ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขา

หัวข้อวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบสะเต็ม เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ

สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว

ชื่อผู้วิจัย นายณัฐชา โคยามา

หน่วยงาน โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว

ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหน่วยการเรียนรู้

ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ตามเกณฑ์ 90/90 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยทำการเก็บข้อมูลประชากรที่เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน วังน้ำขาว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 19 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิธีดำเนินการวิจัยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา มี 2 ชั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การสร้าง และหาประสิทธิภาพของหน่วยการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ผู้วิจัยดำเนินการสร้างหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 สงสัยใคร่รู้ กิจกรรมหินวิเศษ ส่วนที่ 2 คือ ค้นดูเร่งเสาะหา ประกอบด้วย 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 แม่เหล็ก กิจกรรมที่ 1.1 แรงจากวัตถุปริศนา กิจกรรมที่ 1.2 แรงระหว่างแม่เหล็ก กิจกรรมที่ 1.3 แรงระหว่างแม่เหล็กกับวัสดุต่าง ๆ เรื่องที่ 2 รู้จักแกนสมมาตรและเวลา กิจกรรมที่ 2.1 ใครมีแกนมากกกว่ากัน กิจกรรมที่ 2.2 วิ่งได้หรือไม่ กิจกรรมที่ 2.3 ใครซ่อมเสร็จก่อน เรื่องที่ 3 ฝึกวางแผนการเดนทาง กิจกรรมที่ 3.1 ไปทางไหนดีนะ ส่วนที่ 3 แก้ปัญหาอย่างวิศวกร กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเหมาะสม

จากนั้นนำแผนการจัดการเรียนรู้ ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายวังเจ้าราม จังหวัดสุโขทัยที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน10 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง จึงนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ แบบประเมินความเหมาะสมในองค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้ ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (X ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า E1/E2 ในการวิเคราะห์ข้อมูล 

ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาการใช้แผนจัดการเรียนรู้ ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 19 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบแผนการวิจัย คือ One Group pretest-posttest Design ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (X ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความยาก (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น ค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องและใช้สถิติ Dependent Samples t-test ในการทดสอบสมมุติฐาน

ผลการศึกษาพบว่า ในการตรวจสอบประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้พบว่า ได้หน่วยการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว จำนวน 10 ชั่วโมง มีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x ̅ ) = 2.93 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.24 และมีประสิทธิภาพ 90.00/90.52 ตามเกณฑ์ 90/90

ในการตรวจสอบประสิทธิภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ พบว่าข้อสอบมีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 เป็นข้อสอบที่ดี

นักเรียนที่เรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หลังเรียน(X ̅= 27.15, S.D. = 2.31) สูงกว่าก่อนเรียน (X ̅= 9.52, S.D. = 2.09) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ : สะเต็มศึกษา, STEM Education, แรงและการเคลื่อนที่

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

การประเมินผลการศึกษาของไทย โดยหน่วยงานภายในประเทศไทยและต่างประเทศ

ชี้ชัดว่าคุณภาพการศึกษาไทยมีปัญหา ผลการประเมินในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Programme for International Student Assessment: PISA) ปี 2549 โดยองค์การ OECD จากการสำรวจพบว่า มีนักเรียนไทยถึงร้อยละ 47 รู้วิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐานผลการประเมินขององค์กรยูเนสโก (UNESCO) พบว่า ประเทศไทยควรปรับปรุงคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา และผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ปี 2548 พบว่า ระดับปฐมวัย เด็กปฐมวัยมากถึง 1 ใน 6 (กว่า 4 แสนคน) ได้รับการศึกษาไม่ทั่วถึงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาต่างๆ ต่ำกว่าร้อยละ 50 ทุกวิชา และขาดทักษะการคิดและการแก้ไขปัญหา รวมทั้งศักยภาพในการพัฒนางานวิชาการ การควบคุมคุณภาพการศึกษาไม่ดีพอ มีการเปิดหลักสูตรที่ไม่ได้คุณภาพ หากปล่อยให้การศึกษาไร้คุณภาพเช่นนี้ต่อไป ทรัพยากรบุคคลของประเทศจะด้อยคุณภาพลงเรื่อย ๆ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2550)

