ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ > รมว.ศธ.ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย

รมว.ศธ.ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 3 ธ.ค. 2558 เปิดอ่าน : 4,829 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
รมว.ศธ.ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย

Advertisement

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายร่วมกับ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์, นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งคณะทำงานรัฐมนตรี เมื่อวันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558 ณ ห้องประชุม MOC

 

จากการที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สร 1288/2588 เรื่อง มอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งและปฏิบัติราชการแทน ลงวันที่ 4 กันยายน 2558 โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ขับเคลื่อนงานตามนโยบายนั้น

เพื่อให้การขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญที่ผ่านมาสัมฤทธิ์ผล เกิดการขับเคลื่อนร่วมกันทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บริหารองค์กรหลัก ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จนถึงผู้อำนวยการสถานศึกษาต่างๆ รมว.ศึกษาธิการ จึงได้เชิญ รมช.ศึกษาธิการ รวมทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานรัฐมนตรี ร่วมประชุม เพื่อรายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแล ดังนี้

 

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้างานที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 13 เรื่อง คือ

- การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่เน้นมาตรการในการประกันโอกาส การประกันคุณภาพการศึกษา และประกันประสิทธิภาพการศึกษา และกิจกรรมที่เกิดผลสัมฤทธิ์ในภาพรวม เช่น การดำเนินงานโครงการ DLTV ในโรงเรียนขนาดเล็ก, DLIT ในโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่, การเรียนวิชาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, การให้ครูไม่ทิ้งชั้นเรียนด้วยระบบ TEPE Online

- การปรับปรุงโครงสร้างเวลาเรียน (นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้) ที่มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการในปีแรก 4,100 โรงเรียน มีการจัดกิจกรรมที่รองรับ 4H (Head-Heart-Hands-Health) มากกว่า 390 กิจกรรม การจัดระบบการเป็นพี่เลี้ยงดูแลครูด้วย Smart Trainer และการติดตามประเมินผลทุกระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำปัญหาที่เกิดขึ้นในปีนี้ไปปรับปรุงในปีหน้า (รมว.ศึกษาธิการ ได้ขอให้ติดตามผลการสรุป Feedback โครงการ โดยต้องลงลึกในแต่ละประเด็นด้วย เช่น ปัญหาด้านสถานที่ในโรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเท่าใด หรือปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ควรให้ สพฐ.รายงานขึ้นมาว่าแต่ละแห่งขาดอุปกรณ์แบบไหนอย่างไร หรือการดำเนินงานโครงการปีหน้า ควรดำเนินการในโรงเรียนทั้งหมดหรือไม่อย่างไร)

- การจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2558 ได้ดำเนินการจัดการศึกษาแก่สถานศึกษาทุกระดับจำนวน 4,662 แห่ง ครูผู้สอน 77,425 คน ผู้เรียน 1.05 ล้านคน และด้วยมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่มากขึ้น ส่งผลทำให้ครูเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 1 ราย (ปีที่ผ่านมา 6 ราย) ส่วนคุณภาพการจัดการศึกษาในภาพรวมก็สูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2556 ผู้รับการศึกษามีอาชีพมากขึ้น (รมว.ศึกษาธิการ ได้ขอให้การรายงานผลการทำงาน ควรเน้นการบูรณาการกับโครงการอื่นๆ ตามนโยบายด้วย เช่น ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพราะทุกพื้นที่ทั่วประเทศดำเนินการเช่นเดียวกัน อาจจะแตกต่างไปบ้างตามสภาพปัญหาแต่ละพื้นที่)

- การแก้ไขปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน และนายพิษณุ ตุลสุข เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อจัดทำและดำเนินการแผนปฏิบัติขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ ใน 5 กลยุทธ์ คือ การป้องปรามและป้องกัน, การปราบปราม, การพัฒนาระบบการดำเนินการทางวินัยและคดี, การสร้างกลไกการบริหารงานบุคคลเพื่อป้องกันการทุจริต, การติดตามประเมินผล พร้อมทั้งสำนักงานรัฐมนตรี (สร.) ได้จัดระบบการรับเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ซึ่งขณะนี้มี 619 เรื่อง (รมว.ศึกษาธิการ ขอให้เปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนผู้ถูกร้องเรียนกับอัตรากำลังคนในแต่ละสังกัดด้วยว่าเป็นจำนวนเท่าใด)

