ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษา

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม 3.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ต่ำ จำนวน 5 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1.ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม 2.แผนการสอนเฉพาะบุคคล 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการเรียนรู้ 4.การสัมภาษณ์ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) การหาค่าที (t-test) ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่า

1.ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.00/84.66 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑที่กำหนดไว้ คือ 80/80

2.ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ก่อนและหลังการเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.จากการสัมภาษณ์นักเรียนเป้าหมายทั้ง 5 คนมีความพึงพอใจมากต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม

บทนำ

ในสภาพการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการดำรงชีวิต การสื่อสาร การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ ด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบันทำให้มนุษย์จำเป็นต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันเทคโนโลยี เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างจะถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบดิจิตอล การสื่อสารข้อมูลต่างๆ นั้นมีเครือข่ายโยงใยกันทั่วโลก มีข้อมูลมากมายมหาศาลรวบรวมอยู่ในเครือข่ายดิจิตอลที่ถูกเรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” (Internet) หรือ เวิลด์ ไวด์ เว็บ (www) เมื่อเกิดการก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในสังคมโลก ทำให้ปีพุทธศักราช 2559 ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้ประกาศวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่เรียกว่า ไทยแลนด์ 4.0 ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยบนวิสัยทัศน์ที่ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”โดยมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรฐษกิจและสังคมในทุกมิติ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่3) พ.ศ.2553 หมวด 9 มาตรา 66 กำหนดว่าเด็กไทยมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้เพื่อให้มีทักษะเพียงพอที่จะ ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 10 (พ.ศ. 2550-2555) ที่เน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ต่อเนื่องถึงฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรมรวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาและบริหารประเทศ(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2554,หน้า.1)

โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนสอนคนหูหนวกแห่งที่สอง ของประเทศไทยที่จัดการศึกษาแก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หูหนวก หูตึง ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในปริมณฑล การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมุ่งเน้น ให้ผู้เรียนมีความรู้ ควบคู่งานอาชีพ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี (สารสนเทศโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ,2560,หน้า.6) ในสภาพปัจจุบัน พบว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับคนพิการ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร การแพทย์ การศึกษา การบริการทางสังคม และการประกอบอาชีพ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีของโรงเรียน จึงจัดให้ผู้เรียนในรูปแบบรายวิชาเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นความรู้พื้นฐานทาง คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่การเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนั้น ส่วนใหญ่พบว่า นักเรียนจะมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ และขาดทักษะในการทำสิ่งต่างๆ เนื่องจากสภาพความบกพร่องของนักเรียนทำให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ ทั้งการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์และรายวิชาอื่นๆ สอดคล้องกับ ผดุง อารยะวิญญู (2542,หน้า.23-24) กล่าวไว้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทหนึ่งที่มีพัฒนาการด้านร่างกาย และมีระดับสติปัญญาเช่นเดียวกับเด็กปกติ จากรายงานการวิจัย จำนวนมากพบว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีระดับความสามารถทางสติปัญญากระจายคล้ายเด็กปกติ โดยบางคนมีสิตปัญญาอยู่ในระดับต่ำ บางคนฉลาด บางคนฉลาดมากถึงขั้นเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กส่วนมากจะต่ำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเด็กไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง เสียงของผู้อื่น และเสียงรอบๆตัวทำให้เด็กมีทักษะทางภาษาจำกัดตลอดจนการวัดผลประเมินผลที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันเหมาะที่จะนำมาใช้กับเด็กปกติมากกว่า และยังสอดคล้องกับ จิตรประภา ศรีอ่อนและคณะ (2543) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของเด็กหูหนวกในโรงเรียน พบว่า เด็กหูหนวกมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเด็กปกติทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาการใช้ภาษาและสังคมศึกษาอยู่ในเกณฑ์อ่อนมาก

ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนั้น นักเรียนต้องมีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่ดี จึงจะประสบความสำเร็จและมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่ดี แต่ในปีการศึกษา 2559 ผู้รายงานพบว่านักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 คน จากนักเรียนทั้งหมด 11 คน ที่มาเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ มีปัญหาในการเรียนรู้เนื้อหาที่ครูสอนในชั้นเรียน เช่น ไม่เข้าใจในเนื้อหา ดูในสิ่งที่ครูสอนแต่เมื่อลงมือปฏิบัติจะเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติไม่ได้ ต้องคอยชี้แนะให้ทำในทุกขั้นตอนแต่เมื่อให้ปฏิบัติด้วยตนเองก็ทำไม่ได้ นักเรียนทั้ง 5 คน มีผลการเรียน ระหว่าง 2.0-2.5 เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา ผู้รายงานจึงได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ของผู้เรียน ประกอบไปด้วย

