ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• วิจัยในชั้ันเรียน เรื่อง 5 กิจกรรมเตรียมความฟิต พิชิต O-NET ป. 6 กลุ่มสาระคณิตศาสตร์

หลักการและเหตุผล

ตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้มีการวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียนไว้ 3 ระดับ คือ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา และระดับชาติ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพของผู้เรียน ซึ่งในการวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียนเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่จะต้องหาคำตอบว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ เนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด ส่วนการประเมินผลระดับสถานศึกษาจะทำการประเมินเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นปีสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น คือ ป.3 ป. 6 ม.3 และ ม.6

การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Test หรือ O-NET) เป็นการทดสอบความรู้ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ของผู้เรียนที่กำลังศึกษาใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ทุกสังกัด ต้องเข้ารับการทดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกที่ทำหน้าที่ในการประเมินระดับชาติ

สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2548 เพื่อเป็นองค์กรกลางในการศึกษาวิจัยพัฒนาและให้บริการประเมินผลทางการศึกษาและทดสอบทางการศึกษารวมทั้งเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติและนานาชาติและเป็นองค์การมหาชนว่าด้วยองค์การมหาชนเพื่อให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สทศ. รับผิดชอบประเมินผลการศึกษาในระดับชาติอื่นๆที่นอกเหนือจากการทดสอบ O-NET ด้วยเช่นจัดสอบ A-NET เป็นต้นสำหรับการจัดสอบ O-NET นั้นได้เริ่มต้นดำเนินการครั้งแรกในปีการศึกษา 2548 โดยจัดสอบ O-NET นักเรียน ชั้น ม.6 ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ทำการทดสอบจำนวน 5 กลุ่มสาระประกอบด้วย 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์ 4) สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมและ 5) ภาษาอังกฤษและในปีต่อมาได้เพิ่มการจัดสอบ O-NET เพิ่มในกลุ่ม2 นักเรียน ชั้น ป. 6 อีกจำนวน 3 สาระและได้เพิ่มเติมการจัดสอบกับนักเรียนชั้นอื่นๆเพิ่มเติมและเพิ่มการสอบในสาระที่ยังไม่ได้จัดสอบอีก 3 สาระคือ 1) สาระสุขศึกษาและพลศึกษา 2) สาระศิลปะและ 3) สาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อให้ครบทั้ง 8 สาระในปีต่อๆมา

ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศ เรื่อง การใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 ให้ใช้ผลการเรียนของผู้เรียนที่ประเมินโดยสถานศึกษาและผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน ในสัดส่วน 80 : 20 และตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การปรับสัดส่วนการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 ให้ใช้ผลการเรียนของผู้เรียนที่ประเมินโดยสถานศึกษาและผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน ในสัดส่วน 70 : 30 ในปีการศึกษา 2557 และให้ใช้สัดส่วน 50 : 50 ในปีการศึกษา 2558 เป็นต้นไป รวมทั้งประกาศกระทรวงศึกษาธิการล่าสุด ประกาศ ณ วันที่ 29 มกราคม 2559 เรื่องการปรับสัดส่วนการใช้ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) เป็น 70 : 30

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) มีความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งในการวัดและประเมินคุณภาพผู้เรียนและสถานศึกษา อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพของผู้เรียนตลอดจนนำไปสู่ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

ปัญหาและความต้องการ

ตามวิสัยทัศน์ ของโรงเรียนวัดสวนดอก ภายในปี 2559 โรงเรียนวัดสวนดอก “เป็นที่สุดแห่งโรงเรียนมาตรฐานการศึกษา คู่ภูมิปัญญาล้านนา น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความเป็นเลิศ”

จากสถิติผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนโรงเรียนวัดสวนดอก ในปีการศึกษา 2552-2556 มีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาอย่างต่อเนื่องโดยในปีการศึกษา 2552 มีค่าเฉลี่ยคะแนนระดับโรงเรียนเพียง 29.56 (ค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 35.88 ) และในปีการศึกษา 2554 มีค่าเฉลี่ยระดับโรงเรียน 37.43 (ค่าเฉลี่ยระดับประเทศ 52.40 นั่นคือ ค่าเฉลี่ยโรงเรียนต่ำกว่าระดับประเทศถึง 14.97) ( ดังเอกสารอ้างอิง ที่ 4 และ 5 ) และตามแผนภูมิแสดงผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552-2557 โรงเรียนวัดสวนดอก