- การสร้างค่านิยมอาชีวศึกษา ได้ดำเนินการไปแล้วหลายเรื่อง เช่น การเพิ่มผู้เรียนด้วยการมีมาตรการจูงใจผู้เรียน การปรับภาพลักษณ์ ทวิศึกษา ส่งผลให้ผู้เรียนระดับ ปวช.เพิ่มขึ้นในปีการศึกษานี้เมื่อเทียบกับปีการศึกษาที่ผ่านมาเป็นจำนวน 41,820 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ส่วนระดับ ปวส.เพิ่มขึ้น 8,700 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 ทำให้ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ : สามัญ เป็น 39 : 61 และตั้งเป้าปีการศึกษาหน้าเป็น 42 : 58

- การจัดการเรียนการสอนทวิภาคีร่วมกับสถานประกอบการ ในปีงบประมาณ 2558 ได้มีการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 46

- การแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ได้จัดระบบดูแลช่วยเหลือ มีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชน รวมทั้งโครงการเตรียมอาชีวศึกษา ตลอดจนจะกำหนดมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการควบคุมดูแลสถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้

- การส่งเสริมอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะด้าน ขณะนี้ได้กำหนดให้มีสถานศึกษาอาชีวศึกษานำร่องเฉพาะทาง 7 แห่ง

- การจัดการอาชีวศึกษาสู่มาตรฐานสากล มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 7 ประเทศในการผลิตและพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษา ในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ช่างกลเรือ และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งจัดทำโครงการยกระดับการใช้ภาษาอังกฤษแก่ผู้เรียนสายอาชีพ

ด้านการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้มีการจัดประชุมผู้บริหารด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แนวคิด “การประสานเชื่อมโยงการจัดการอาชีวศึกษา และการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Director Meeting on SEA-TVET : Country-Level Workshop on Harmonization and Mobility) ตลอดจนส่งผู้เรียนไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ มีการประชุมการประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและการดำเนินการภายหลังปี 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2558 ซึ่งได้เห็นชอบการจัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านอาเซียนของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเห็นชอบโครงการพัฒนาประเทศไทยเป็น Education Hub ในภูมิภาค พร้อมเตรียมเผยแพร่แผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านการศึกษากว่า 5 หมื่นเล่มไปยังสถานศึกษาและหน่วยงานทั่วประเทศ

- การกระจายโอกาสทางการศึกษาโครงการติวเข้มเติมเต็มความรู้
- การพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาของ กศน.
- การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การส่งเสริม กศน.ตำบล เป็นกลไกในการขับเคลื่อนระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน  รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในส่วนของ กศน.ตำบล 7,424 แห่ง ใน 77 จังหวัดนั้น จะหารือร่วมกับ รมช.ศึกษาธิการ และสำนักงาน กศน. อีกครั้ง จากนั้นจะให้แนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.ตำบล แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในต้นปี 2559

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้างานที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 9 เรื่อง คือ

- การยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตร ซึ่งได้มีการจัดทำสื่อเพื่อเผยแพร่และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งวางแผนเตรียมการจัดอบรมครูผู้สอนภาษาอังกฤษของไทยจำนวน 500 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2559 โดยจะใช้ภาษาอังกฤษตลอดระยะเวลาการอบรม ซึ่งจะทำให้ครูผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีแนวคิดและแนวทางการสอนภาษาอังกฤษเพื่อนำไปพัฒนาการสอนในชั้นเรียนได้ (Supercharge) จากเทรนเนอร์ (Trainer) ที่เป็นเจ้าของภาษา (Native Speakers) จำนวน 50 คน ซึ่งมาจาก British Council และหน่วยงานอื่น ที่สำคัญ เทรนเนอร์ชาวต่างประเทศทั้ง 50 คน จะต้องมีประสบการณ์ในการสอนและฝึกอบรมในประเทศต่างๆ มาแล้ว (Hi-end Trainers) และภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมจะทำการคัดเลือกผู้เข้าอบรมเฉพาะ 50 ลำดับแรก (Top 50) จาก 500 คน เพื่อนำมาฝึกอบรมกับเทรนเนอร์ และพัฒนาให้ครูกลุ่มนี้เป็นเทรนเนอร์ให้กับผู้เข้าอบรมรุ่นต่อไปในอนาคต

- การแปลงกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ ที่ได้มีการหารือกับ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ "โรงเรียนคุณธรรม" ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความเป็นสากล สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานศึกษาทุกภาค ทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา ในเบื้องต้นมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. 367 แห่ง จาก 3,800 โรงเรียน ยินดีจะเข้าร่วมโครงการในปีแรก ก่อนขยายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ และต่อไปจะกำหนดให้โรงเรียนคุณธรรมเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) ในการประกันและการประเมินคุณภาพภายใน (Internal Quality Audit : IQA) ของกระทรวงศึกษาธิการ อย่างไรก็ตามไม่ได้กำหนดให้มีรูปแบบ (Model) ของโรงเรียนคุณธรรมนี้เพียงรูปแบบเดียวเท่านั้น แต่ละสถานศึกษาอาจใช้รูปแบบวิธีการอื่นๆ ที่เหมาะสมในการสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นกับนักเรียน เพียงแต่ขอให้มั่นใจว่ารูปแบบใดๆ จะรับประกันการมีคุณธรรมของนักเรียนได้

- การปฏิรูปการศึกษา ได้มีการปฏิรูประบบประเมินและประกันคุณภาพการศึกษา โดยได้กำหนด Roadmap ในการปฏิรูประบบการประเมินคุณภาพและประกันคุณภาพการศึกษา คือ ภายใน 3 เดือนนี้ จะต้องดำเนินการเรื่องตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPI) ให้เสร็จสิ้น อีก 3 เดือนถัดไป ก็จะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ สมศ. เพื่อให้ตัวชี้วัดและวิธีการประเมินไปแนวทางเดียวกัน จากนั้นใน 3 เดือนสุดท้าย จะเป็นกระบวนการทดสอบระบบการประเมินดังกล่าว

- การลดภาระงานหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู โดยจะได้จัดพิมพ์แผนการสอนกลาง เพื่อแจกจ่ายให้กับครูฟรี รวมทั้งปฏิรูปการประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่ควรลดงานทางด้านกระดาษลง หรือรูปแบบการประเมินที่เพิ่มภาระให้กับครูมากจนเกินไป รวมทั้งกำหนดให้มีแนวทางการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ จากหน่วยงานภายนอกรวมกัน ภายในช่วงระยะเวลาก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในชั้นเรียนช่วงเปิดเทอม

- การสอนให้เด็กคิดเป็น โดยมีแนวทางดำเนินการ เช่น โครงการครูสอนคิด (CEP), การกำหนดนโยบายให้ปีการศึกษา 2559 สทศ.จะเริ่มออกข้อสอบ O-NET เป็นอัตนัย เริ่มจากวิชาภาษาไทยที่จะเริ่มใช้ข้อสอบอัตนัยร้อยละ 20 เพื่อให้เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น, การให้ สสวท.ออกข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้เขียน อธิบายเหตุผลและวิธีการต่างๆ มากขึ้น, การเตรียมความพร้อมการสอบ Non Cognitive Testing โดย OECD-สสค.-สพฐ.-สสวท.