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นการสอนแบบบรรยายหน้าชั้นเรียนนักเรียนมีหน้าที่ฟังและจดบันทึกตามที่ผู้สอนบรรยายมุ่งเน้นแต่การให้ความรู้ความจำมากๆ เพื่อใช้ในการสอบเท่านั้น ไม่มีทักษะการสอนให้นักเรียนเกิดความคิด การแก้ปัญหา ไม่มีการเชื่อมโยงความรู้ที่มีไปใช้ในการแก้ไขปัญหา จึงทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายไม่สนใจเรียนไม่เข้าใจเนื้อหา และมักจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจน ขาดกระบวนการคิด แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับที่ต่ำ (อนงค์ศิริ วิชาลัย,2550 , พรทิพย์ ศิริภัทราชัย,2556)

จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยมีความประสงค์ที่ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ โดยบูรณาการที่มีการนำเอาวิทยาศาสตร์(Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณิตศาสตร์ Mathematics)รวมเข้าด้วยกันโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนหรือที่รู้จักกันในรูปของสะเต็มศึกษา (STEM Education) มาพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มีกระบวนการที่ต้องค้นคว้าหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดทำแผนการเรียนการสอน รถแข่งแรงทะลุมิติ เพื่อเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบ สะเต็มศึกษา (STEM Education) ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว โดยเน้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ มีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น และได้รับความรู้ไปพร้อมกับความสนุกสนานในการประดิษฐ์ชิ้นงาน รวมทั้งสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อไปสู่เป้าหมายของการเป็น คนเก่ง ดี และมีความสุข รวมทั้งเป็นการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้นด้วย

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ตามเกณฑ์ 90/90

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว

3. เพื่อศึกษาผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใน

รูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว

ขอบเขตของการวิจัย

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีขอบเขต ดังนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ที่เรียนวิทยาศาสตร์ จำนวนทั้งมด 19 คน

กรอบแนวคิดในการวิจัย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีประโยชน์ ดังนี้

1.5.1 ได้แผนการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่มีกระบวนการที่ต้องค้นคว้าหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิตและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยนักเรียนเกิดความสนใจ มีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น และได้รับความรู้ไปพร้อมกับความสนุกสนานในการประดิษฐ์ชิ้นงาน รวมทั้งสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการประยุกต์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

1.5.2 ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education ) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) หมายถึง วิทยาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการบูรณาการโดยนำเอาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ รวมเข้าด้วยกัน ผ่านการเรียนรู้ที่มีการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน(อภิสิทธิ์ ธงไชย, 2556) โดยผู้สอนทำหน้าที่ในการเตรียมแหล่งความรู้ ข้อมูล และคอยให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือให้คำแนะนำ และทำหน้าที่ออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งสมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันได้แก่ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ด้วยการพิจารณาจากการทดสอบก่อนเรียน สมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันทำงาน ยอมรับฟังความเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเพื่อให้ประสบความสำเร็จ (นงนุช เอกตระกูล, 2558)

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 3 เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ โดยพิจารณาจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยวัดความสามารถด้านต่างๆ 6 ด้าน (Bloom et al, 2002) ดังนี้

2.1 ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยได้เรียนรู้มาเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงความคิดรวบยอดหลักการกฎและทฤษฎี นักเรียนที่มีความสามารถ

ในด้านนี้จะแสดงออกโดยสามารถให้คำจำกัดความหรือนิยาม เล่าเหตุการณ์และข้อสรุปได้

2.2 ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบายความหมายขยายความ และแปลความรู้โดยอาศัยข้อเท็จจริงข้อตกลงคำศัพท์หลักการและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์

2.3 การนำความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่างๆ

ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ หรือที่แตกต่างจากที่เคยเรียนรู้มาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2.4 การวิเคราะห์ เป็นการวัดความสามารถในการแยกแยะหรือแจกแจงรายละเอียดของเรื่องราว ความคิด การปฏิบัติออกเป็นระดับย่อยๆ โดยอาศัยหลักการหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อค้นพบข้อเท็จจริง

2.5 สร้างสรรค์ความสามารถในการรวมส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล หรือทาให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นแบบแบ่งประเภทย่อยได้ 3 ลักษณะ คือ

2.5.1 สร้าง (Generating)

2.5.2 วางแผน (Planning)

2.5.3 ผลิต (Producing)

2.6 การวัดและประเมินค่า เป็นการวัดความสามารถในด้านการสรุปค่าหรือ

ตีราคา เกี่ยวกับเรื่องราว ความคิด พฤติกรรมว่าดี-เลว เหมาะสม-ไม่เหมาะสม เพื่อหาจุดประสงค์บางประการมาอ้างโดยใช้เกณฑ์ภายในและการประเมินโดยใช้เกณฑ์ภายนอก

ดังนั้นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ จะเป็นไปตามแนวคิดของ Bloom โดยเป็นการวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทั้งหมด 6 ด้าน คือความรู้ความจำ ด้านความเข้าใจ

ด้านการนำไปใช้ ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสร้างสรรค์ และด้านการประเมินค่า ซึ่งผู้วิจัยใช้เป็นแนวทางในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ในการวิจัยครั้งนี้

วิธีดำเนินการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. กลุ่มเป้าหมาย

2. แบบแผนการวิจัย

3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย

3.2 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

5.1 การตรวจสอบเครื่องมือสำหรับการวิจัย

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล

1.กลุ่มเป้าหมาย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งมด 19 คน

2. แบบแผนการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) (มาเรียม นิลพันธุ์, 2549) ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยดังนี้

ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง

T1 X T2

สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย มีดังนี้

T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน

X หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน

3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย มีดังนี้

3.1.1เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่แผนการจัดเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมการเรียนรู้ คือ รถแข่งแรงทุลุมิติ

3.1.2 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อกำหนดให้ค่าคะแนนคือตอบถูกได้ 1 คะแนนตอบผิดหรือไม่ตอบได้ 0 คะแนน

3.1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ คือ รถแข่งแรงทุลุมิติ

3.2 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้

3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ดำเนินการดังนี้

1) ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

2) ศึกษาตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ และสาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3) วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้เพื่อนำมาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

4) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้รูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์จำนวน 3 ท่านตรวจความเหมาะสมของเนื้อหาความสอดคล้องของจุดประสงค์กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้านการจัดกิจกรรมตามรูปแบบและความถูกต้องของภาษาที่ใช้

6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเครือข่ายวังเจ้าราม ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างโดยดำเนินการดังต่อไปนี้

- ทดลองกับนักเรียนกลุ่มย่อย 10 คนเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ความถูกต้องเหมาะสมและบันทึกปัญหาที่พบเช่นระยะเวลาที่ใช้

- เพิ่มระยะเวลาที่ใช้ในแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อความเหมาะสม

- นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง

3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์มีการดำเนินการสร้างดังนี้

1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผล

2) ศึกษาตัวชี้วัดจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่

3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ

4) การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

- นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ไปให้

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์และทางการวัดและประเมินผลจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบลักษณะการใช้คำถาม ตัวเลือก ภาษาที่ใช้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องที่คำนวณได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 ขึ้นไป (พวงรัตน์ทวีรัตน์,2540)

- นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เคยเรียนเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่มาแล้ว จำนวน 19 คน เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ

- นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ

จำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 50 เปอร์เซ็นต์แล้วคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป

- คัดเลือกข้อสอบที่มีความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจ (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปจากทั้งหมด 40 ข้อคัดเลือกไว้ 30 ข้อ

- นำไปใช้กับนักเรียนที่เคยเรียนมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยคำนวณจากสูตร KR - 20 ของคูเดอร์– ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) (พวงรัตน์ทวีรัตน์,2540)

- นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป

3.2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้

การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้มีการดำเนินการสร้างดังนี้

1) ศึกษาวิธีการสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม เกี่ยวกับหลักการแนวคิด ทฤษฎี ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม ลักษณะของแบบสอบถามที่ดี การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

2) กำหนดกรอบประเด็นคำถามที่ต้องการถามเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

3) สร้างแบบสอบถาม

4) นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ

5) ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นแบบสอบถามที่ถูกต้องและสมบูรณ์

6) นำแบบสอบถามที่มีประสิทธิภาพไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

7) นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาค่าเฉลี่ย(x ̅ ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการทดลองดังนี้

1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แล้วนำผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน กับกลุ่มทดลอง

2. ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยผู้วิจัยเป็นเวลา 5 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 คาบรวม 10 คาบ

3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามกำหนดแล้ว ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

4. นำผลคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

ที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน

5. นำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

5.1 การตรวจสอบเครื่องมือสำหรับการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้

1) ตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ได้แก่ คะแนนความเหมะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ

2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ได้แก่ความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Validity) ค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้วิธีการของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน(Kuder Richardson)จากสูตร KR - 20

3) ตรวจสอบคุณภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) จากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย (x ̅)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้

1. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ แผนการเรียนรู้แบบมี ส่วนร่วม ตามเกณฑ์ 75/75 วิเคราะห์โดยหาค่าประสิทธิภาพ ของกระบวนการ (E1) และประสิทธิผลของผลลัพธ์ (E2)

2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง โดยใช้Dependent Sample t-test ซึ่ง กลุ่มเป้าหมายไม่เป็นอิสระต่อกัน กำหนดค่าสถิติที่ระดับ นัยสําคัญ .05

3. วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ โดยใช้สูตรการหาค่าดัชนี ประสิทธิผล (E.I.)

