ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• เผยแพร่ การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที

บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)

ชื่อผู้ศึกษา นางเอมฤดี ทองพันชั่ง

ชื่อหน่วยงาน สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ

ปีที่ศึกษา 2558

การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) มีวัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อสร้างรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล4(บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่121) โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ซึ่งมีลำดับขั้นตอนการวิจัย ดังนี้

ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบ

กลุ่มตัวอย่าง เพื่อการเก็บข้อมูล ในระยะที่ 1 มีจำนวน 108 คน กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะในระยะที่ 2 (ขั้นตอนที่ 1) จำนวน 7 คน และกลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมการประเมินรูปแบบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงรูปแบบในระยะที่ 3 มีจำนวน 9 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ระยะที่ 1 เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 ระยะที่ 2 เป็นแบบสรุปผลการวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะ และระยะที่ 3 เป็นแบบประเมินรูปแบบ

ผลการวิจัยพบว่า

จากผลการศึกษาวิจัย สามารถสรุปผลได้ ดังนี้

1) ผลการศึกษาสภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โดยภาพรวม มีการดำเนินการอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีการดำเนินการมากที่สุด และด้านการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โดยภาพรวม พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีปัญหามากที่สุด ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่านและด้านพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน มีปัญหาน้อยที่สุด

2) ผลการพัฒนารูปแบบ จากการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านมี 6 องค์ประกอบดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กลไกดำเนินการตามรูปแบบ 4) กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 5) การประเมินรูปแบบ และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยในส่วนของการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีทั้งหมด 6 กิจกรรมประกอบด้วย

(1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน

(2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมการอ่าน

(3) การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการอ่าน

(4) การบูรณาการส่งเสริมการอ่าน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้

(5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

(6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ส่งผลให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะการอ่านที่ดีขึ้นและน่าพอใจ นักเรียนอ่านมากขึ้นเห็นคุณค่าของการอ่าน กระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

3) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้ ของรูปแบบโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีด้านความเหมาะสม มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้

ผลการประเมินตามองค์ประกอบของการประเมินรายด้าน พบว่า 1) ด้านความเหมาะสม พบว่า หลักการ และเงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ มีความเหมาะสมมากที่สุด 2) ด้านความเป็นไปได้ และ 3) ความเป็นประโยชน์ พบว่า การประเมินผลของรูปแบบ มีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์มากที่สุด

โพสต์โดย เอม : [23 พ.ย. 2559 เวลา 09:07 น.]
อ่าน [605] ไอพี : 1.1.218.235
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โพสต์โดย

คุณ เอม

  ความคิดเห็นที่ 1

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสังคมแห่งข่าวสาร (Information Society) เนื้อหาสาระทางวิชาการเป็นอันมากรวมทั้งข้อมูลต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะต้องอาศัยการอ่าน จึงจะสามารถเข้าใจและสื่อความหมายกันได้ถูกต้อง แม้จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสาร แต่ก็ไม่สามารถใช้ทดแทนการอ่านได้ ฉะนั้นคนเราจำเป็นต้องมีทักษะการอ่าน ต้องอ่านได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแสวงหาความรู้ทั้งหลายจนสามารถเข้าใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้ให้ความสำคัญของการส่งเสริมการรักการอ่าน โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 24 ว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ในสถานศึกษา และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ยึดการปฏิบัติจริง ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ 2546(ก) : 12) นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติรูปการศึกษารอบสอง (พ.ศ.2552 - 2561) ซึ่งมีสาระสำคัญ ได้แก่ การสร้างบุคคลแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่ผ่านการศึกษาแต่ละคนมีคุณค่าลักษณะพื้นฐานที่สำคัญ เป็นผู้มีความสามารถในการคิด เป็นผู้ใฝ่รู้ และสามารถแสวงหาความรู้ที่มีคุณค่าในการดำรงชีวิต การทำงานและการพัฒนาสติปัญญา ซึ่งการที่ผู้เรียนจะมีคุณลักษณะดังกล่าว จะต้องมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีทักษะในการอ่าน สามารถติดตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี สามารถใช้ความรู้ในการอ่าน ศึกษาค้นคว้า สามารถคาดหมายความเปลี่ยนแปลงในสังคมและสิ่งแวดล้อม และนำมาพัฒนาความคิดได้อย่างเหมาะสม มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม

การอ่านจึงเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการหาความรู้ การประกอบอาชีพ การนำไปใช้ในการดำรงชีวิต เป็นเสมือนกุญแจวิเศษที่จะแก้ไขไปสู่ความกระจ่างในเรื่องราวเหตุการณ์หรือปัญหานานาประการ ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยปรับคน ปรับประสบการณ์ ทั้งยังช่วยให้คนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างความเพลิดเพลินจากการอ่านอีกด้วย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การอ่านมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านจึงเป็นการสร้างพื้นฐานของผู้เรียนที่จะแสวงหาความรู้ให้สูงขึ้นไป สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้น การอ่านถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ ก็ต้องอาศัยการอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ 2546(ข) : 4)