- การประเมินเพื่อมีหรือเลื่อนวิทยฐานะให้สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยกำหนดให้ใช้ร้อยละของนักเรียนที่สอบผ่านขีดจำกัดล่างเป็นเกณฑ์, และใช้สมุดบันทึก 3 ด้านของครู คือ จริยธรรม ความรู้ และการปฏิบัติงาน เป็นส่วนสำคัญต่อการประเมินดังกล่าวด้วย

- มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ซึ่งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังปัญหาความต้องการของอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศทั้ง 38 แห่ง พร้อมทั้งได้ให้นโยบายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏมีความเป็นเลิศโดดเด่นในสาขาวิชาที่ผลิตแตกต่างกันไป รวมทั้งการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่ผู้เรียน เป็นต้น

- มหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียน โดยให้มหาวิทยาลัยมีส่วนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่ผู้เรียน การส่งเสริมพัฒนาเทคนิคการสอนโดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏจัดทำคู่มือ/เทคนิค/ยุทธศาสตร์การสอน สำหรับครูผู้สอนในแต่ละวิชา เพื่อให้ครูผู้สอนในโรงเรียนประถม-มัธยมศึกษาใช้เป็นคู่มือแนวทาง (Manual) จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้ เช่น การเรียนการสอนในชั้นเรียนผ่าน DLTV ครูผู้สอนควรคุมห้องอย่างไร หรือมีเทคนิคการสอนเพิ่มเติมอย่างไร, การรู้จักจิตวิทยาของเด็กในแต่ละช่วงวัย เป็นต้น

นอกจากนี้ ให้จัดการศึกษาตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาว่า ให้ครูรักเด็ก เด็กรักครู, ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่แข่งกับตัวเอง, ให้เด็กที่เก่งกว่าสอนเพื่อนที่ช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี และควรให้นักศึกษาที่จะจบสาขาวิชาครุศาสตร์ มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ส่งเสริมนักศึกษาให้มีความสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษา เช่น นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV), ทวิศึกษา, สะเต็มศึกษา, BBL (Brain-based Learning), การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการของสมองแต่ละช่วงวัย ฯลฯ เพื่อสร้างความพร้อมก่อนที่จะออกไปเป็นครูผู้สอน ตลอดจนสร้างนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏให้มีความประพฤติเรียบร้อย มีกิริยามารยาทที่ดี ไหว้สวย

- มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศเฉพาะทาง โดยมีแนวทางดำเนินงานที่สำคัญ คือ การส่งเสริมสนับสนุนมหาวิทยาลัยวิจัยก้าวไปสู่การเป็น World Class University, การฝึกอบรมครูก่อนประจำการ (Preservice Training) ซึ่งได้ร่วมมือกับสถานทูตฟินแลนด์ในการจัดหลักสูตรอบรมครูผู้สอนของไทย, จัดระบบแรงจูงใจ (Incentive) ให้กับคณะที่ผลิตนักศึกษาที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ, การแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา, ปรับบทบาท สกอ.ต่อการกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา

ในส่วนของความก้าวหน้างานที่ นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 4 เรื่อง คือ

1) การขับเคลื่อนโครงการอบรม/สัมมนาให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
2) การนำ ICT มาใช้ในการบริหารงานอย่างทั่วถึงมีประสิทธิภาพ
3) การส่งเสริมด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
4) การอำนวยการเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะได้มีการประชุมหารือร่วมกันในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ฝากให้คณะทำงานรัฐมนตรี เป็นตัวเชื่อมในการทำงานร่วมกับองค์กรหลัก/หน่วยงานในกำกับ/องค์การมหาชน ตามนโยบายสำคัญอื่นๆ ด้วย คือ โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ซึ่งอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าควรดำเนินการต่อไปหรือไม่, การปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง, คูปองการศึกษา, การจ่ายเงินตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ, ใบประกอบวิชาชีพครู และการแก้ปัญหาการสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย

 