เมื่อนำค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับโรงเรียนเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับประเทศแล้วนั้นปรากฏว่าในปีการศึกษา 2557 ค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับโรงเรียนสูงกว่าระดับประเทศถึงร้อยละ 13.02 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน ตามแผนภูมิเปรียบเทียบผลการทดสอบทางการศึกษาระดับ ชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสวนดอก ปีการศึกษา 2552-2557

วัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน

เพื่อให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ โรงเรียนวัดสวนดอก ในปีการศึกษา 2558 สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2557

เป้าหมายของการดำเนินงาน

เชิงปริมาณ

นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนวัดสวนดอก จำนวน 41 คน

เชิงคุณภาพ

ในปีการศึกษา 2558 โรงเรียนวัดสวนดอก มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2557

ขั้นตอนของการดำเนินงาน

จากงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง 5 กิจกรรมเตรียมความฟิต พิชิต O-NET ซึ่งครูผู้สอน (นายชัชวาล ธิมา) เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยเอง ในปีการศึกษา 2557 และวิจัยเรื่อง ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ทำให้คะแนนการทดสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่ำ วิจัยโดย เอื้อมพร หลินเจริญ , สิริศักดิ์ อาจวิชัย , ภีรภา จันทร์อินทร์ ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนในการทำวิจัย จากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2552 ได้แบ่งปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การสอบ O-NET ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่ำ ดังนี้

1. ปัจจัยเกี่ยวกับนักเรียน

1.1) การเห็นความสำคัญของการสอบ O-NET นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ยังให้ความสำคัญต่อการสอบน้อยเพราะเขาเหล่านั้นยังไม่รู้เลยว่าจะนำผลจากการสอบไปใช้ทำอะไรเมื่อไหร่

1.2) พื้นฐานความรู้ของนักเรียน

เมื่อพิจารณาคะแนนของนักเรียนที่อยู่ภายในโรงเรียนเดียวกัน เด็กที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย (GPA) สูงจะมีคะแนน O-NET สูงด้วยในขณะที่เด็กที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าก็จะมีคะแนน O-NET ต่ำ

1.3) สภาพแวดล้อมของครอบครัวเด็ก

นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันอยู่ หรือพ่อแม่ไปทำงานแดนไกลครอบครัวที่หย่าร้างไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆมีปัญหาทางเศรษฐกิจมาก นักเรียนเหล่านี้มักขาดโอกาสในการเรียนพิเศษการเรียนเสริมและขาดความอบอุ่นในครอบครัว จึงทำให้เด็กเครียดกังวลและเรียนไม่ได้ดีคะแนน O-NET ต่ำเมื่อเทียบกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ให้การสนับสนุนให้กำลังใจโดยไม่ตัดสินลูกมากเกินไปเด็กกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจมีทัศนคติในทางบวกและเรียนได้ดี

1.4) สภาพแวดล้อมของโรงเรียน

โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่นอกเมืองจะมีการแข่งขันทางด้านวิชาการ และมีความกระตือรือร้นความเอาใจใส่ในการเรียนน้อยส่งผลให้คะแนน O-NET ต่ำเมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองที่มีการแข่งขันทางด้านวิชาการสูงตัวป้อน (นักเรียน) ของโรงเรียนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์จะมีนักเรียนที่มีความตั้งใจกระตือรือร้น และให้ความสำคัญกับการสอบ O-NET มากจึงส่งผลให้ผลการสอบ O-NET ในโรงเรียนนั้นสูงจนเป็นที่น่าพอใจของคณะครูในโรงเรียน

2. ปัจจัยเกี่ยวกับครูผู้สอน

2.1) พฤติกรรมการสอนของครู

ครูส่วนใหญ่พยายามคิดหาวิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความรู้เกิดทักษะในการเรียนแต่ยังพบว่า ยังมีครูที่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยายมุ่งเน้นให้เด็กท่องจำจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในรายวิชาที่ต่างกันครูก็จะมีเทคนิคการสอนที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่เป็นปัญหา ทำให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไม่ดีขึ้นหรือคะแนนสอบ O-NET ต่ำอาจจะเนื่องมาจากความพร้อมของนักเรียน ความพร้อมของโรงเรียนทางด้านสื่ออุปกรณ์ความเพียงพอทางด้านบุคลากร โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยู่นอกเมือง จะประสบปัญหาดังกล่าวมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมือง

2.2) ภาระงานของครูมีมาก

โรงเรียนหลายแห่งครูมีงานอื่นๆ เช่นงานพัสดุงานการเงินงานธุรการรวมถึงงานโครงการพิเศษของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโครงการอาหารกลางวัน โครงการที่ทำร่วมกับชุมชนซึ่งเป็นงานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมจากงานการสอน ทำให้ครูมีเวลาในการสอนน้อยลงไม่สามารถสอนได้เต็มที่จึงส่งผลให้คะแนน O-NET ของนักเรียนในโรงเรียนดังกล่าวต่ำลงไปด้วย

2.3) คุณวุฒิของครูไม่ตรงตามสาระการสอน/ ครูไม่ครบตามกลุ่มสาระ

ในโรงเรียนขนาดเล็กโรงเรียนขนาดกลางหลายแห่งที่นักเรียนมีคะแนนการสอบ O-NET ต่ำพบว่ามีจำนวนครูไม่พอเพียงในบางกลุ่มสาระผู้บริหารต้องแก้ไข โดยการนำครูในกลุ่มสาระอื่นไปสอนในกลุ่มสาระที่ครูขาดทำให้คุณวุฒิของครูไม่ตรงตามสาระการสอน ส่งผลถึงคุณภาพการสอนของครูทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไม่ดีขึ้น

2.4) การเข้าถึงข้อมูลของครูยังมีน้อย

โรงเรียนบางแห่งที่นักเรียนคะแนน O-NET ต่ำไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบบางโรงเรียนมีปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตที่ไม่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือแม้แต่ครูบางคนมีปัญหาเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูลอีกด้วย

3. ปัจจัยเกี่ยวกับผู้บริหาร

นโยบายของโรงเรียนในการพัฒนาคุณภาพวิชาการ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ผู้บริหารมุ่งเน้นที่จะให้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนให้ที่สูงขึ้นแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความพร้อมของโรงเรียนและบุคลากรอย่างก็ตามในการจัดการเรียนการสอน ผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่จะดำเนินตามนโยบายของกระทรวงที่มุ่งเน้นให้เกิดความเสมอภาคนักเรียนทุกคนได้รับความรู้อย่างทั่วถึง ไม่เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ตัวบุคคลเพื่อที่จะทำให้มีผลการสอบ O-NET ที่สูงขึ้นอย่างเดียว

4. ปัจจัยเกี่ยวกับข้อสอบ

4.1) ระดับความยากของข้อสอบพบว่ามีความคิดเห็นที่หลากหลายโดยส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าข้อสอบ O-NET มีความยากง่ายแตกต่างกันไปวิชาที่นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่ายากมากคือวิชาภาษาอังกฤษและวิชาคณิตศาสตร์รวมถึงข้อสอบที่ออกในแนวคิดวิเคราะห์ ซึ่งผู้สอนมีความคิดเห็นว่าค่อนข้างยากเกินกว่าที่นักเรียนจะสามารถทำได้

4.2) ช่วงเวลาในการสอบและการแจ้งผลการสอบล่าช้าทำให้เด็กไม่เห็นความสำคัญนอกจากนี้การแจ้งผลการสอบที่ล่าช้าทำให้ผู้บริหารและครูไม่สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับกับนักเรียน เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาได้ทันท่วงที

ครูผู้สอนได้นำผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น มาวิเคราะห์หาสภาพปัญหาในปัจจุบันของโรงเรียนวัดสวนดอกต่อเนื่องจากปีการศึกษา 2557 พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยต่างๆ เพื่อให้การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) สูงขั้นกว่าปีการศึกษา 2557 ซึ่งจากผลการวิจัยข้างต้น พบว่า สาเหตุหลักของปัญหาที่จะทำให้ผลสัมฤทธิ์การทดสอบระดับชาติต่ำนั้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่

1) พื้นฐานความรู้ของนักเรียน

2) สภาพแวดล้อมของครอบครัวเด็ก

3) ภาระงานของครูมีมาก

4) พฤติกรรมการสอนของครู

แต่ครูผู้สอนก็ได้เลือกปัจจัยที่ครูผู้สอนสามารถแก้ไขปัญหาและเป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สุด ที่จะนำมาพัฒนาและปรับปรุง เช่นเดียวกันกับปีการศึกษา 2557 ซึ่งได้แก่ “พฤติกรรมการสอนของครู” การจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูผู้สอนมีส่วนสำคัญมากในการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูผู้ต้องพยายามคิดหาวิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความรู้และทักษะในการเรียน อีกทั้งยังต้องใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจในองค์ความรู้หรือเนื้อหาในบทเรียน และกระตุ้นความสนใจใฝ่รู้ของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมี “แรงจูงใจ” ในการเรียนและการพัฒนาตนเอง

คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า “Movere” (Kidd, 1973:101) ซึ่งมีความ หมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าวหรือมักชักนำบุคคลเกิดการกระทำหรือปฏิบัติการ (To move a person to a course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงได้รับความสนใจมากในทุกๆวงการ

ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996:199) อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำกิจกรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

สำหรับโลเวลล์ (Lovell, 1980:109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า”เป็นกระบวนการที่ชักนำโน้มน้าวให้บุคคลเกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ”

เห็นได้ชัดว่า การจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้า โดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา ยกตัวอย่างลักษณะของการตอบสนองสิ่งเร้าปกติ คือ การขานรับเมื่อได้ยินเสียงเรียก แต่การตอบสนองสิ่งเร้าจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเช่น พนักงานตั้งใจทำงานเพื่อหวังความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ

ครูผู้สอนจึงได้คิดรูปแบบและหาวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมี “แรงจูงใจ” ในการเรียน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพื่อให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2557 โดยมีขั้นตอนและรูปแบบการจัดกิจกรรม ดังผังมโนทัศน์ ต่อไปนี้

ผังมโนทัศน์

“ 5 กิจกรรมเตรียมความฟิต พิชิตโอเน็ต ”

จากผังมโนทัศน์ ครูผู้สอนได้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนสอนปกติเป็นการสอนแบบ การจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ “5 กิจกรรมเตรียมความฟิต พิชิตโอเน็ต” ซึ่งมีรายละเอียดกิจกรรม ดังนี้

1. กิจกรรม “รู้เขา รู้เรา รบร้อยบ่มิพ่าย”

2. กิจกรรม “เปิดกะโหลกเซียน”

3. กิจกรรม “แฉข้อสอบ”

4. กิจกรรม “คืนหมาหอน”

5. กิจกรรม “ปิดโจทย์ ทุบหม้อข้าว”

ผลการดำเนินงานและประโยชน์ที่ได้รับ

หลังจากครูผู้สอนได้ใช้กิจกรรม “ 5 กิจกรรมเตรียมความฟิต พิชิตโอเน็ต ” ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนวัดสวนดอก จำนวน 41 คน ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น และมีแรงจูงใจในการศึกษาหาความรู้ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตลอดจนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดังนี้

ในปีการศึกษา 2558 คะแนนเฉลี่ยของผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็น 63.67 (เอกสารอ้างอิงที่ 8) ซึ่งระดับคะแนนสูงกว่าปีการศึกษา 2557 ร้อยละ 12.59 (ปีการศึกษา 2557 มีค่าเฉลี่ยเป็น 51.08 ) และถือว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สุดของโรงเรียนวัดสวนดอก นับตั้งแต่เริ่มมีการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)

อีกทั้งในปีการศึกษา 2558 ยังมีนักเรียนที่มีผลการทดสอบระดับชาติ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ยอดเยี่ยมจำนวนทั้งสิ้น 9 คน ซึ่งได้คะแนน ร้อยละ 100 จำนวน 1 คน ร้อยละ 95 จำนวน 2 คน ร้อยละ 90 จำนวน 5 คน และร้อยละ 80 จำนวน 1 คน

จากข้างต้นเห็นได้ชัดว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มขึ้น หลังจากที่เคยมีผลการทดสอบอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ถือว่าในปีการศึกษา 2557-2558 นี้เป็นการ พลิกโฉม โรงเรียนวัดสวนดอก ให้มีคุณภาพ และมาตรฐานที่ดีขึ้น เป็นที่ยอมรับของชุมชน ผู้ปกครอง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

บทเรียนที่ได้รับ

การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการเพิ่มผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาตินั้น เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ครูผู้สอนต้องศึกษาสภาพปัญหาที่พบและหาแนวทางในการแก้ไข ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็จะมีปัญหาที่แตกต่างกัน การใช้เทคนิค และวิธีการก็อาจแตกต่างกันรวมไปถึงสื่อการเรียนการสอน ฉะนั้นครูผู้สอนต้องมีการเตรียมสื่อการสอนที่หลากหลาย น่าสนใจ จึงจะทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ ในการเรียนและที่สำคัญต้องมีความสอดคล้องกับสภาพบริบท ตัวชี้วัด เนื้อหา และกิจกรรม รวมไปถึงการนำข้อสอบเก่ามาสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเคยชิน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะ

นักเรียนแต่ละโรงเรียนมีความสนใจที่แตกต่างกัน ครูผู้สอนควรปรับชื่อกิจกรรมให้น่าสนใจตามสภาพบริบทและความสนใจของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน

โพสต์โดย Kru MuD : [13 ต.ค. 2559 เวลา 10:45 น.]
อ่าน [2856] ไอพี : 49.229.105.132
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