การสร้างนิสัยรักการอ่านจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเป็นยุค แห่งข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่อ่านมาก ย่อมรู้มาก ประสบความสำเร็จมากและเป็นผู้ที่ได้เปรียบ เป็นผู้นำ ถ้าจะมองดูประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่าน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีอัตราการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย 50 เล่มต่อคนต่อปี ประเทศสิงคโปร์ มีสถิติการอ่านหนังสือ 40 - 50 เล่มต่อคนต่อปี ประเทศเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือ 60 เล่มต่อคนต่อปี แม้แต่คนขับสามล้อขณะที่รอผู้โดยสารก็ใช้เวลานั้นอ่านหนังสือรอ ในประเทศญี่ปุ่นขณะที่รอรถไฟ ก็จะเห็นภาพที่ผู้คนยืนอ่านหนังสือกันแทนการใช้โทรศัพท์ (เดลินิวส์ 2550:5)

จากการศึกษาสภาพการอ่านหนังสือของประชากรไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ได้จากการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทย ในปี พ.ศ.2546 มีผู้อ่านหนังสือ 35.4 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 61.2 และผู้ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38.8 และอัตราการอ่านหนังสือพิมพ์ของประชากรไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 57.8 ล้านคน พบว่า มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งสิ้นประมาณ 21.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.3 ซึ่งถือว่าอัตราการอ่านหนังสืออยู่ในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันสภาพการอ่านหนังสือของคนไทยดีกว่าในอดีตมาก และคาดว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยผลของการรณรงค์การรู้หนังสือแห่งชาติ ซึ่งพบว่า สามารถรณรงค์ให้ผู้อ่านหนังสือได้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายถึง 80 % แต่สำหรับนิสัยรักการอ่านของคนไทยนั้นยังอยู่ในระดับน้อยมาก กล่าวคือ โดยทั่วๆไปจะพบว่าคนไทยยังปล่อยเวลาว่างให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์มากสังเกตได้ในระหว่างที่มีเวลาว่าง คนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมอ่านหนังสือหรือมีหนังสือติดตัวไปอ่านเพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินรสชาติให้แก่ชีวิต ตลอดจนการเดินทางที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ก็มักจะปล่อยเวลาให้หมดไปโดยไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด จนกระทั่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ปรารภว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาในด้านการอ่านหนังสือ โดยให้สถิติว่า พลเมืองไทย 50 ล้านคน เฉลี่ยแล้วอ่านหนังสือคนละ 5 หน้ากระดาษต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามรณรงค์สร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่คนไทยอย่างจริงจังด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้คนไทยนิยมการอ่านหนังสือในเวลาว่างมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงระดับความก้าวหน้าของสังคมและระดับพัฒนาการทางจิตใจของบุคคลที่สูงยิ่งขึ้น เพราะจากความเชื่อที่ว่า นิสัยรักการอ่านเป็นรากฐานแห่งการพัฒนา (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2547 : 18)

โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป มีรายได้น้อย สถานะทางเศรษฐกิจขาดแคลน ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่บุตรหลานของตนเองเท่าที่ควร ดังนั้นสภาพบริบทด้านนักเรียน คล้ายคลึงกับผลการศึกษา และข้อมูลตามที่ผู้วิจัยได้นำเสนอข้างต้น นั้นคือ นักเรียนยังขาดความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้และขาดนิสัยรักการอ่าน จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยในฐานะบุคลากรทางกาศึกษาที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการศึกษาให้บุตรหลานเหล่านี้ เห็นว่าควรรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านซึ่งควรเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ และต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวเป็นอันดับแรก โดยพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก โดยปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน สถานศึกษามีส่วนสำคัญยิ่งที่จะผลักดันให้เด็กรักการอ่าน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเพิ่มขึ้น เพราะเด็กอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้าน ซึ่งการสอนในห้องเรียน ในเวลาเรียน ในตารางเรียนอย่างเดียวไม่สามารถที่จะกระตุ้นและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านแก่นักเรียนได้เพียงพอ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารให้นักเรียนเกิดนิสัยรักการอ่าน เห็นคุณค่าของการอ่าน เกิดความเพลิดเพลิน มีความสุขและซาบซึ้งในการอ่าน เกิดทักษะในการอ่าน จนกลายเป็นนิสัยและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

คำถามในการวิจัย

เพื่อให้การวิจัยครั้งนี้มีแนวทางในการดำเนินการที่ชัดเจน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดคำถามการวิจัยไว้ดังนี้

1. สภาพและปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) อยู่ในระดับใด

2. รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) มีลักษณะอย่างไร

3. ผลการประเมินรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) อยู่ในระดับใด

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อสร้างรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) โดยผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะไว้ดังนี้

1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)

2. เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)

3. เพื่อประเมินรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)

ความสำคัญของการวิจัย

จากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

1. โรงเรียนสามารถนำนวัตกรรมทางการบริหารที่พัฒนาขึ้นนี้ ไปดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะนิสัยรักการอ่านของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนต่อไป

2. สำนักการศึกษาสามารถนำนวัตกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนที่พัฒนาขึ้นนี้ ไปเป็นตัวแบบบูรณาการสู่การบริหารโรงเรียนอื่นๆ ที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียนในสังกัดให้ดียิ่งขึ้น

3. เทศบาลสามารถนำผลการวิจัยนี้ ไปเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพด้านการอ่านของนักเรียนในสังกัดให้สูงขึ้นต่อไป

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ซึ่งมีขอบเขตของการศึกษาดังนี้

1. ขอบเขตด้านเนื้อหา

การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดประเด็นเนื้อหาของการวิจัยที่สำคัญไว้ 2 ส่วน ดังนี้

1.1 กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยได้ประยุกต์มาตรการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2549 ระดับโรงเรียนมากำหนดเป็นเนื้อหาของการวิจัย ประกอบด้วย

1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน

2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน

3) การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการอ่าน

4) การบูรณาการส่งเสริมการอ่าน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้

5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

1.2 ด้านองค์ประกอบของรูปแบบ ผู้วิจัยนำแนวคิดของการสร้างรูปแบบของ

ธีระ รุญเจริญ (2550:12) และสมาน อัศวภูมิ (2550:10) มาบูรณาการในการสร้างรูปแบบประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กลไกการดำเนินงาน กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การประเมินรูปแบบ และเงื่อนไขความสำเร็จ

2. ขอบเขตด้านตัวแปร

ตัวแปรที่ผู้วิจัยนำมาศึกษามีดังต่อไปนี้

2.1 ความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ต่อสภาพและปัญหาของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 6 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่าน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการอ่าน ด้านการบูรณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

2.2 ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อร่างรูปแบบ (หลักการ วัตถุประสงค์ กลไก การดำเนินงาน กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การประเมินรูปแบบ เงื่อนไขความสำเร็จ) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ทั้งในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์

3. ขอบเขตด้านประชากร กลุ่มตัวอย่าง และกลุ่มเป้าหมาย

3.1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 1 ของการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารจำนวน 1 คน ครูจำนวน 10 คน ผู้ปกครองจำนวน 126 คน นักเรียน จำนวน 126 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 7 คน(ไม่รวมผู้บริหารและผู้แทนครู) รวมทั้งสิ้น 270 คน

3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยระยะที่ 1 ได้แก่ ตัวแทนของประชากรจำนวน 108 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารและครูจำนวน 11 คน คณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 7 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 จำนวน 45 คน และผู้ปกครองจำนวน 45 คน ผู้วิจัยได้มาโดยดำเนินการดังนี้

1) กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ

เครสซี่และมอร์แกน (Robert V. Krejcie and Morgan. 1970: 608-609) จากประชากร 270 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 108 คน

2) กำหนดจำนวนของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้

2.1) กลุ่มตัวอย่างที่เป็น ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง มาทั้งหมดจำนวน 18 คน

2.2) กลุ่มตัวอย่างที่เหลือซึ่งได้แก่ นักเรียน และผู้ปกครอง ผู้วิจัยได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายให้ได้ครบตามจำนวนของขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด

3.3 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

1) กลุ่มเป้าหมายที่มาร่วมประชุมสนทนากลุ่มเล็ก (Focus group) เพื่อวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะรูปแบบซึ่งอยู่ในระยะที่ 2 (ขั้นที่ 1) ของการวิจัยจำนวน 7 คน ประกอบด้วยนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 4 คน ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 1 คน ครูผู้สอนจำนวน 1 คน และนักวิชาการศึกษาจำนวน 1 คน

2) กลุ่มเป้าหมายที่มาร่วมประชุมกลุ่มเล็ก (Focus group) เพื่อร่วมประเมินและให้ข้อเสนอแนะการปรับปรุงรูปแบบ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย นักวิชาการศึกษาจำนวน 5 คน รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษาจำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์จำนวน 1 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษาจำนวน 1 คน ครูบรรณารักษ์จำนวน 1 คน

4. ขอบเขตด้านสถานที่

การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและพัฒนารูปแบบ ในโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ต.หญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

5. ขอบเขตด้านเวลา

ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ของการวิจัย สร้าง และหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ รวมทั้งสร้างรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 (พฤษภาคม – ตุลาคม 2558) จากนั้น ได้ทดลองใช้รูปแบบในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 (พฤศจิกายน 2558 – มีนาคม 2559)

กรอบแนวคิดในการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) โดยมีกรอบแนวคิดในการศึกษา ดังแสดงในแผนภาพที่ 1.1 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework)

นิยามศัพท์เฉพาะ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีกระบวนการหลายขั้นตอน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดคำนิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัยไว้ดังนี้

รูปแบบ หมายถึง ภาพจำลองความจริงของปรากฏการณ์เพื่อแสดงโครงสร้างทางความคิด องค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเรื่องที่ศึกษา มีลักษณะเป็นตัวแทนของความจริง ที่เปลี่ยนความสลับซับซ้อนให้เป็นความเข้าใจง่ายมากขึ้น สะท้อนลักษณะบางส่วนออกมาให้เห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เชื่อมโยงมีความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน โดยใช้เหตุผลข้อมูลและฐานคติ มาประกอบทั้งรูปแบบที่เป็นแบบจำลองของสิ่งที่เป็นรูปธรรมและรูปแบบที่เป็นจำลองของสิ่งที่เป็นนามธรรม

รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หมายถึง ภาพจำลองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อแสดงโครงสร้างทางความคิดและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกดำเนินการ 4) กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 5) การประเมินผล และ6) เงื่อนไขความสำเร็จ

ทั้งนี้กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มี 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน 2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน 3) การพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน 4) การบรูณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งการเรียนรู้ แต่ละกิจกรรมมีรายละเอียดดังนี้

1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน หมายถึง การที่โรงเรียนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนรักการอ่านเห็นคุณค่าของการอ่าน ครู ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างของการอ่านและโรงเรียนประชาสัมพันธ์ให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการอ่านในป้ายประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับการอ่านรวมถึงประชาสัมพันธ์แนะนำหนังสือดีที่น่าอ่าน ยกย่องเชิญชูเกียรติมอบใบประกาศนียบัตรและรางวัลให้ยอดนักอ่าน

2.) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การที่โรงเรียนสร้างพันธมิตรด้านส่งเสริมการอ่าน กับหน่วยงานต้นสังกัด สถานศึกษาเครือข่าย นักวิชาการอิสระ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อขอความร่วมมือให้มาร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

3) การพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การที่โรงเรียนได้เปิดโอกาสให้บุคลากรในสังกัดได้พัฒนาตนเองโดยเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนา ทางวิชาการเกี่ยวกับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง จากข้อมูลข่าวสารและใบความรู้เกี่ยวกับการอ่าน

4) การบรูณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ หมายถึง การที่โรงเรียนได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการอ่าน โดยให้ครูผู้สอนออกแบบแผนการสอน โดยส่งเสริมสอดแทรกกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านไว้ในแผนการสอนกลุ่มสาระต่างๆ และนำไปสู่การปฏิบัติจริง รวมทั้งจัดทำหลักสูตรส่งเสริมการอ่านโดยครูนำไปสอนในทุกระดับ

5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หมายถึง การที่โรงเรียนจัดโครงการส่งเสริมการอ่านในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาษาไทยวันละคำ แนะนำหนังสือดีที่น่าอ่าน ห้องสมุดเคลื่อนที่ ยอดนักอ่าน บรรณารักษ์อาสา กิจกรรมบันทึกการอ่าน กิจกรรมตอบปัญหาสารานุกรม กิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก

6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งการเรียนรู้ หมายถึง การที่โรงเรียนพัฒนารูปแบบการให้บริการห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดมีชีวิต จัดบรรยากาศให้เอื้อและจูงใจในการอ่านของผู้ใช้บริการ จัดมุมหนังสือในห้องเรียนทุกห้องเพื่อส่งเสริมการอ่าน สร้างบรรยากาศของการอ่านให้เกิดในทุกพื้นที่ของโรงเรียน โดยใช้คำขวัญ คำสุภาษิต คำแนะนำ เกร็ดความรู้ ข้อคิดเตือนใจ ธรรมะ ติดไว้ตามอาคาร ต้นไม้ ตามความเหมาะสม

การพัฒนารูปแบบ หมายถึง การดำเนินการของผู้วิจัยเกี่ยวกับการจัดทำร่างรูปแบบส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) การจัดประชุมกลุ่มเล็กเพื่อวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะร่างรูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบและการประเมินผลการใช้รูปแบบรวมทั้งการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ จนได้รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่สมบูรณ์

นักเรียน หมายถึง เด็กที่กำลังศึกษาในโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)ในปีการศึกษา2558

ครู หมายถึง บุคลากรในสังกัดโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนัก มิตรภาพที่ 121) ที่มีหน้าที่สอนและรับผิดชอบโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

ผู้ปกครอง หมายถึง บิดามารดา ญาติพี่น้องหรือผู้อุปการะที่ดูแลรับผิดชอบ นักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121)

คณะกรรมการสถานศึกษา หมายถึง ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามระเบียบคณะกรรมการสถานศึกษาให้มีส่วนร่วมในการบริหารงานสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) (ไม่รวมผู้บริหารและผู้แทนครู)

วันที่โพสต์ [23 พ.ย. 2559 เวลา 09:10 น.] ไอพี : [1.1.218.235] หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 

โพสต์โดย

คุณ เอม

  ความคิดเห็นที่ 2

บทที่ 5

สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) มีวัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อสร้างรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล4(บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่121) โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ซึ่งมีลำดับขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

วิธีการดำเนินการวิจัย

ผู้วิจัยได้แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้

ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน

ระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบ

กลุ่มตัวอย่างและกลุ่มเป้าหมายของการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง เพื่อการเก็บข้อมูล ในระยะที่ 1 มีจำนวน 108 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครู จำนวน 10 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 7 คน

กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะในระยะที่ 2 (ขั้นตอนที่ 1) จำนวน 7 คน ประกอบด้วย อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 4 คน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาจำนวน 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูภาษาไทย จำนวน 1 คน

กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมการประเมินรูปแบบและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงรูปแบบในระยะที่ 3 มีจำนวน 9 คน ประกอบด้วย อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 5 คน รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา จำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน และครูบรรณารักษ์ จำนวน 1 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ระยะที่ 1 เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ระยะที่ 2 เป็นแบบสรุปผลการวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะ จากผู้ทรงคุณวุฒิ และแบบประเมินผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยการอ่าน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ลักษณะเป็นแบบประเมินที่มีการกำหนดหัวเรื่องไว้ล่วงหน้า และมีปลายเปิดเพื่อใช้กรอกข้อมูลรายด้าน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ระยะที่ 3 เป็นแบบประเมินรูปแบบ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อประเมินรูปแบบ มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์

สรุปผลการวิจัย

จากผลการศึกษาวิจัย สามารถสรุปผลได้ ดังนี้

1) ผลการศึกษาสภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โดยภาพรวม มีการดำเนินการอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด และด้านการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โดยภาพรวม พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่านและด้านพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด

2) ผลการพัฒนารูปแบบ จากการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านมี 6 องค์ประกอบดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) กลไกดำเนินการตามรูปแบบ 4) กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 5) การประเมินรูปแบบ และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยในส่วนของการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีทั้งหมด 6 กิจกรรมประกอบด้วย

(1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน

(2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมการอ่าน

(3) การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการอ่าน

(4) การบูรณาการส่งเสริมการอ่าน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้

(5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

(6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า เมื่อดำเนินกิจกรรมตามกลไกของรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดยมีครูกำกับ ติดตาม การดำเนินงาน ส่งผลให้นักเรียนมีคุณลักษณะ นิสัยในด้านการอ่านที่ดีขึ้น เป็นที่น่าพอใจ คือ นักเรียนอ่านมากขึ้น นักเรียนเห็นคุณค่าการอ่าน เข้าร่วมกิจกรรมการอ่าน อย่างมีความสุข และกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรม และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเข้าห้องสมุด และอ่านหนังสือตอนเช้าก่อนเข้าแถวหน้าเสาธง จากกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่

3) ผลการประเมินรูปแบบ จากผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้ ของรูปแบบโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยด้านความเหมาะสม มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้

เมื่อพิจารณาผลการประเมินตามองค์ประกอบของการประเมินรายด้าน สรุปได้ ดังนี้ 1) ด้านความเหมาะสม พบว่า หลักการ และเงื่อนไขความสำเร็จของรูปแบบ มีความเหมาะสมมากที่สุด 2) ด้านความเป็นไปได้ และ 3) ความเป็นประโยชน์ พบว่า การประเมินผลของรูปแบบ มีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์มากที่สุด

อภิปรายผลการวิจัย

จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการศึกษา มาอภิปรายผล ดังนี้

1. สภาพและปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน จากผลการวิจัยที่พบว่า ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีการดำเนินการและมีปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธวัชชัย มีประเสริฐ (2547:41) ที่ได้ศึกษา การส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พบว่า สภาพแวดล้อมในโรงเรียนมีส่วนสร้างเสริมความเจริญงอกงามทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคมของนักเรียนเป็นอยู่มาก เป็นที่พบปะปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและยังมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมพฤติกรรม ค่านิยม ทัศนคติ ปัญญา และสังคมของนักเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียนมีปัญหาอยู่ในระดับมาก เนื่องจากโรงเรียนต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมบ่อยครั้ง น้ำท่วมเกือบทุกปี ห้องสมุดมีสภาพไม่เหมาะกับการจูงใจให้อ่าน วัสดุอุปกรณ์ยังไม่ทันสมัย ซึ่งทางโรงเรียนต้องดำเนินการปรับปรุง และพัฒนาสถานที่สภาพแวดล้อมทั่วไป

จากสภาพและปัญหาของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยยังได้ศึกษาในประเด็นย่อยขององค์ประกอบกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ซึ่งสามารถนำมาอภิปรายผลการวิจัย ได้ดังต่อไปนี้

1.1 ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่าน

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่าน มีการดำเนินการ ปานกลาง พบว่า การสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเกิดความอยากอ่านหนังสือ มีการดำเนินการมากที่สุด และการส่งเสริมให้ครูจัดกระบวนการ โดยใช้กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการสร้างความตระหนักในการอ่าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า การส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีปัญหามากที่สุด และการที่ครู บุคลากร และนักเรียนเห็นคุณค่า คุณลักษณะรักการอ่าน มีปัญหาน้อยที่สุดซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของสังวาลย์ เยียว (2554:92 – 93) พบว่าในการกระตุ้น และปลูกฝังให้นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอ่านอย่างต่อเนื่อง มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย และมีปัญหาอยู่ในการปฏิบัติอยู่ในระดับมากและงานวิจัยของ ภิญโญ กันหา (2550 : 78) พบว่าในการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ควรสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านแก่ผู้เกี่ยวข้อง และพัฒนาให้บุคลากรได้มีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ต้องมีการเน้นย้ำ ให้ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาเห็นสำคัญของการอ่าน เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 24 ว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาดำเนินการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ยึดการปฏิบัติจริง ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

1.2 ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน มีการดำเนินการปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน มีการดำเนินการมากที่สุด และหน่วยงานต้นสังกัดให้ความสำคัญกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือส่งเสริมการอ่าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า หน่วยงานต้นสังกัดให้ความสำคัญกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีปัญหามากที่สุด และการที่ครู บุคลากร และชุมชนมีส่วนร่วม มีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสังวาลย์ เยียว(2554 :93) ที่พบว่า แนวทางการสร้างความตระหนัก คือ ประชาสัมพันธ์ ให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพราะปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่านได้ คือ อิทธิพลครอบครัว สังคมรอบตัวผู้อ่าน ทั้งนี้สถานศึกษามีนโยบายการบริหารที่ชัดเจน มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการอ่าน โดยขอความร่วมมือในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ในการประชุมครู ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา และการประชุมผู้ปกครอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์โครงการ ขอความร่วมมือในการดำเนินการโครงการ และให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญในการอ่าน ครูมีการติดตามพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

1.3 ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน มีการดำเนินการปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ครู บุคลากร มีความรู้ ความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการมากที่สุด และหน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุนงบประมาณพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านส่งเสริมการอ่าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า ครู บุคลากร มีความรู้ ความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีปัญหามากที่สุด และ ครู บุคลากร ร่วมงานนิทรรศการการอ่าน มีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสังวาลย์ เยียว(2554:97) ที่ศึกษาแนวทางการพัฒนาเนื่องจากขีดจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษาให้เป็นผู้ที่มีความรู้ และทักษะที่หลากหลายเพื่อรองรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่อาจไม่ตรงตามสายงาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนได้กำหนดครูรับผิดชอบ และสนับสนุนส่งเสริมให้ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุด เข้ารับการอบรม สัมมนา และดูงานสถานศึกษาอื่น

1.4 ด้านการบูรณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการบูรณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีการดำเนินการปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่งเสริมให้ครูจัดกระบวนการสอนโดยใช้กิจกรรมส่งเสริมการอ่านทุกกลุ่มสาระมีการดำเนินการมากที่สุด และจัดหลักสูตรเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการบูรณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า การส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มีปัญหามากที่สุด และ การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโดยเน้นหลักบูรณาการมีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของภคภรณ์ เกิดผล (2553:65) พบว่า แผนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่านของนักเรียน โดยคะแนนพฤติกรรมรักการอ่านโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.10 และพฤติกรรมรักการอ่านอยู่ในระดับดีมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะครูยังใช้วิธีการสอนแบบเดิมๆ ยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนต้องกำหนดนโยบายให้บูรณาการการอ่านในการจัดการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระ ทุกชั้น

1.5 ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มีการดำเนินการปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า จัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่บ้าน มีการดำเนินการมากที่สุด และ จัดกิจกรรมที่พัฒนาคุณภาพการอ่าน มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า จัดให้นักเรียนคิดวิเคราะห์รวบรวมความรู้โดยจัดทำบันทึกการอ่าน มีปัญหามากที่สุด และการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน มีปัญหาน้อยที่สุดซึ่งตรงกับงานวิจัยของ พวงเพชร บงบุตร (2549:59) สรุปได้ว่า นักเรียนจะมีนิสัยรักการอ่านนั้น จำเป็นต้องการอาศัยการจัดกิจกรรมหลายๆ รูปแบบ และอาศัยความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านทำให้นักเรียนมีความสุข มีการสำรวจความต้องการหนังสือของผู้เรียน โรงเรียนมีการกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านหลากหลาย ซึ่งตรงกับความต้องการของนักเรียน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่าน

1.6 ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

พบว่า สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ มีการดำเนินการปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า จัดแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน มีการดำเนินการมากที่สุด และ จัดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดมีชีวิต มีการดำเนินการน้อยที่สุด

ส่วนระดับของปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็พบว่า จัดห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดมีชีวิต มีปัญหามากที่สุด และ จัดแหล่งเรียนรู้ในห้องเรียนที่เอื้อต่อการอ่าน มีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จินตนา เพ็งรักษา (2544:50) พบว่า นักเรียนมีความเห็นว่าห้องสมุดโรงเรียนมีประโยชน์อยู่ในระดับมาก ในการใช้เพื่อการเรียนการสอน งานวิจัยของ เลิศ วีระสวัสดิ์ (2546:48) พบว่า การพัฒนาห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้นั้น ห้องสมุดโรงเรียนต้องจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการจัดหาหนังสือใหม่ รณรงค์ให้ครูและนักเรียนเข้าใช้ทรัพยากรของห้องสมุด จัดมุมชิ้นงานดีเด่นไว้เพื่อการเรียนรู้ และจัดหาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการค้นคว้า และงานวิจัยของ ธวัชชัย มีประเสริฐ (2547:41) ได้ศึกษาการส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พบว่า สภาพแวดล้อมในโรงเรียนมีส่วนสร้างเสริมความเจริญงอกงามทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคมของนักเรียนเป็นอยู่มาก เป็นที่พบปะปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและยังมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมพฤติกรรม ค่านิยม ทัศนคติ ปัญญา และสังคมของนักเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะห้องสมุดโรงเรียนยังต้องได้รับการพัฒนาและปรับสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างแรงจูงใจการอ่านให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยโรงเรียนต้องจัดสรรงบประมาณพัฒนาห้องสมุดให้เพียงพอ และปรับปรุงแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้สร้างแรงจูงใจในการอ่านแก่นักเรียน

2. การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) จากผลการวิจัย พบว่า รูปแบบมีองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกการดำเนินงาน 4) กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 5) การประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ

นอกจากนี้ ในส่วนของกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มี 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักในการอ่าน 2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ส่งเสริมการอ่าน 3) การพัฒนาบุคลากรด้านการส่งเสริมการอ่าน 4) การบูรณาการส่งเสริมการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5) การจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และ6) การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้

จากผลการศึกษานี้ สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ สุเทพ สื่อกลาง (2547 : 83-84) ที่ทำการศึกษาวิจัย การพัฒนาการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านซับเจริญสุข อำเภอซับใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพบว่า ได้จัดกิจกรรม 5 กิจกรรม เพื่อส่งเสริมการอ่าน ประกอบด้วย กิจกรรมเสียงตามสาย กิจกรรมยอดนักอ่าน กิจกรรมการโต้วาที กิจกรรมแข่งขันเกี่ยวกับหนังสือกิจกรรมหนังสือยืมเรียน ที่ดำเนินการแล้วพบว่า ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ นักเรียนมีความสนใจเข้าร่วม และผลการวิจัยนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของสุทัศน์ ธิยานันท์ (2550 : 74 – 75) ที่ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนบ้านพลำ พบว่า ได้กำหนดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หลากหลายกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมภาษาไทยวันละคำ กิจกรรมเล่าข่าวเหตุการณ์ประจำวัน กิจกรรมส่งเสริมการใช้ห้องสมุด และกิจกรรมประกวดคำขวัญเนื่องในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งจัดโดยครูผู้รับผิดชอบห้องสมุด นักเรียนมีความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่โรงเรียนจัดขึ้น

นอกจากที่นำเสนอข้างต้นแล้ว ผลการวิจัยครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยของบุญช่วย สายราม (2552 : 115) ที่ทำการศึกษา เรื่อง การพัฒนาการดำเนินงาน การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนบ้านหนองทัพ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งพบว่า มีการนำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย มาพัฒนาผู้เรียน ประกอบด้วย กิจกรรมยอดนักอ่านโบว์แดง กิจกรรมเล่านิทานมหาสนุก กิจกรรมนักข่าวรุ่นเยาว์ กิจกรรมยืมหนังสือกลับบ้าน ซึ่งแต่ละกิจกรรมส่งผลให้นักเรียนมีความสนใจการอ่าน เห็นความสำคัญของการอ่าน และมีการพยายามพัฒนาการอ่านของตนเองอย่างต่อเนื่องจนมีนิสัยรักการอ่าน

3. การประเมินรูปแบบ การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ซึ่งนำเสนอผลการวิจัย ได้ดังนี้

1) ด้านหลักการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด สอดคล้องกับ ธีระ รุญเจริญ และ วาสนา ศรีไพโรจน์ (2554 : 124–125) ที่กล่าวว่า ในการบริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก อาศัยกลยุทธ์การสร้าง การมีส่วนร่วมจากทุกคนทุกฝ่ายในการจัดการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชนสร้างความมั่นใจกับผู้เกี่ยวข้อง และสถานศึกษาต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วมน่าจะประสานหลายฝ่าย เช่น ผู้ปกครอง สังคม สื่อมวลชน ชุมชน และครูอาจารย์จากสถานศึกษาทั้งนี้เป็นเพราะ หลักการมีส่วนร่วม หลักการต่อเนื่องและยั่งยืน หลักการบริหารใช้โรงเรียนเป็นฐาน และหลักการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถนำมาบริหารจัดการในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมรูปแบบการสร้างนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

2) ด้านวัตถุประสงค์ของรูปแบบ ซึ่งผลการวิจัย พบว่า มีความเหมาะสม และมีประโยชน์มากที่สุด เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ซึ่งตรงกับสถาบันภาษาไทย (2548 : 65–68)กล่าวถึงบทบาทโรงเรียน (School)โดยผู้บริหารโรงเรียน ครู และบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน และบุคลากรในโรงเรียน ควรร่วมมือกันกำหนดนโยบายบริหารจัดการในโรงเรียน เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับนักเรียนอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน จะเห็นได้ว่า โรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญรองลงมาจากครองครัว ที่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่นเหมือนบ้าน เสริมสร้างความสนใจในการอ่าน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในรูปแบบต่างๆ เพื่อเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน ตลอดจนสร้างความสามารถในการอ่านให้กับเด็กอีกด้วย ผู้บริหารโรงเรียนควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในเรื่องการอ่าน เพราะนิสัยรักการอ่านนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จำเป็นต้องอาศัยการปลูกฝัง การกระตุ้น และการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่จะดำเนินการในโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นนักอ่าน และอ่านได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นิสัยรักการอ่าน คือ พฤติกรรมถาวรที่ควรจะติดอยู่ในตัวนักเรียน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบุคคลแห่งการอ่าน

3.) ด้านกลไกการดำเนินการ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลไกการดำเนินการมีความเป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ สังวาลย์ เยียว (2554:90) ได้เสนอในงานวิจัยว่า สถานศึกษาต้องมีนโยบายบริหารส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการอ่าน ประชุมและย้ำความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่าย กลไกการดำเนินการที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ แต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบ เพราะ โครงการและกิจกรรม สถานศึกษาต้องกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนสามารถติดตามงานได้ สถานศึกษาควรจัดแผนงาน โครงการ และปฏิทินงานการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โดยกำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าโรงเรียนมีการกำหนดนโยบายชัดเจนปฏิบัติได้ เพราะนโยบายที่ชัดเจนปฏิบัติได้ เป็นแนวทางในการดำเนินงานได้ถูกทิศทาง ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ผู้บริหารต้องกำหนดนโยบาย และแนวปฏิบัติให้ชัดเจนทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า โรงเรียนมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้ มีแนวทางการดำเนินงานได้ถูกทิศทางทำให้บรรลุวัตถุประสงค์

4) ด้านการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ซึ่งผลการวิจัยพบว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นประโยชน์มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุมาลี คลังแสง (2555 : 55) การส่งเสริมการอ่านจะต้องทำในรูปแบบการจัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้อ่าน อ่านจริงจัง เมื่อผู้อ่านได้อ่านหนังสือด้วยตนเอง ก็จะเกิดความสนใจในการอ่าน และอยากอ่านต่อไปจนเกิดนิสัยรักการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลายชวนให้ตดตาม มีบรรยากาศที่เหมาะสม กับการศึกษาค้นคว้า ครูเป็นบุคคลสำคัญในการจัดกิจกรรมให้บรรลุไปด้วยดี และสามารถพัฒนาการอ่านของนักเรียนให้ดีขึ้นมาตรการที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ จัดแผนดำเนินการอย่างชัดเจน ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าสถานศึกษาจัดแผนดำเนินการอย่างชัดเจนมีผู้รับผิดชอบ มีกระบวนการกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่ดี จะส่งผลให้โครงการ และกิจกรรมบรรลุวัตถุประสงค์

และยังสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ สุเทพ สื่อกลาง (2547 : 83-84) ซึ่งพบว่า ได้จัดกิจกรรม 5 กิจกรรม เพื่อส่งเสริมการอ่าน เมื่อดำเนินการแล้วพบว่า ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ นักเรียนมีความสนใจเข้าร่วม และผลการวิจัยนี้ ตรงกับผลการศึกษาของสุทัศน์ ธิยานันท์ (2550 : 74 – 75) ที่ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการอ่านของโรงเรียนบ้านพลำ พบว่า ได้กำหนดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หลากหลายกิจกรรม แล้วนักเรียนมีความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่โรงเรียนจัดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะโรงเรียนได้กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่หลากหลายจะสร้างแรงจูงใจในการอ่านให้เกิดขึ้น ครูกำกับ ติดตาม พฤติกรรมการอ่านของนักเรียน กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้เรียน เช่น มีแบบสำรวจประเภทหนังสือที่ผู้เรียนต้องการอ่าน มีแบบสังเกตพฤติกรรมการอ่านของนักเรียน มีแบบสังเกตพฤติกรรมเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนเต็มใจและมีความสุขในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

5) ด้านการประเมินผล ผลการวิจัยพบว่า มีความเป็นไปได้ และ มีประโยชน์มากที่สุด สอดคล้องกับ ธีระ รุญเจริญ และวาสนา ศรีไพโรจน์ (2554 : 82-83 ) ที่ได้กล่าวถึง การบริหารจัดการสถานศึกษาสำคัญที่สุด คือ การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้องประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า โรงเรียนสามารถประเมินพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านของผู้เรียน ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้แบบสังเกต แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการอ่านของผู้เรียนรวมถึงแบบประเมิน การอ่าน เขียน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ของผู้เรียน

6) ด้านเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการวิจัยพบว่า มีความเหมาะสมมาก สอดคล้องกับสังวาลย์ เยียว (2554 : 90) ที่พบว่า สถานศึกษาต้องมีนโยบายส่งเสริมการอ่านที่ชัดเจน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาเห็นความสำคัญของการอ่าน ประชุมและย้ำขอความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่าย และยังซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมปิฎก (2544 : 2–3) กล่าวว่า การที่จะเป็นผู้นำทางการศึกษาต้องมีการพัฒนาตนเองทางวิชาการอยู่ตลอดเวลา และเป็นผู้ตามที่ดีในบางโอกาส โดยเฉพาะต้องมีการสร้างเครือข่ายร่วมกันในพัฒนาคุณภาพ การศึกษาทั้งบุคคล องค์กร และผู้เกี่ยวข้องจึงจะพัฒนาการศึกษาได้ ทั้งนี้เป็นเพราะสถานศึกษาได้กำหนดนโยบาย และแนวปฏิบัติได้ชัดเจน เพราะนโยบายที่ชัดเจน จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน

ดังนั้น จากประเด็นที่นำมาอภิปรายผลจำเป็นต้องดำเนินการตามรูปแบบส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ตั้งแต่หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กลไกในการดำเนินการ วิธีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน การประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ จึงจะทำให้การนำรูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และเกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะการวิจัย

1.ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์

1.1 จากผลวิจัยพบว่า การประเมินรูปแบบ มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด นั่นแสดงว่ารูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านโนนสำนักมิตรภาพที่ 121) มีคุณภาพอยู่ในระดับสูง ผู้บริหารทุกระดับ และผู้เกี่ยวข้อง สามารถประยุกต์ใช้ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาของตนเองได้ ประยุกต์ใช้ในการพัฒนา การอ่าน

1.2 ผลการพัฒนารูปแบบพบว่ามีกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 6 กิจกรรม ประสบความสำเร็จ ครูผู้สอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับนักเรียนที่ตนเองรับผิดชอบได้ ผู้บริหารสามารถนำไปเป็นข้อมูล เพื่อกำหนดนโยบายส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

2.ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

2.1 จากผลการวิจัยกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน 6 กิจกรรม ควรวิจัยต่อไปว่า กิจกรรมใดที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและพัฒนาความสามารถของการอ่าน ของผู้เรียนได้มากที่สุด กิจกรรมใดที่มีประสิทธิภาพต่อความสำเร็จของการส่งเสริมการอ่าน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเลือกกิจกรรมพัฒนานิสัยรักการอ่านของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม

2.2 ควรทำการวิจัยต่อยอดจากผลการวิจัย ว่ากิจกรรมแต่ละอย่างเหมาะกับผู้เรียนระดับชั้นใดหรือนักเรียนที่มีคุณลักษณะอย่างไร เพื่อนำผลการวิจัยมาจัดผลกิจกรรมให้สอดคล้องและตอบสนองกับความพร้อม และความต้องการนักเรียนเป็นรายบุคคลได้

วันที่โพสต์ [23 พ.ย. 2559 เวลา 09:13 น.] ไอพี : [1.1.218.235] หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