 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า แนวทางการทำงานในปัจจุบัน ยังคงเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการทำงานแบบ Hit the Point : งานทุกงานต้องฉีกปัญหาให้ขาด ตีโจทย์ให้แตก ตลอดจนหากิจเฉพาะและกิจแฝงให้เจอ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด, แบบ Dynamic : การขับเคลื่อนงานตลอดเวลา หยุดไม่ได้ เมื่อมีการสั่งงานไปแล้ว จะไม่หยุดนิ่งอย่างแน่นอน จะขับเคลื่อนงาน ดูแล และช่วยแก้ปัญหา หากงานนั้นต้องข้ามแท่ง ก็จะต้องข้าม อย่าไปหยุดและจะไม่มีหยุด, แบบ Lively : การทำงานแบบมีชีวิตจิตใจ ซึ่งการจะทำงานแบบนี้ได้ ผู้ร่วมงานต้องมีความเข้าใจเนื้องานตรงกับเรา จึงพยายามที่จะสร้างให้ทุกคนเข้าใจเนื้องานที่จะทำ สร้างให้เห็นประโยชน์ร่วมกันกับสิ่งที่กำลังทำ เมื่อเข้าใจตรงกันและเห็นประโยชน์ร่วมกัน เราก็จะมีความสุขที่จะทำ เพราะใจเราจะไม่ต่อต้าน ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข และจะมีชีวิตจิตใจในการทำงาน (อ่านเพิ่มเติม www.moe.go.th/websm/2015/aug/284.html

 

ที่มา ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 2 ธันวาคม 2558

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> รมว.ศธ.ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย , << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
Roadmap  ปฏิรูปการศึกษา☕ คลิกอ่านเลย
Roadmap ปฏิรูปการศึกษา
เปิดอ่าน 10,341 ครั้ง
สอบบรรจุครูผู้ช่วย 1/2556 วิชาเอกท่าน สอบที่ไหนบ้าง คลิกเลย อัพเดท 26 เม.ย.56☕ คลิกอ่านเลย
สอบบรรจุครูผู้ช่วย 1/2556 วิชาเอกท่าน สอบที่ไหนบ้าง คลิกเลย อัพเดท 26 เม.ย.56
เปิดอ่าน 86,018 ครั้ง
ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 3/2554 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554☕ คลิกอ่านเลย
ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 3/2554 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2554
เปิดอ่าน 18,539 ครั้ง
โปรดเกล้าฯแล้ว"ครม.ประยุทธ์ 1"ตรวจสอบรายชื่อ+ประวัติ ใครนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน คลิก☕ คลิกอ่านเลย
โปรดเกล้าฯแล้ว"ครม.ประยุทธ์ 1"ตรวจสอบรายชื่อ+ประวัติ ใครนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหน คลิก
เปิดอ่าน 9,843 ครั้ง
ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 10/2555 (28 ก.ย.2555)☕ คลิกอ่านเลย
ผลประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 10/2555 (28 ก.ย.2555)
เปิดอ่าน 12,996 ครั้ง
Advertisment

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

ดร.อาจอง เผยหิมะตก ในประเทศไทย ม.ค. ปีหน้าดร.อาจอง เผยหิมะตก ในประเทศไทย ม.ค. ปีหน้า
เปิดอ่าน 28,419 ครั้ง
วิตามินอี ความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามวิตามินอี ความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
เปิดอ่าน 7,763 ครั้ง
 สะพานซังฮี้  ซังฮี้แปลว่าอะไร? สะพานซังฮี้ ซังฮี้แปลว่าอะไร?
เปิดอ่าน 8,298 ครั้ง
มงคลชีวิต ทำบุญ ไหว้พระ ตามวัน-ปีเกิด ยิ่งดี!มงคลชีวิต ทำบุญ ไหว้พระ ตามวัน-ปีเกิด ยิ่งดี!
เปิดอ่าน 8,651 ครั้ง
ไม้มงคลประจำวันเกิด ปลูกเสริมโชคลาภไม้มงคลประจำวันเกิด ปลูกเสริมโชคลาภ
เปิดอ่าน 12,913 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