4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการ เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean: (x ̅ )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) แล้วแปลความหมายค่าเฉลี่ย ได้กำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ย ดังนี้

ค่าเฉลี่ย (x ̅ ) ความหมาย 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด

3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจระดับมาก

2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจปานกลาง

1.51 – 2.50 มีระดับความพึงพอใจน้อย

1.00 – 1.50 มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติพื้นฐาน

1.1 หาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนจากสูตร (ล้วน สายยศและอังคณาสายยศ,2538 )

x ̅=Σx/N

เมื่อx ̅แทน คะแนนเฉลี่ย

Σxแทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด

Nแทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มประชากร

1.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากสูตร (ล้วนสายยศและอังคณาสายยศ,2538)

S.D.=√((Σ(X-x ̅)^2)/(N-1))

เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

x ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย

X แทน คะแนนแต่ละตัว

N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มประชากร

2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

2.1 หาค่าดัชนีความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยพิจารณาหาค่าดัชนี

ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะทางพฤติกรรม (IOC) โดยใช้สูตร (พวงรัตน์

ทวีรัตน์, 2540)

IOC= ΣR/N

เมื่อ IOCแทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะทางพฤติกรรม

ΣRแทน ผลรวมของการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ

Nแทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

2.2 หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อโดยใช้เทคนิค 50 เปอร์เซ็นต์ (ล้วนสายยศและอังคณาสายยศ,2538 )

p=R/N

เมื่อ p แทนค่าความยากง่าย

R แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อนั้นถูก

N แทน จำนวนนักเรียนที่ทำข้อนั้นทั้งหมด

r=(R_U-R_L)/(N/2)

เมื่อ r แทนค่าอำนาจจำแนก

R_U แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง

R_L แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน

N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน

2.3 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้สูตร KR - 20 ของ คูเดอร์– ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson)(พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540)

r_tt=n/(n-1) {1-Σpq/s^2 }

เมื่อ r_tt แทนค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ

N แทนจำนวนข้อของแบบทดสอบ

p แทนสัดส่วนของคนทำถูกในแต่ละข้อ =จำนวนคนที่ทำถูก/จำนวนคนทั้งหมด

q แทนสัดส่วนของคนทำผิดในแต่ละข้อ =1-p

s^2แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ

3. สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้

รัตนะ บัวสนธ์ (2552, หน้า 103) การตรวจสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมการศึกษาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาโดยใช้สูตร E1/E2

โดยที่ E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดในระหว่างการใช้หรือผลที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

ซึ่ง E1 = (∑▒〖x1/N〗)/AX 100

เมื่อ ∑▒x 1 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากแบบฝึกหัดย่อยแต่ละชุดหรือจาก

ผลการปฏิบัติแต่ละครั้ง

N หมายถึง จำนวนนักเรียน

A หมายถึง ผลรวมคะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือการฝึกปฏิบัติย่อยๆ

ทุกครั้ง

โดยที่ E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้สิ้นสุดลงหรือผลสรุปรวม

ซึ่ง E2 = (∑▒〖x2/N〗)/BX 100

เมื่อ ∑▒x 2 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากการสอบสรุปรวม

B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหรือการฝึกปฏิบัติหลังการใช้นวัตกรรม

4. สถิติที่ใช้หาประสิทธิผลการเรียนของนักเรียนที่เรียน

ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = (ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน-ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน)/((จำนวนนักเรียน x คะแนนเต็ม)-ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน)

5. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน โดยใช้สูตร Dependent Samples t-test

ผลการวิจัย

จากการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและ

การเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาค้นคว้าดังนี้

1. ผลการสร้าง พัฒนา และหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

2. ผลการสร้างพัฒนา และหาประสิทธิภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ก่อนเรียนและหลังเรียน

4. ผลการวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผลสร้าง พัฒนา และหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ผู้วิจัยได้นำหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ

จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบ สรุปผลได้ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงผลการพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

รายการประเมิน N = 3

ระดับคุณภาพ

(x ̅ ) S.D.

หน่วยการเรียนรู้มีความสมบูรณ์ เหมาะสมและมีรายละเอียดที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน 3 0 ดีมาก

การเขียนสาระสำคัญในแผนการจัดการเรียนรู้ 3 0 ดีมาก

จุดประสงค์การเรียนรู้ระบุพฤติกรรมชัดเจน สามารถวัดได้ 3 0 ดีมาก

สาระการเรียนรู้ครบถ้วน สัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3 0 ดีมาก

ระบุวิธีการวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจน 2.6 0.57 ดีมาก

ระบุเครื่องมือสำหรับการวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจน 3 0 ดีมาก

ระบุเกณฑ์การประเมินผลอย่างชัดเจน 3 0 ดีมาก

กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสม ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามวิธีสอน หรือกระบวนการ หรือเทคนิคการสอนที่ระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 3 0 ดีมาก

ระบุการใช้สื่อ/แหล่งเรียนรู้สัมพันธ์สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 3 0 ดีมาก

มีหลักฐาน อาทิ สื่อ ใบกิจกรรม ใบความรู้ เครื่องมือวัด ฯ ที่ปรากฏในแผนการจัดการเรียนรู้ครบถ้วน 2.6 0.57 ดีมาก

รวม 29.33 1.15 ดีมาก

รวมเฉลี่ย 2.93 0.24 ดีมาก

จากตาราง พบว่าความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x ̅ ) = 2.93 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.24

ตารางที่ 2 แสดงผลการประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน

รายการประเมิน N = 3 ดัชนีความสอดคล้อง

ความหมาย

(x ̅ ) IOC

การเขียนสาระสำคัญมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3 1 สอคล้อง

จุดประสงค์การเรียนรู้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้ 3 1 สอคล้อง

หลักฐานการเรียนรู้มีความสัมพันธ์ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้/กิจกรรมการเรียนรู้ 3 1 สอคล้อง

วิธีการวัดผลประเมินผลมีความสัมพันธ์กับจุดประสงค์ การเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน 3 1 สอคล้อง

เครื่องมือวัดผลประเมินผล มีความสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน 3 1 สอคล้อง

กิจกรรมการเรียนรู้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ทักษะ/กระบวนการคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 3 1 สอคล้อง

สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 3 1 สอคล้อง

รวม 3 1 สอคล้อง

จากตารางที่ 2 ผลการประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ พบว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความสอดคล้อง ค่าดัชนีความสอดคล้อง

(IOC) = 1 จากนั้นนำแผนการจัดการเรียนรู้ ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายวังเจ้าราม จังหวัดสุโขทัยที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน10 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง จึงนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง

ตารางที่ 3 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 90/90

ชุดการเรียนรู้ คะแนนเต็ม (x ̅ ) S.D. ค่าประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพของระบวน การ (E1) 30 26.33 1.70 90.00

ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) 30 27.15 2.31 90.52

จากตาราง พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ เท่ากับ 90.00/90.52 ตามเกณฑ์ 90/90

2. ผลการสร้างพัฒนา และหาประสิทธิภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ หาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดประเมินผลจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบ จากนั้นนำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เคยเรียนเรื่องแรงและการเคลื่อนที่มาแล้วจำนวน 10 คน เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบโดยนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 50 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป จากทั้งหมด 40 ข้อคัดเลือกไว้ 30 ข้อ ได้แก่1,56,9,11,12,13,14,15,16,19,20,22,23,25,26

,27,28,29,30,3132,33,34,35,36,37,38,39,และ 40 นำไปใช้กับนักเรียนที่เคยเรียนมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มประชากร จำนวน 19 คนเพื่อหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยคำนวณจากสูตร KR - 20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน(Kuder Richardson) ซึ่งคำนวณความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 0.99

3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่รับการจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา(STEM Education) ก่อนเรียนและหลังเรียน

วิเคราะห์คะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งมีผลคะแนนแสดงดังตารางที่ 4

ตารางที่ 4 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้

รูปแบบสะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว จังหวัดสุโขทัย

คะแนน N

(19) คะแนนเต็ม

(30) ค่าเฉลี่ย

(x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

t

ก่อนเรียน 19 30 9.52 2.09

19.873*

หลังเรียน 19 30 27.15 2.31

*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

จากตาราง 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบสะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ตารางที่ 5 วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียน ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ สะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ

การทดสอบ จำนวนนักเรียน(19) ค่าเฉลี่ย

(x ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

E.I.

ก่อนเรียน 19 9.52 2.09

0.86

หลังเรียน 19 27.15 2.31

จากตาราง ที่ 5 พบว่านักเรียนที่เรียนด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.86 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.8611 หรือ คิดเป็นร้อยละ 86.11

4. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ย(x ̅)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้

ประเด็นคำถาม คะแนน

เฉลี่ย

x ̅ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

S.D.

ความหมาย

1. ครูมีการเตรียมการสอน (พิจารณาจากสื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ มีความพร้อม) 4.20 3.73 มาก

2. การจัดสภาพห้องเรียนเพื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ 4.11 3.79 มาก

3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 4.57 3.45 มากที่สุด

4. กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด 4.20 3.73 มาก

5. กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน 4.41 3.57 มาก

6. กิจกรรมการเรียนรู้สนุกและน่าสนใจ 4.39 3.58 มาก

7. กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น 4.02 3.86 มาก

8. กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน 4.28 3.67 มาก

9. กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในวิชาอื่นๆ 3.91 1.15 ปานกลาง

10. ครูใช้วิธีการสอนหลายวิธี (เช่น การทำงานกลุ่ม จับคู่ ฯลฯ) 4.24 3.70 มาก

11. ครูส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ 4.22 3.71 มาก

12. ครูส่งเสริมให้ทดลอง/ทำงานในห้องปฏิบัติการหรือนอกชั้นเรียนบ่อยๆ 4.41 3.57 มาก

13. ครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำนักเรียนในการทำกิจกรรม 4.48 3.51 มาก

14. นักเรียนนำความรู้จากวิชานี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.33 3.63 มาก

15. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ 4.39 3.59 มาก

รวม 4.27 3.48 มาก

จากตารางที่ 6 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 4.27, S.D. = 3.48) ซึ่งแยกความพึงพอใจออกเป็นรายข้อดังนี้ คือ ข้อที่ 5 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.57, S.D.= 3.45) และ ข้อ 9 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในวิชาอื่นๆ ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 3.91, S.D.= 1.15)

สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 บ้านวังน้ำขาว จังหวัดสุโขทัย เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ และเพื่อศึกษาผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ซึ่งสามารถสรุปได้ในประเด็นต่อไปนี้

1. สรุปผลและอภิปรายผลการวิจัย

1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทะลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นโดยการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x ̅ ) = 2.93 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.24 และจากการประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่ามีค่าความสอดคล้อง(IOC) (ข้อที่ 1- 7) เท่ากับ 1.00 ซึ่งสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้

ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติเท่ากับ 90.00/90.52 ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นโดยการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับมาตรฐานการเรียนรู้ (ข้อสอบข้อที่ 1- 40) เท่ากับ 1.00 ซึ่งสรุปได้ว่า ข้อสอบสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ แต่เมื่อวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20 ถึง0.80 และอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป จากทั้งหมด 40 ข้อให้เหลือเพียง 30 ข้อหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยคำนวณจากสูตร KR- 20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson)ซึ่งระบุว่า ข้อสอบที่ดีจะมีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป จึงจะเป็นข้อสอบที่ดีและจากผลการคำนวณความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 0.99 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าเป็นข้อสอบที่ดี

1.3 การเปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ก่อนเรียนและหลังเรียน

จากการวิเคราะห์คะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่รับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา(STEM Education)

ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าเมื่อนำคะแนนของนักเรียนมาวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ย (x ̅)

ก่อนเรียน ได้เท่ากับ 9.52 คะแนน หลังเรียน เท่ากับ 27.15 คะแนน และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ก่อนเรียน ได้เท่ากับ 2.09 คะแนน และหลังเรียน เท่ากับ 3.21 คะแนน

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

ค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบสะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรมรถแข่งแรงทะลุมิติ มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.86 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.8611 หรือ คิดเป็นร้อยละ 86.11

1.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้

จากการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 4.27, S.D. = 3.48) ซึ่งแยกความพึงพอใจออกเป็นรายข้อดังนี้ คือ ข้อที่ 5 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.57, S.D.= 3.45) และ ข้อ 9 กิจกรรมการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในวิชาอื่นๆ ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 3.91, S.D.= 1.15)

2. ข้อเสนอแนะ

2.1 ในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและมากขึ้น โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ และควรนำไปใช้จัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาอื่น เพื่อศึกษา พัฒนาและส่งเสริมความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ให้เกิดขึ้นกับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น

2.2 จากผลการวิจัยพบว่า ควรมีการจัดกิจกรรมบูรณาการการเรียนในห้องเรียนที่สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่ชีวิตจริงเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึงการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

2.3 ในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรเพิ่มระยะเวลาในการเก็บรวมรวบข้อมูลที่เพียงพอ

และให้สมบูรณ์มากขึ้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

บทที่ 3

วิธีดำเนินการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. กลุ่มเป้าหมาย

2. แบบแผนการวิจัย

3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย

3.2 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

5.1 การตรวจสอบเครื่องมือสำหรับการวิจัย

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล

1.กลุ่มเป้าหมาย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งมด 19 คน

2. แบบแผนการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) (มาเรียม นิลพันธุ์, 2549) ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยดังนี้

ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง

T1 X T2

สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย มีดังนี้

T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน

X หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน

3. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย มีดังนี้

3.1.1เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่แผนการจัดเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ โดยมีกิจกรรม การเรียนรู้ คือ รถแข่งแรงทุลุมิติ

3.1.2 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 60 ข้อกำหนดให้ค่าคะแนนคือตอบถูกได้ 1 คะแนนตอบผิดหรือไม่ตอบได้ 0 คะแนน

3.1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ คือ รถแข่งแรงทุลุมิติ

3.2 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้

3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ดำเนินการดังนี้

1) ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้

แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

2) ศึกษาตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ และสาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3) วิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้เพื่อนำมาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

4) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้รูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์จำนวน 3 ท่านตรวจความเหมาะสมของเนื้อหาความสอดคล้องของจุดประสงค์กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้านการจัดกิจกรรมตามรูปแบบและความถูกต้องของภาษาที่ใช้

6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา

ปีที่ 3 โรงเรียนเครือข่ายวังเจ้าราม ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างโดยดำเนินการดังต่อไปนี้

- ทดลองกับนักเรียนกลุ่มย่อย 10 คนเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ความถูกต้องเหมาะสมและบันทึกปัญหาที่พบเช่นระยะเวลาที่ใช้

- เพิ่มระยะเวลาที่ใช้ในแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อความเหมาะสม

- นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง

3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์การสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์มีการดำเนินการสร้างดังนี้

1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผล

2) ศึกษาตัวชี้วัดจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่

3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ

4) การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

- นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ไปให้

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์และทางการวัดและประเมินผลจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบลักษณะการใช้คำถาม ตัวเลือก ภาษาที่ใช้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องที่คำนวณได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 ขึ้นไป (พวงรัตน์ทวีรัตน์,2540)

- นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เคยเรียนเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่มาแล้ว จำนวน 19 คน เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ

- นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ

จำแนก (r) โดยใช้เทคนิค 50 เปอร์เซ็นต์แล้วคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป

- คัดเลือกข้อสอบที่มีความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจ (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไปจากทั้งหมด 40 ข้อคัดเลือกไว้ 30 ข้อ

- นำไปใช้กับนักเรียนที่เคยเรียนมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง

เพื่อหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยคำนวณจากสูตร KR - 20 ของคูเดอร์– ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) (พวงรัตน์ทวีรัตน์,2540)

- นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่มี

ประสิทธิภาพไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป

3.2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้

การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้มีการดำเนินการสร้างดังนี้

1) ศึกษาวิธีการสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม เกี่ยวกับหลักการแนวคิด ทฤษฎี ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม ลักษณะของแบบสอบถามที่ดี การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

2) กำหนดกรอบประเด็นคำถามที่ต้องการถามเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education)

3) สร้างแบบสอบถาม

4) นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ

5) ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นแบบสอบถามที่ถูกต้องและสมบูรณ์

6) นำแบบสอบถามที่มีประสิทธิภาพไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

7) นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาค่าเฉลี่ย(x ̅ ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)

4. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการทดลองดังนี้

1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์แล้วนำผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน กับกลุ่มทดลอง

2. ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยผู้วิจัยเป็นเวลา 5 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 คาบรวม 10 คาบ

3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามกำหนดแล้ว ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

4. นำผลคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

ที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน

5. นำแบบสอบถามไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้

5.1 การตรวจสอบเครื่องมือสำหรับการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้

1) ตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ได้แก่ คะแนนความเหมะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ

2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ได้แก่ความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Validity) ค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้วิธีการของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน(Kuder Richardson)จากสูตร KR - 20

3) ตรวจสอบคุณภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) จากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย (x ̅)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียดดังนี้

1. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ แผนการเรียนรู้แบบมี ส่วนร่วม ตามเกณฑ์ 90/90 วิเคราะห์โดยหาค่าประสิทธิภาพ ของกระบวนการ (E1) และประสิทธิผลของผลลัพธ์ (E2)

2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง โดยใช้Dependent Sample t-test ซึ่ง กลุ่มเป้าหมายไม่เป็นอิสระต่อกัน กำหนดค่าสถิติที่ระดับ นัยสําคัญ .05

3. วิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ โดยใช้สูตรการหาค่าดัชนี ประสิทธิผล (E.I.)

4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการ เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ กิจกรรม รถแข่งแรงทุลุมิติ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean: (x ̅)และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) แล้วแปลความหมายค่าเฉลี่ย ได้กำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ย ดังนี้

ค่าเฉลี่ย (x ̅ ) ความหมาย 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด

3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจระดับมาก

2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจปานกลาง

1.51 – 2.50 มีระดับความพึงพอใจน้อย

1.00 – 1.50 มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติพื้นฐาน

1.1 หาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนจากสูตร (ล้วน สายยศและอังคณาสายยศ,2538 )

x ̅=Σx/N

เมื่อx ̅แทน คะแนนเฉลี่ย

Σxแทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด

Nแทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มประชากร

1.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากสูตร (ล้วนสายยศและอังคณาสายยศ,2538)

S.D.=√((Σ(X-x ̅)^2)/(N-1))

เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

x ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย

X แทน คะแนนแต่ละตัว

N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มประชากร

2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ

2.1 หาค่าดัชนีความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์

โดยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) โดยพิจารณาหาค่าดัชนี

ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะทางพฤติกรรม (IOC) โดยใช้สูตร (พวงรัตน์

ทวีรัตน์, 2540)

IOC= ΣR/N

เมื่อ IOCแทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะทางพฤติกรรม

ΣRแทน ผลรวมของการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ

Nแทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

2.2 หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อโดยใช้เทคนิค 50 เปอร์เซ็นต์ (ล้วนสายยศและอังคณาสายยศ,2538 )

p=R/N

เมื่อ p แทนค่าความยากง่าย

R แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบข้อนั้นถูก

N แทน จำนวนนักเรียนที่ทำข้อนั้นทั้งหมด

r=(R_U-R_L)/(N/2)

เมื่อ r แทนค่าอำนาจจำแนก

R_U แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง

R_L แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน

N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน

2.3 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยใช้สูตร KR - 20 ของ คูเดอร์– ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson)(พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540)

r_tt=n/(n-1) {1-Σpq/s^2 }

เมื่อ r_tt แทนค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ

N แทนจำนวนข้อของแบบทดสอบ

p แทนสัดส่วนของคนทำถูกในแต่ละข้อ =จำนวนคนที่ทำถูก/จำนวนคนทั้งหมด

q แทนสัดส่วนของคนทำผิดในแต่ละข้อ =1-p

s^2แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ

3. สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้

รัตนะ บัวสนธ์ (2552, หน้า 103) การตรวจสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมการศึกษาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาโดยใช้สูตร

E1/E2 โดยที่ E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดใน

ระหว่างการใช้หรือผลที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

ซึ่ง E1 = (∑▒〖x1/N〗)/AX 100

เมื่อ ∑▒x 1 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากแบบฝึกหัดย่อยแต่ละชุดหรือจาก

ผลการปฏิบัติแต่ละครั้ง

N หมายถึง จำนวนนักเรียน

A หมายถึง ผลรวมคะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือการฝึกปฏิบัติย่อยๆ

ทุกครั้ง

โดยที่ E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้สิ้นสุดลงหรือผลสรุปรวม

ซึ่ง E2 = (∑▒〖x2/N〗)/BX 100

เมื่อ ∑▒x 2 หมายถึง คะแนนรวมของทุกคนจากการสอบสรุปรวม

B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบหรือการฝึกปฏิบัติหลังการใช้นวัตกรรม

4. สถิติที่ใช้หาประสิทธิผลการเรียนของนักเรียนที่เรียน

ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = (ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน-ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน)/((จำนวนนักเรียน x คะแนนเต็ม)-ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน)

5. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน โดยใช้สูตร Dependent Samples t-test

โพสต์โดย ครูณัฐชา : [25 ก.พ. 2562 เวลา 19:06 น.]
อ่าน [224] ไอพี : 223.207.250.138
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