1.ศึกษาผลการเรียนย้อนหลัง โดยศึกษาย้อนหลัง 1 ปี ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในปีการศึกษา 2558 พบว่า นักเรียนทั้ง 5 คน มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับต่ำ โดยมีผลการเรียน ระหว่าง 2.0-2.5 ทั้ง 5 คน

2.การสัมภาษณ์ครูประจำชั้น พบว่า นักเรียนทั้ง 5 คนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำในรายวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และคอมพิวเตอร์

3.การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ในชั้นเรียน จำนวน 2 สัปดาห์ 2 คาบเรียน พบว่า นักเรียนคนอื่นในห้องเรียน เมื่อดูในสิ่งที่ครูอธิบายจะสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติได้ทันที ร่วมกับการชี้แนะเพียงเล็กน้อย แต่นักเรียนทั้ง 5 คน ดังกล่าวเชื่อมโยงสิ่งที่ครูอธิบาย สู่การปฏิบัติไม่ได้ ต้องชี้แนะทุกขั้นตอน ทำให้เกิดปัญหาในชั้นเรียนเนื่องจากครูต้องคอยชี้แนะนักเรียนที่เรียนช้า การสอนดำเนินไปไม่ได้กิจกรรมการสอนหยุดชะงักไม่สามารถบรรลุเนื้อหาตามแผนการสอนได้ เนื่องจากการเรียนการสอนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ใช้เวลาเพียงครั้งละ 1 คาบเรียน 1 ชั่วโมง

หลักสูตรการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆในปัจจุบัน มุ่งเน้นผู้เรียนให้มีความรู้ในการใช้สื่อเทคโนโลยีและเข้าถึงบริการต่างๆ ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย ตามแผนพัฒนาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ยุทธศาสตร์ที่ 5 กล่าวว่า “มุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษามุ่งหวังให้คนไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งตอบสนองการพัฒนาในด้านการเข้าถึงการให้บริการ ด้านความเท่าเทียมและด้านประสิทธิภาพ” (สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ,2560,หน้า.8) ที่ผ่านมาการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ผู้ศึกษามุ่งเน้นจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย และสามารถบูรณาการเพื่อนำไปเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ ผู้ศึกษาจัดหาและจัดทำสื่อการสอนในรูปแบบต่างๆ เช่น แบบฝึกประกอบวีดีโอภาษามือ งานนำเสนอ PowerPoint และนำมาใช้จัดการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ ง่ายต่อการเรียนรู้และทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง โดยพบว่า สอดคล้องกับหลักการและทฤษฎีการใช้สื่อประสม โดยสื่อประสมช่วยสร้างความสนใจให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ดังเช่น สุลักขณา คุ้มทรัพย์ (2555,หน้า.1) กล่าวว่า สื่อประสมหมายถึง การนำเอาสื่อการสอนหลายๆ อย่างที่สัมพันธ์กัน มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบมีคุณค่าส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยสื่ออย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจ ในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้อธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา และใช้ป้องกันการเข้าใจความหมายผิด ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานจนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพและในต่างประเทศได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้สื่อประสม หรือสื่อมัลติมีเดีย กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ดังเช่น งานวิจัยของ เกนทรี ชินน์ และมัลตัน (Gentry, Chinn, and Moulton, 2004/2005 อ้างถึงใน พรพรรณ์ สมบูรณ์และคณะ,2557,หน้า.118) ที่พบว่า การเลือกใช้สื่อที่มีทั้งตัวหนังสือ ภาพ และภาษามือ เป็นสื่อ multiple modes ที่มีความหลากหลากของรูปแบบการใช้งานทำให้นักเรียนที่มีความพิการทางการได้ยินรู้สึกสนุกและน่าสนใจต่อการกระตุ้นการอ่านของเด็ก และสอดคล้องกับเกนทรี (Gentry,1998) ที่พบว่า สื่อมัลติมีเดียที่มีตัวหนังสือ รูปภาพ และภาษามือ รวมกันทั้ง 3 อย่างมีส่วนช่วยให้เข้าใจเรื่องราวที่จะสอนได้ดีกว่าแบบตัวหนังสืออย่างเดียว หรือตัวหนังสือกับภาษามือ ส่วนการใช้สื่อที่มีการนำเสนอโดยมีตัวหนังสือกับรูปภาพ จะมีส่วนช่วยให้เข้าใจเรื่องที่สอนได้ดีกว่าแบบตัวหนังสืออย่างเดียว หรือตัวหนังสือกับภาษามือ

