้อมูลให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจได้ (รุ่งทิพย์ ศศิธร และคณะ, 2554 ) นอกจากนี้การสอนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนยังส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนทั้งนี้เป็นเพราะชุดกิจกรรม การเรียนรู้ที่สร้างขึ้น เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง สืบหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อ นำมาแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้รับด้วยตัวเอง โดยมีครูผู้สอนเป็นเพียงผู้คอยให้คำแนะนำและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นรูปแบบการจัดการเรียน การสอนที่สามารถเปิดโลกทัศน์ของนักเรียนอีกด้วย

จากหลักการและเหตุผลรวมถึงผลการวิจัยที่กล่าวมาเกี่ยวกับวัฎจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น และการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น เนื่องจากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 แบบเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เข้าใจเนื้อหาและยังสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันได้และยังเน้นกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม และผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มีการวางแผนและทำงานอย่างเป็นขั้นตอน รู้จักแก้ปัญหา และหาคำตอบด้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะใช้รูปแบบการสอนทั้ง 2 แบบพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเรื่องเซลล์กัลวานิก โดยจัดการเรียนการสอนด้วยวัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเซลล์กัลป์วานิก

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเซลล์กัลวานิกโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเคมี 4 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

เครื่องมือในการวิจัย

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องเซลล์กัลวานิก

2. แบบทดสอบเรื่องเซลล์กัลวานิก

ระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย

เดือนมิถุนายน ของภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 รวม 2 ชั่วโมง

กลุ่มเป้าหมาย

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/7 และ 6/8 โรงเรียนจอมพระประชาสรรค์ จำนวน 53 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561

วิธีการรวบรวมข้อมูล

1. ทดสอบก่อนเรียน

2. จัดการเรียนการโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

4. ทดสอบหลังเรียน

การใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของคะแนนสอบก่อนและหลังเรียน

ผลการวิจัย

ตารางที่ 1 แสดงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

คนที่ คะแนนสอบ ความก้าวหน้าทางการเรียน คนที่ คะแนนสอบ ความก้าวหน้าทางการเรียน

ก่อนเรียน หลังเรียน % <g> ก่อนเรียน หลังเรียน % <g>

1 1 8 70 0.78 28 1 8 70 0.78

2 2 9 70 0.88 29 2 8 60 0.75

3 1 8 70 0.78 30 1 7 60 0.67

4 1 8 70 0.78 31 1 8 70 0.78

5 2 8 60 0.75 32 1 8 70 0.78

6 1 8 70 0.78 33 2 7 50 0.63

7 1 8 70 0.78 34 1 8 70 0.78

8 2 8 60 0.75 35 1 8 70 0.78

9 1 8 70 0.78 36 1 8 70 0.78

10 1 9 80 0.89 37 2 8 60 0.75

11 1 8 70 0.78 38 1 8 70 0.78

12 2 8 60 0.75 39 2 7 50 0.63

13 2 8 60 0.75 40 2 8 60 0.75

14 1 9 80 0.89 41 1 8 70 0.78

15 1 9 80 0.89 42 1 8 70 0.78

16 2 9 70 0.88 43 2 8 60 0.75

17 1 8 70 0.78 44 1 8 70 0.78

18 1 8 70 0.78 45 1 9 80 0.89

19 1 8 70 0.78 46 2 9 70 0.88

20 2 8 60 0.75 47 1 8 70 0.78

21 2 7 50 0.63 48 1 8 70 0.78

22 1 8 70 0.78 49 2 7 50 0.63

23 1 8 70 0.78 50 2 8 60 0.75

24 1 8 70 0.78 51 2 8 60 0.75

25 3 8 50 0.71 52 1 8 70 0.78

26 1 9 80 0.89 53 1 8 70 0.78

27 1 9 80 0.89 -

ก่อนเรียนเฉลี่ย หลังเรียนเฉลี่ย % เฉลี่ย <g>เฉลี่ย

1.38 8.08 66.98 0.78

วิเคราะห์ผล

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่าก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย 1.38 หลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 8.08 และ นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนในระดับสูง (<g> = 0.78) เนื่องจากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอน เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง สืบหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาที่ตนเองได้รับด้วยตัวเอง โดยมีครูผู้สอนเป็นเพียงผู้คอยให้คำแนะนำและกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอแนะ

1. ใช้รูปแบบการสอนที่หลากหลาย

2. มีการเสริมแรงในการทำงาน

โพสต์โดย ครูเทา (อารีรัตน์) ใจกล้า : [8 ต.ค. 2562 เวลา 16:43 น.]
อ่าน [69] ไอพี : 180.180.49.59
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