จากงานวิจัยดังกล่าวข้างต้น ผู้รายงานพบว่า การเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนกับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ควรเลือกใช้หรือจัดทำสื่อในรูปแบบมัลติมีเดียหรือสื่อประสม โดยมีสิ่งสำคัญคือ วิดีโอภาษามืออธิบายเนื้อหาการเรียน ซึ่งสื่อแบบประสมจะช่วยให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเข้าใจเนื้อหาหรือเรื่องราวต่างๆได้ดีขึ้นและมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่ดี ดังเช่น งานวิจัยของ มานะ ประทีปพรศักดิ์ (2549,หน้า.74) ได้ทำการศึกษาเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดบทเรียนมัลติมีเดียเพื่อการสอนคนหูหนวก พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเนื่องจากในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนไม่จำเป็นต้องเรียนรู้แต่เพียงในห้องเรียน สื่อการสอน หนังสือ แบบฝึก ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงเรียนหรือห้องเรียน เมื่อศึกษาค้นคว้าข้อมูลและพัฒนาการของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ผู้รายงาน พบว่า สื่อประสมหรือมัลติมีเดียต่างๆ สามารถนำไปไว้บนการสื่อสารออนไลน์ในรูปแบบของเว็บไซต์ เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าไปเรียนรู้ ทบทวนเนื้อหา ทำแบบทดสอบ ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ทำให้สามารถลดข้อจำกัดในการเรียนรู้ของนักเรียนในอดีต ที่ต้องเรียนรู้แต่ในห้องเรียน ดังคำกล่าวของ วิจิตร ศรีสะอ้าน (2529,หน้า.18) ที่กล่าวว่า “ถ้าครูรู้จักเลือกสื่อมาใช้ให้ถูกต้องทางการศึกษาจะใช้ประโยชน์ได้มาก เพราะถ้าสื่อใดมีทั้งเสียงทั้งภาพและมีสีด้วย สื่อนั้นจะมีประสิทธิภาพในการใช้เพื่อการศึกษา” ผู้รายงานจึงได้เล็งเห็นถึงความเหมาะสมในการที่จะนำเอาสื่อประสมที่มีทั้งภาพ วีดีโอภาษามือ และแบบฝึก แบบทดสอบ มารวบรวมและพัฒนาขึ้นในรูปแบบสื่อประสมเพื่อการเรียนการสอน

ดังนั้นจากการศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้รายงานสนใจจะสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางได้ยินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ เพราะสื่อประสมจะช่วยให้นักเรียนสามารถ เรียนรู้ ทบทวนเนื้อหา ดูวิดีโอภาษามืออธิบายเนื้อหา ได้ด้วยตนเอง ตลอดเวลาที่ต้องการ นักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่ดีขึ้น เป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีแก่นักเรียนเพื่อใช้ในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองต่อไปในอนาคต รวมถึงใช้เป็นสื่อ นวัตกรรมทางการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินคนอื่นๆในโอกาสต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.1 เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80

2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม

2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อ การเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์

ระเบียบวิธีวิจัย

1.ขอบเขตการวิจัย

ผู้รายงานได้กำหนดขอบเขตของการศึกษา ไว้ดังนี้

1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน 11 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 5 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากนักเรียนที่มีผลการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ในปีการศึกษา 2559 ทั้ง 2 ภาคเรียน ระหว่าง 2.00-2.50

1.3 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา

ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่องการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ตัวแปรตาม ได้แก่

1.ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

2.ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์

3.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์

1.4 เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา

เนื้อหาที่นำมาสร้างชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เป็นเนื้อหาในหน่วยการเรียน เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Adobe DreamWever Cs3 รายวิชา คอมพิวเตอร์ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รายวิชาเพิ่มเติม) ภาคเรียนที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีตามหลักสูตรสถานศึกษา

1.5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 4 ชนิด ประกอบด้วย

1.5.1 แผนการสอนเฉพาะบุคคล เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Adobe Dreamwever Cs3 สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 ชั่วโมง ซึ่งมีการวางแผนเฉพาะเจาะจงให้นักเรียนแต่ละคนได้บรรลุจุดประสงค์ตามเป้าหมายที่วางไว้

1.5.2 ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วยเนื้อหา 10 บทเรียน คู่มือการใช้งาน 1 เล่ม

1.5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ

1.5.4 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เป็นการสัมภาษณ์แบบมีคำถามที่แน่นอน (Structured Interview) จำนวน 3 คำถาม

1.6 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา

การทดลองใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่องการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ใช้เวลาทดลอง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 เป็นไปตามหลักสูตรและโครงสร้างรายวิชาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ผลการวิจัย

การพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่า

1.ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.00/84.66 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑที่กำหนดไว้ คือ 80/80

2.คะแนนการทดสอบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม เรื่อง การสร้างและออกแบบเว็บไซต์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

3.ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม อยู่ในระดับมาก และมีความคิดเห็นว่า ชุดการสอนแบบสื่อประสมช่วยให้นักเรียนดำเนินการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทบทวนเนื้อหา ทำแบบทดสอบ และสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาที่อยากเรียน เนื่องจากเป็นชุดการสอนที่อยู่ในระบบออนไลน์ ง่ายต่อการเข้าถึง ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้

1.1 การใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม จำเป็นต้องใช้ร่วมกับคู่มือและแผนการจัดการเรียนรู้ พร้อมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเนื้อหาบทเรียน หรือ เปิดแผ่นซีดี ในกรณีที่ใช้งานในพื้นที่ไม่มีสัญญานอินเตอร์เน็ต

1.2 ครูควรใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสม ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลเป็นรายบุคคลและควรเพิ่มเวลาการเรียนรู้และการทำแบบทดสอบให้กับนักเรียน

1.3 ครูสามารถใช้ชุดการเรียนรู้แบบสื่อประสมกับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทั้งชั้นเรียน ในการจัดการเรียนรู้ แต่ควรให้เวลากับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำ โดยครูคอยแนะนำช่วยเหลือเพิ่มเติมและสามารถให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนดีอยู่แล้ว นำไปใช้ทบทวนเนื้อหาการเรียนนอกเวลาได้เป็นอย่างดี

2.ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป

2.1 ควรมีการศึกษาการใช้สื่อมัลติมีเดียหรือสื่อประสมเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้กับการเรียนเนื้อหาอื่นๆ ในรายวิชาคอมพิวเตอร์กับนักเรียน เช่น การใช้งานโปรแกรมออกแบบกราฟฟิก การสร้างภาพเคลื่อนไหว การนำเสนองานด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ยากสำหรับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนต่ำและมีทักษะพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ไม่ดี

2.2 สามารถนำเทคนิคการใช้สื่อประสมไปปรับใช้ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในรายวิชาอื่นๆ ที่พบว่านักเรียนมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนสอนในชั้นเรียนปกติ เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนเป็นรายบุคคล

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ.(2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุสภา.

กระทรวงศึกษาธิการ.(2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กิดานันท์ มะลิทอง. (2550). เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.

เกยูร วงศ์ก้อม.(2548). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฎ

สวนดุสิต.

พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พุทธศักราช 2551. (5 กุมภาพันธ์ 2551). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 28 ก หน้า 2.

โยธกา ศรีใสไพรและคณะ.(2558). “การพัฒนาสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดีย สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย” กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สถาบันวิจัยและพัฒนา.

รักษ์สิริ แพงป้อง.(2554).การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ เรื่องสิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินระดับหูหนวก จากการสอนแบบ POOSE ร่วมกับสื่อวีดีทัศน์ ปริญญานิพนธ์. (การมัธยมศึกษา).กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

โพสต์โดย หนึ่ง : [15 พ.ย. 2561 เวลา 09:34 น.]
อ่าน [195] ไอพี : 202.143.148.48
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
อาหารเด็ก
รับสร้างบ้าน
มอเตอร์เกียร์
รับจัดเลี้ยง
ที่นอน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม